
'เฉลิม'ลั่น7วันเห็นผบ.ตร.คนใหม่
"ยิ่งลักษณ์"เป็นประธานประชุม ก.ตร.อนุมัติขยายเวลาแต่งตั้งนายพลไปถึงสิ้นเดือนกันยายน ด้าน "เฉลิม" บอก 7 วันเห็น ผบ.ตร.คนใหม่ ดูความเหมาะสม-ตอบสังคมได้ พร้อมคิดคืนความเป็นธรรมให้"เพรียวพันธ์"
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 30 สิงหาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางเป็นประธานประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ซึ่งถือเป็นซึ่งเป็นการประชุมนัดแรกของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการจัดเตรียมสถานที่ และกองตำรวจเกียรติยศ กองร้อยตำรวจหญิง หรือกองร้อยน้ำหวานของ กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เพื่อต้อนรับนายกรัฐมนตรี ในการเดินทางมาครั้งแรก โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล เดินทางมาก่อนตั้งแต่เวลา 11.00 น.โดยเข้าไปพูดคุยกับพล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รอง ผบ.ตร. ที่สำนักงานอาคาร 1 ชั้น 1
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาถึงได้ทักทาย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี และร.ต.อ.เฉลิม ที่มายืนรอต้อนรับพร้อมกับ รอง ผบ.ตร. และผู้ช่วยผบ.ตร.และตำแหน่งเทียบเท่าทุกนาย ด้านหน้าอาคาร 1 ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มจากนั้นได้ขึ้นแท่นพิธีรับความเคารพแถวกองเกียรติยศตำรวจ และจากนั้นได้นำพานพุ่มสักการพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 4 ด้านหน้า ตร. ถวายสักการะพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมรับประทานอาหารก่อนเข้าเป็นประธานการประชุมที่ห้องประชุม 1 อาคาร 1 ตร.
ผู้สื่อรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เชิญที่ปรึกษา สบ 10 และผช.ผบ.ตร.ทุกนายเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อมอบนโยบายโดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที จากนั้นเวลา 13.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มอบให้นายเฉลิมเป็นประธานการประชุมแทน โดยใช้เวลาการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ได้ลงมาแถลงผลการประชุมด้วยตนเอง โดยพล.ต.อ.วิเชียร ไม่ได้ลงมาด้วย เนื่องจากต้องเตรียมตัวไปร่วมงานฉลองสมรสหมู่สวัสดิการที่สโมสรตำรวจ
ร.ต.อเฉลิมได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการจะปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ผบ.ตร.ว่า ยังไม่บอกตอนนี้ ตนยืนยันว่าการปรับเปลี่ยนอย่างไรก็ตามเป็นการปรับเปลี่ยนนเพื่อให้คนให้ถูกกับงาน ซึ่งหมายถึงถ้ามีการปรับเปลี่ยน อีฟ (if) สเปค ผบ.ตร. ที่ต้องการเป็นอย่างไรนั้น เมื่อถึงเวลาจะบอกให้ทราบ ฝนไม่ตก แดดไม่ออกอย่าพึ่งกางร่ม ยังไม่หลับอย่าคิดว่าจะฝันเรื่องอะไร ถ้ามีการเปลียนแปลงก็มีการเปลี่ยนแปลงแบบ put the right man on the right job อย่าไปมองว่าเป็นการเปลี่ยนเพื่อให้ญาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯมาดำรงตำแหน่ง
"อยากถามว่าตอนปฎิวัติ ย้ายพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ (รองผบ.ตร.) ทำไม เพราะคุณเพรียวพันธ์ เป็นญาติท่านทักษิณ ต้องให้ความเป็นธรรม ทำไมต้องเอาเขาไปสำนักนายกฯ เพราะคุณปฎิวัติ เพราะเผด็จการ มันต้องมีความเป็นธรรม หากจะย้ายพล.ต.อ.วิเชียร นั้นหรือไม่ ยังไม่บอก ให้สื่อได้ลุ้น มันไม่มีกรอบเวลา ถึงเวลาแล้วก็สบาย ๆ" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
เมื่อถามว่า ถึงเวลาคืนความเป็นธรรมให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ แล้วใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ตนคิด แต่วิธีปฏิบัติก็ต้องมีขั้นตอน ตนจะทำอะไรตามใจไม่ได้ เพราะตนไม่ใช่ ก.ต.ช.
