
ธรรมาภิบาลตำรวจไทย
ธรรมาภิบาลตำรวจไทย : เลียบค่าย โดยคมพิทักษ์ราษฎร์
มีเพื่อนตำรวจท่านหนึ่ง กำลังทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เพื่อส่งอาจารย์เรื่องเกี่ยวกับ ธรรมาภิบาลของตำรวจไทย ซึ่งใกล้จะสมบูรณ์แล้ว พร้อมพิมพ์เป็นเล่มส่งเพื่อพิจารณา
หลักสำคัญของธรรมาภิบาลในหน่วยงานภาครัฐ 6 ประการ คือ หลักนิติธรรม, หลักคุณธรรม, หลักการมีส่วนร่วม, หลักความโปร่งใส, หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า
สำหรับงานตำรวจ หลักธรรมาภิบาลข้างต้น มาสรุปรวมกันในคำเดียว คือ "วินัย" และขยายความมาสู่เรื่อง "ประมวลจริยธรรม" ซึ่งบังคับใช้ทั้งตัว "ผู้บังคับบัญชา" และ "ผู้ใต้บังคับบัญชา" ด้วย
เมื่อนำหลักธรรมาภิบาลในหน่วยงานภาครัฐ และเรื่อง "วินัย+ประมวลจริยธรรม" ของตำรวจ มาวิเคราะห์เรื่อง บ่อนการพนัน ที่มี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองหนึ่ง ออกมาแฉ ขณะเดียวกันหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่รับผิดชอบพื้นที่ ซึ่งอ้างว่าเป็นที่ตั้งบ่อนการพนัน ออกมาปฏิเสธว่า ไม่มี และต่อมาคณะกรรมการที่ ผบ.ตร.ตั้ง ประกอบด้วยจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน ทำการสอบสวนข้อเท็จจริง ก็คงทราบกันแล้วว่า ความจริงแล้ว มันมีบ่อนการพนันในสถานที่ดังว่า และมีมานานแล้ว
ก็ต้องดูว่า ผบ.ตร.จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ความเป็น ธรรมาภิบาล เกิดขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถูกกล่าวหาจากสื่อมวลชนบางส่วนว่า มีธรรมาภิบาลน้อย เพราะเรื่องนี้ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าจริงหรือเท็จ
เรื่องบ่อนพนันนี่ หากเล่นกันไม่เกิน 10 คน พวกสายสืบของโรงพักจะรู้ก่อน, เกิน 10 ไม่เกิน 20 ผู้บริหารของโรงพักจะรู้, เล่นเกิน 20 คนขึ้นไป ผู้บริหารกองบังคับการต้องรู้ เพราะต้องมีการติดต่อกันก่อนจะเปิด เนื่องจากการลงทุนสูง และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เล่นว่าจะไม่ถูกจับ
หากตัวเลขเกิน 50 คนขึ้นไป และเปิดเกินกว่า 3 วัน กองบัญชาการต้องรู้ เพราะมีกองสืบสวนฯ ตรวจสอบอยู่ ประกอบกับต้องติดต่อตำรวจหน่วยงานอื่นๆ ที่มีการอำนาจสืบสวนจับกุม เพื่อมาขอรับส่วนแบ่ง "ส่วย" และจะเป็นที่รับรู้กับผู้เล่นการพนันทั่วไป บางทีบ่อนระดับใหญ่มากๆ หรืออภิมหากาสิโน ระดับผู้ใหญ่ใน สตช.ก็คงระแคะระคายบ้างด้วย
แต่พอเรื่องแตก ประเภทสั่งมาช่วยราชการ การย้ายหน้าที่ แล้วตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวน ที่ทำกันทุกครั้ง ขอโทษเถอะ "ปาหี่" กันทั้งนั้น เบื่อแล้วมันซ้ำซาก !



