
'วิเชียร'แฉถูกบีบพ้นเก้าอี้ผบ.ตร.
'วิเชียร'แฉถูกบีบ เชื่อมีขบวนการเลื่อยขาเก้าอี้ ลั่นพร้อมย้ายตำแหน่งหากเหมาะสม 'เอแบคโพลล์'เผยผลสำรวจ ขรก.ตร.เสียงส่วนใหญ่เชียร์'เพรียวพันธ์'นั่งเก้าอี้ผบ.ตร.
31 ส.ค.54 พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวเปิดใจถึงกระแสข่าวกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ผบ.ตร.ด้วยสีหน้าเครียด หยุดกลืนน้ำลายลงคอหลายครั้งและ ตาแดงเป็นระยะ ๆ ว่า อย่างที่เรียนไปแล้ว การเข้ารับตำแหน่ง ผบ.ตร. นั้น เป็นการเสียสละ ไม่ใช่การเสวยสุข ต้องทำหน้าที่ตรากตรำ เหน็ดเหนื่อย สละเวลา เสี่ยงภัย เพราะต้องคอยจัดการปกป้องคนดี ขณะเดียวกันก็กำจัดคนชั่ว อาจต้องมีการกระทบกระทั่ง มีการฟ้องร้องต่าง ๆ เรียกว่าการเสียสละ เพื่อมารับหน้าที่ เพราะฉะนั้น เมื่อผู้บังคับบัญชาเห็นว่าไม่เหมาะสม อยากเปลี่ยนแปลง ก็ยินดีที่จะไป แต่ต้องไปอย่างถูกต้องสมเหตุสมผล เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีพอสมควร เพราะว่าเราไม่ได้กระทำผิด เราเสียสละมาทำหน้าที่ด้วยซ้ำไป
“เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีอำนาจ ก็ต้องใช้อำนาจด้วยความเป็นธรรม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อส่วนรวม การกระทำที่ผ่านมา ใครที่ผิด ผมก็ว่าไปตามผิด สอบสวนไป ไม่ใช่ไปเหมารวม ผมคิดว่ามันเป็นการทำลายองค์กร โดยเฉพาะองค์กรที่เป็นสถาบันหลัก ต้นธารผดุงความยุติธรรม ที่ช่วยกันสร้างสมกันมาเป็น 100 ปี ต้องช่วยกันถนอมรักษากันไว้ เพื่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน หากไปทำลายแล้ว จะทำให้ความเชื่อถือศรัทธาไม่มี เกิดความสับสนวุ่นวาย ไม่เป็นที่ยอมรับ นำมาสู่ความไม่สงบ อยากฝากถึงผู้มีอำนาจ ให้คำนึงถึงเรื่องการใช้คุณธรรม หากท่านใช้อำนาจอย่างมีคุณธรรมก็จะอยู่ในหน้าที่อย่างยั่งยืน แต่ว่าถ้าท่านไม่มีคุณธรรม ก็ได้เท่านั้นแหละ ฉะนั้น หากท่านเห็นว่าผมไม่เหมาะสม ผมก็ยินดีไปในตำแหน่งที่เหมาะสม” ผบ.ตร.กล่าว
เมื่อถามว่ายินดีรับตำแหน่งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ต้องดูความเหมาะสมเสียก่อน ยังตอบไม่ได้ตอนนี้ ยังไม่ทราบ ขอพิจารณาก่อน ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองขอความเป็นธรรม ขอพูดแค่หลักการแค่นี้ก่อน
ทั้งนี้ เมื่อถามว่า คิดว่าการใช้อำนาจโยกย้ายตนเองครั้งนี้เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ว่าการสร้างเรื่อง สร้างราว เหมารวมทำให้ตำรวจที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ทำหน้าที่อย่างเสี่ยงภัย ตรากตรำ มาเหมารวมแบบนี้มันเสียหาย
เมื่อถามว่าคิดว่ามีการสร้างเรื่องมาเพื่อเลื่อยขาเก้าอี้ผบ.ตร. พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ข่าวที่ออกมามันเป็นลักษณะอย่างนั้น ตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นต้นธารกระบวนการยุติธรรม ต้องสร้างความเชื่อถือศรัทธา
“ต้องเรียกว่าในช่วง ปี 2 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าได้ทำหน้าที่กอบกู้ความเชื่อถือศรัทธาของพี่น้องประชาชน ได้รับระดับหนึ่ง เรื่องตำแหน่งใหม่ อย่าเพิ่งพูดถึงเลย ต้องรอดูว่าท่านจะให้ไปดำรงตำแหน่งใด ซึ่งหากเสนอมาแล้วเหมาะสมก็จะสมัครใจไป”ผบ.ตร. กล่าว
เมื่อถามว่า จุดที่ทำให้ตัดสินใจยอมลุกจากเก้าอี้ ผบ.ตร.คืออะไร พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า เพื่อประเทศชาติ ประชาชน และพระมหากษัตริย์ อย่างที่บอกไปแล้ว ตนเชื่อว่าทำหน้าด้วยดีมาตลอด
