
กะเทยเฮศาลให้กห.แก้คำโรคจิต
กลุ่มหญิงข้ามเพศดี๊ด๊า ศาลปค.กลางคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้กลาโหมแก้คำ "โรคจิตถาวร" ในใบสด.43 ของกลุ่มสาวประเภทสองที่ยังไม่มีการแปลงเพศ กลาโหมน้อมรับปฏิบัติ
คดีคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่กลุ่มสาวประเภทสองครั้งนี้ ได้รับการเปิดเผยที่ห้องพิจารณาคดี 2 เช้าวันที่ 30 สิงหาคมนี้ เมื่อนายเทอดพงศ์ คงจันทร์ ตุลาการศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวนฟ้องเพิกถอนข้อความใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกิน สด.43 พร้อมองค์คณะออกนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีหมายเลขดำที่ 2118/2549 ที่นายสามารถ มีเจริญ กับพวกรวม 2 คน ซึ่งเป็นกลุ่มสาวประเภทสองยื่นฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง และสัสดี จังหวัดลพบุรี เรื่องการระบุคำสั่งการตรวจใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกิน(สด.43) ใบสำคัญสำหรับคนจำพวกที่ 4 (สด.5) และใบสำคัญให้รับราชการทหาร (สด.9) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เนื้อหาคำฟ้องขอให้ศาลปกครองสั่งให้ รมว.กลาโหม แก้ไขถ้อยคำในใบรับรองและใบสำคัญในการเกณฑ์ทหารของสาวประเภทสองที่เข้ารับการตรวจเลือกเมื่อปี 2548 ที่มีการระบุว่า เป็นบุคคลที่จัดอยู่ในประเภทกลุ่มคนทุพพลภาพ "เป็นโรคจิตถาวร" ซึ่งผู้ฟ้องเห็นว่าเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และกระทบต่อสถานะบุคคล ทำให้ผู้ฟ้องเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเข้ารับราชการหรือปฏิบัติงานในหน่วยงานเอกชนใดๆ ได้
นายเทอดพงศ์ เจ้าของสำนวนได้สอบถามคู่ความแล้วว่าจะแถลงเพิ่มเติมด้วยวาจาหรือไม่ ซึ่งวันนี้มีเพียงฝ่ายผู้ฟ้องเท่านั้นที่มาศาลแต่ไม่ประสงค์จะแถลงด้วยวาจา โดยยืนยันตามคำแถลงในเอกสารที่ได้ยื่นไปแล้ว องค์คณะจึงให้นายกฤตยชญ์ ศิริเขต ตุลาการผู้แถลงคดีได้แถลงความเห็นซึ่งระบุว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ขณะที่ตามคำฟ้องระบุว่า หากให้ระบุข้อความในเอกสารสำคัญว่าเป็นโรคจิตถาวร จะมีผลต่อการนำไปใช้สมัครงานทั้งในหน่วยงานเอกชน และราชการ ทั้งที่ผู้ฟ้องมีสภาพจิตปกติ จึงต้องวินิจฉัยว่าจะให้เพิกถอนข้อความดังกล่าวหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าผู้ถูกฟ้องมีอำนาจในการตรวจเลือกทหารกองเกิน, ตั้งคณะกรรมการตรวจเลือกแต่ละจังหวัด และมีอำนาจหน้าที่ในการออกเอกสาร แต่การจะระบุข้อความว่าเป็น โรคจิตถาวรนั้น ทางองค์การอนามัยโลก และทางการแพทย์ไทย มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนสภาพอวัยวะ ไม่ถือว่าเป็นโรคจิตถาวร ซึ่งรวมไปถึงผู้กินฮอร์โมนเพื่อทำให้มีสภาพร่างกายมีหน้าอกคล้ายเพศหญิงนั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายชั่วคราว ยังสามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ แต่หากผู้ที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกันได้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายก็จะถือว่าบุคคลนั้นเป็นโรคจิตถาวร
ตุลาการผู้แถลงคดีจึงเห็นว่าในกรณีของนายสามารถและพวกนั้น ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนสภาพร่างกายไปเป็นหญิง จึงไม่ถือว่าเป็นโรคจิตถาวรตามความเห็นของแพทย์ ดังนั้น การลงความเห็นของ รมว.กลาโหม ในใบ สด.43 ของนายสามารถ เมื่อเข้ารับการคัดเลือกทหารกองเกินปี 2548 ว่า นายสามารถ จัดอยู่ในประเภทกลุ่มคนทุพพลภาพ เป็นโรคจิตถาวร จึงไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะนายสามารถยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพร่างกาย จึงมีน้ำหนักเพียงพอที่จะให้ รมว.กลาโหม แก้ไขจากคำว่า “โรคจิตถาวร” เป็นคำว่า “กะเทย” โดยให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงข้อความภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา จากนั้นตุลาการเจ้าของสำนวนได้นัดคู่กรณีมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 13 กันยายน ในเวลา 10.00 น.
ด้านนายสามารถ กล่าวหลังฟังคำแถลงของตุลาการผู้แถลงคดีว่า ส่วนตัวรู้สึกดีใจ แต่ขอรอฟังคำพิพากษาในวันที่ 13 กันยายน ก่อน หากเหมือนกับตุลาการผู้แถลงคดีก็น่าจะมีผลต่อการผลักดันเปลี่ยนแปลงกฎกระทรวง ที่มีการดำเนินการกันตั้งแต่ปี 2549 จนถึงขณะนี้ และทราบว่าจะมีการใช้คำว่า “สภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด” แทน แต่ยังไม่ได้ส่งเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการแก้ไข
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีของนายสามารถวันนี้มีเครือข่ายความหลากหลายทางเพศประมาณ 20 คน มาให้กำลังใจ โดยได้มีการกางร่ม 7 สีหลายคันที่เป็นสัญลักษณ์ขององค์กรสีรุ้งด้วย
ด้านนายเจษฎา แต้สมบัติ คณะทำงานเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ กล่าวว่า ถ้าจะมีผลให้กลุ่มสาวประเภทสองหรือผู้หญิงข้ามเพศในรุ่นต่อๆ ไปเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ก็จะต้องมีการออกกฎระเบียบและมีนโยบายในการรับรองพิทักษ์สิทธิของพวกเราที่มีละเอียดอ่อนต่อเพศวิถี เพราะจะต้องมีความเสมอภาคและมีระบบที่เอื้อต่อวิถีชีวิตของพวกเราหากต้องไปใช้ชีวิตภายในค่ายทหาร
ส่วนนายนาดา ไชยจิตต์ กลุ่มสาวประเภทสอง กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ติดตามการออกเอกสารสำคัญในการเกณฑ์ทหารของสาวประเภทสอง กับกระทรวงกลาโหมอย่างใกล้ชิด โดยมีการเสนอให้ระบุข้อความในเอกสารสำคัญว่า เป็นผู้มีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ซึ่งไม่สามารถที่จะเข้ารับการตรวจเลือกได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ
ขณะที่ พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมได้หารือกับกองทัพบกเพื่อปฏิบัติตามศาล โดยได้ปรับชื่อดังกล่าวเป็น "ผู้มีภาวะเพศไม่ตรงกับสภาพเพศกำเนิด" และจะเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ก่อนปรับแก้ไขข้อความในกฎของกระทรวงกลาโหมทันที ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเรียกชื่อที่มีผลต่อการสมัครงานสามารถมาร้องขอหนังสือรับรองใหม่ได้ที่หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) เพื่อประโยชน์ต่อบุคคลที่ได้เกณฑ์ทหารมาแล้ว