ถามว่า เชื่อว่ามีขบวนการ วางงาน เพื่อเลื่อยขาเก้าอี้ของตนเอง หรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า ก็แล้วแต่
“ผมคิดว่าท่านที่เป็นรองผบ.ตร.อยู่ก็เหมาะสมที่จะมาเป็น เมื่อคิดว่าผมไม่เหมาะสม และมีหน้าที่อื่นเหมาะสมก็ไปได้ แต่ว่าควรมีเหตุมีผล แต่การใช้วิธีทำลายองค์กรให้เสียหาย อย่างนี้ เรียนว่าขอให้หยุดการกระทำ”
ถามว่า ท่านรู้สึกว่ามีความพยายาม ทำให้องค์กรบอบช้ำ เพื่อบีบให้ออกจากตำแหน่ง ใช่หรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ถูกต้อง
“ตอนนี้รู้สึกอย่างไรก็อย่างที่พูดไป การตัดสินใจอย่างไรออกไปก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวม บนพื้นฐานของศักดิ์ศรี ที่ออกมาพูดเพื่อให้ตำรวจทั่วประเทศทำงานไปอย่างปกติ ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ใครจะมาเป็นผู้บังคับบัญชาให้อยู่บนพื้นฐานคุณธรรม” ผบ.ตร. กล่าว
ขณะที่ความคืบหน้าในการสืบสวนข้อเท็จจริงเรื่องบ่อนการพนัน ย่านรัชดา พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ก็มีการสอบสวนไป หากพบว่าบกพร่องก็ต้องทำไปตามระเบียบ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จเรตำรวจแห่งชาติ เสนอมาอย่างไรก็ต้องว่าไปอย่างนั้น การสืบสวนสอบสวนของจเรก็ยังไม่เสร็จสิ้นเสียทีเดียว จะมีการสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อไปอีกว่า เมื่อมีการปล่อยปละละเลยแล้ว ยังเป็นประเภทที่ไปรับสินบนหรือเรียกรับผลประโยชน์นั้นมีหรือไม่ ถ้ามี ก็ต้องว่าไปตามบทลงโทษ
เมื่อถามว่าคิดว่าเรื่องนี้จะเงียบไปเมื่อมีการเปลี่ยน ผบ.ตร. เป็นการจบง่าย ๆ หรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า มีระเบียบกฎเกณฑ์ก็ต้องว่าไปตามกฎหมายก็ต้อง การลงโทษนั้นให้ทางกองวินัยพิจารณาร่วมด้วยว่า มีเกณฑ์มีมาตรฐานอย่างไร เข้าข่ายหรือไม่ ในเบื้องต้นก็เห็นคล้อยตามที่จเรตำรวจแห่งชาติตำรวจเสนอ คืออยู่ในขั้นปล่อยปะละเลย เราก็จำเป็นต้องลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ก็ต้องดูในรายละเอียดต่อในชั้นนี้ก็ยังไม่ถึงขั้นขั้นร้ายแรง พยานหลักฐานยังไม่ถึงชัดเจนว่าเรียกรับผลประโยชน์ ถ้าเรียกรับผลประโยชน์
ก็เป็นไปอีกขั้นหนึ่ง
โพลล์ชี้ขรก.ตร.เชียร์'เพรียวพันธ์'
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจแบบเรียลไทม์โพลล์ เรื่อง เสียงสะท้อนของนายตำรวจต่อกระแสข่าวตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรณีศึกษาตัวอย่างข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรระดับผู้กำกับและรองผู้กำกับ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ระดับสถานีตำรวจทั่วประเทศ โดยใช้การเลือกตัวอย่างจากบัญชีรายชื่อของสถานีตำรวจจำนวนทั้งสิ้น 512 นาย ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 29 - 30 สิงหาคม 2554 โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 5 พบว่า
ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.7 เห็นด้วยต่อข่าว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในขณะที่ร้อยละ 37.3 ไม่เห็นด้วย และเมื่อถามว่า กระแสข่าวเกี่ยวกับ ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นเรื่องความเหมาะสมตามระบบคุณธรรม หรือ ระบบอุปถัมภ์ พบว่า ร้อยละ 47.9 คิดว่า เหมาะสมตามระบบคุณธรรม ในขณะที่ร้อยละ 31.6 คิดว่า เป็นระบบอุปถัมภ์ อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 20.5 คิดว่า เป็นทั้งความเหมาะสมตามระบบคุณธรรมและอุปถัมภ์
อย่างไรก็ตาม เมื่อสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า นายตำรวจส่วนใหญ่ยังเห็นว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบัน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมเช่นกัน มุ่งมั่นทำงาน มีความประนีประนอมสูง ช่วยเชื่อมประสานความรักความสามัคคีของสังคมตำรวจ และใส่ใจดูแลสวัสดิการตำรวจชั้นผู้น้อยพอสมควร
ที่น่าพิจารณาคือ ตัวอย่างผู้กำกับสถานีตำรวจและรองผู้กำกับที่ถูกศึกษา เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.5 เห็นว่าจะเป็นปัญหาขัดแย้งรุนแรง ถ้าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ร้อยละ 45.5 ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา
นอกจากนี้ เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการปรับปรุงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า เกือบร้อยละร้อยหรือร้อยละ 98.3 ระบุให้เพิ่มเงินเดือน รายได้ ค่าครองชีพ รองลงมาคือร้อยละ 87.4 ระบุแต่งตั้งโยกย้ายให้เป็นธรรม ใช้ระบบคุณธรรมพิจารณา ขจัดปัญหาซื้อขายตำแหน่ง ร้อยละ 80.6 สร้างความสามัคคีในสังคมตำรวจ ร้อยละ 78.8 เพิ่มงบประมาณให้เหมาะสม ร้อยละ 74.5 แก้ไขกฎหมายให้ตำรวจทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ร้อยละ 68.3 ปรับปรุงบ้านพักตำรวจให้น่าอยู่ ร้อยละ 62.5 เพิ่มกำลังพลให้เหมาะสมกับประชากรและปริมาณงาน ร้อยละ 61.4 ส่งเสริมอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ตำรวจชั้นผู้น้อย ร้อยละ 60.6 จัดวัสดุอุปกรณ์ อาวุธปืน เทคโนโลยีให้ทันสมัย และร้อยละ 34.7 ระบุอื่นๆ เช่น ให้ความสำคัญกับวิชาชีพตำรวจ แยกงานไม่เกี่ยวกับตำรวจออกไป และเรื่องสิทธิของตำรวจ
ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าข้าราชการตำรวจระดับผู้กำกับและรองผู้กำกับสถานีตำรวจที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่เห็นด้วยกับกระแสข่าว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต่อสังคมตำรวจและสาธารณชนทั่วไป เนื่องจากมีการมองกันไปได้ทั้งในเรื่องของระบบคุณธรรมและระบบอุปถัมภ์เช่นกัน ดังนั้น รัฐบาลต้องคำนึงถึงหลักเหตุและผลอันเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางที่น่าจะช่วยทำให้สถานการณ์ในช่วงจุดเปลี่ยนของประเทศผ่านพ้นไปได้ แต่ให้ระวัง “พลังของคนชั้นกลาง” ที่มีลักษณะบางอย่างเฉพาะตัวแบบคาดไม่ถึง หากถึงจุดหนึ่งที่พวกเขาทนกันไม่ไหว พลังเหลืองคืนชีพ ความขัดแย้งแบบ “อคติระหว่างสองนครา” เกิดขึ้น บ้านเมืองก็จะอยู่ลำบาก แนวทางที่ประเทศมีนายกรัฐมนตรีหญิงในความคาดหวังของสาธารณชนเรื่อง ความประนีประนอม ยึดโยงความเป็นหนึ่งของคนในสังคมจึง “อาจ” เป็นทางออกได้
“แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่าเรื่องตำแหน่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คือ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่ข้าราชการตำรวจระดับสูงของแต่ละสถานีผู้สัมผัสใกล้ชิดกับความรู้สึกนึกคิดของประชาชนเกินครึ่งมองว่า จะก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้งรุนแรงในหมู่ประชาชน แต่จำนวนไม่น้อยก็มองว่าไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา ตัวเลขที่ค้นพบแบบนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเพราะมีนัยสำคัญได้ทั้งฝ่ายที่คิดว่าเป็นปัญหาและฝ่ายที่คิดว่าไม่เป็นปัญหา ทางออกคือ ให้ความรู้ความเข้าใจที่ครบถ้วนรอบด้านด้วยเหตุและผลเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเชิงเนื้อหา มากกว่าชูธงอย่างเดียวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะมันจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในหมู่ประชาชนได้ตามที่นายตำรวจระดับสูงของสถานีตำรวจสัมผัสถึงความขัดแย้งนี้ได้เช่นกัน และหากต้องการได้ใจจากข้าราชการตำรวจก็ต้องเพิ่มรายได้ ดูแลสวัสดิการ ใช้ระบบคุณธรรมบริหารองค์กรตำรวจ และมีกิจกรรมหนุนเสริมความรักความสามัคคีในสังคมตำรวจควบคู่ไปด้วย” ดร.นพดล กล่าว
"เสรีพิศุทธ์" ปลอบ "วิเชียร" เก้าอี้ผบตร.สั่นไหวเหตุการเมืองเปลี่ยนขั้ว
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะนี้ หลังมีข่าวเตรียมเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่า โดยประสบการณ์ที่ตนเองเป็นมานั้น อยากแนะให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำความเข้าใจสัจธรรมเมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว ย่อมเป็นธรรมดาที่ต้องมีการผลักดันคนของฝ่ายการเมืองขึ้นมาใช้งาน หากไม่ต้องการมีปัญหา การเสนอตำแหน่งเทียบเท่า เช่น ปลัดกระทรวง ก็อาจเป็นทางออกที่ดี
"หากไม่สามารถรับกันได้ในจุดนี้ ก็อาจต้องใช้วิธีกำหนดตำแหน่งใหม่ที่เป็นอัตราเทียบเท่าขึ้นมาเพื่อโยกย้าย ผบ.ตร. ซึ่งถือเป็นการย้ายภายในหน่วย สามารถทำได้ และแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ขึ้นมาแทนที่ได้ทันที" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาการเมืองเปลี่ยนขั้ว แล้วส่งผลกระทบต่อข้าราชการประจำดังเช่นที่เป็นอยู่นี้ ไม่เป็นเฉพาะวงการตำรวจ ซึ่งก็เกิดขึ้นในวงราชการหลายแห่งเช่นเดียวกัน แต่ไม่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดได้ว่าจะเป็นสาเหตุให้ใครที่มาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะมีจำนวนน้อยมากที่ได้อยู่จนครบอายุราชการ เนื่องจากจังหวะของการเมืองเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่มีวาระเหมือนการโยกย้ายข้าราชการ
"สุเทพ" จวก "เฉลิม" คิดเด้ง ผบ.ตร. ภายใน 7 วัน
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า จะเห็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ภายใน 7 วันนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า การโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ออกจากตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นภาพที่ไม่สวยงามหนัก และเป็นการข่มขู่ข้าราชการ
"การโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร หากทำได้มากที่สุด คงเป็นการสั่งไปช่วยราชการที่ใดที่หนึ่ง และการจะแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.เพียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นเป็น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยทันทีคงไม่สามารถทำได้ เพราะจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชตำรวจแห่งชาติก่อน และถ้าการย้าย พล.ต.อ.วิเชียร ออกจากตำแหน่งภายใน 7 วัน จะดูเป็นการเมามันในอำนาจมากเกินไป" นายสุเทพ กล่าว