เมื่อถามว่า ตอนนี้องค์กรตำรวจระส่ำระส่ายเพราะไม่ทราบว่าใครจะเป็น ผบ.ตร. ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ใครบอกว่าระส่ำระส่าย องค์กรตำรวจตอนนี้แฮปปี้ดี มีที่ไหน ตนไปพูดที่ บช.น.ก็มีแล้วก็ปรบมือให้ ตำรวจกำลังแฮปปี้ ไม่มีรำส่ำระส่าย รองนายกฯแถวตรงแม่น
“เรื่อง ผบ.ตร.ไม่เป็นไรหรอก เมื่อถึงเวลาผมทำของผมเอง มันต้องรอความเหมาะสม ที่ต้องมีทั้งจังหวะ เวลา เหตุผล เรื่องสำคัญที่สุดต้องตอบสังคมได้ ผมถามนิดนึง ตอนคุณอภิสิทธิ์ ย้ายคุณพัชรวาท อาศัยเหตุผลอะไร ตอนคุณสุรยุทธ์ ย้ายคุณโกวิท มีเหตุผลอะไร ไม่มีคำตอบให้สังคม ผบ.ตร.อยู่ภาคใต้ ยังไปตั้งคนรักษาราชการทำได้อย่างไร ถ้า ผบ.ตร.ยังปฎิบัติหน้าที่ในราชอาณาจักรไทย ถือว่าเขายังเป็นผู้นำสูงสุด ผมเป็นตำรวจ เป็นนักกฎหมาย ผมไม่ทำเป๋ออย่างนั้นหรอก“ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
เมื่อถามว่า ภายใน 7 วันจะเห็น ผบ.ตร.ใหม่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวสั้นๆว่า น่าจะใกล้เคียง พร้อมยกสำนวนฝนยังไม่ตกอย่างเพิ่งกางร่ม
เมื่อถามต่อว่า ตอนนี้ยังขาดอะไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า "บอกหมดคุณก็ไม่ตามสัมภาษณ์สิ"
อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงผลการประชุมว่า นายกฯเป็นประธานการประชุมในช่วงแรกและมอบหมายตนเป็นประธานการประชุมต่อ แต่นายกฯได้เน้นให้สร้างความเป็นธรรมการบังคับใช้กฎหมาย และรัฐบาลจะสร้างขวัญและกำลังใจให้กับตำรวจทุกชั้นยศ แต่ตำรวจต้องสร้างความผาสุกให้พี่น้องประชาชน นอกจากนี้ ท่านนายกยังห่วงใยถึงเรื่องอบายมุข การพนันและอาชญากรรมในที่เปลี่ยว
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า ส่วนผลการประชุม มีเรื่องสำคัญที่จะแถลงให้ทราบ 3 เรื่อง เรื่องแรก ก.ตร.มีมติให้ขยายเวลาในการแต่งตั้งตำรวจระดับนายพลให้เสร็จสิ้นภายในเดือน ก.ย. เรืองที่ 2 พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้เสนอให้ตำรวจชั้นประทวนที่จบ ป.ตรี และเนติบัณฑิต 52-54 คน ขอให้ ก.ตร.อนุมติให้เป็นอบรมเลือนชั้นยศเป็นสัญญาบัตร
เรืองที่ 3 ให้ก.ตร. มีมติให้ ตร.ไปออกหลักเกณฑ์เพื่อปรับระดับตำรวจชั้นประทวนที่มีอายุ 53 ปี ให้ไปอบรมเป็นสัญญาบัตรโดยไม่ต้องปรับอัตราเงินเดือน โดยอยู่โรงพักใดให้ขึ้นโรงพักนั้น ทั้งนี้พออายุ 59 ปี เป็น ร.ต.อ. สามารถขอลาออกล่วงหน้าได้ยศ พ.ต.ต. ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้ โดยมีเงื่อนไขว่าตำรวจกลุ่มนี้ต้องไม่เคยต้องโทษคดีอาญา ไม่ต้องโทษวินัยร้ายแรง ซึ่งก.ตร. ส่งเรื่องให้สำนักงานกำลังพลเสนอมา โดยตนจะเรียนนายกฯให้สนับสนุนเรื่องนี้
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า วันนี้ไม่มีการคุยเรื่องแนวทางการแต่งตั้งโยกย้ายไว้คุยกันรอบนี้ การแต่งตั้งเป็นอำนาจของ ตร. คงไม่ได้เข้าไปล้วงลูก จะไม่สร้างความหนักใจ แต่การโยกย้ายใครต้องอยู่บนพื้นที่ฐานความถูกต้องชอบธรรมเป็นปัจจัยสำคัญ ตนมาในฐานะรองนายกที่รับผิดชอบ ตร. จะไม่มาในฐานะนักการเมือง หากจะบอกว่าการแต่งตั้งจะไม่มีการแสดงความคิดเห็นจากฝ่ายการเมืองก็คงจะโกหก อาจเสนอบ้าง นายตำรวจบางจังหวัดที่ไปรณรงค์หาเสียง ตนมีคลิป ซึ่งไม่มีความเป็นธรรมต่อการเลือกตั้งปล่อยให้อยู่ในพื้นที่ต่อไปก็สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน
ข้อมูลตรงนี้ต้องเล่าให้ผบ.ตร. ฟัง บางคนอยู่ต่างจังหวัดไม่มีหน้าที่รับผิดชอบ เอามาบุกพัทยา บางคนอยู่ต่างจังหวัด ไม่ได้รับคำสั่งแต่เอากำลังมาเพื่อเสนอหน้าให้นักการเมืองในกรุงเทพ ตรงนี้ก็ต้องเรียนเหมือนกัน อย่างนี้อย่าเรียกว่าการเมืองเข้ามายุ่งแต่เรียกว่าทำให้ถูกต้องชอบธรรม ใครที่เกินเหตุก็ต้องถูกพิจารณาเหมือนกัน ต้องทำบนพื้นฐานพยานหลักฐาน ยืนยันว่าไม่มีการพิจารณาเพราะเกลียดไม่ชอบหน้า เพราะหากตนจะเอาพวกแล้วแต่งตั้งก็คงตั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้3แห่งเพราะหันไปทางไหนก็พวกตนทั้งนั้น
เมื่อถามว่า แสดงว่ามีบัญชีนายตำรวจเหล่านี้แล้ว ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตรงนี้ไม่มีบัญชี แต่ไปสัมผัสด้วยตนเอง ไม่ใช่มีในใจ อย่าง ผบก.จว.สุรินทร์ ที่ถูกย้ายไปช่วยราชการ หรือ ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ที่เสียชีวิตแล้ว และอีกหลายจังหวัดแต่ไม่อยากพูด เดี๋ยวจะหาว่าคำราม ตนอยู่อีสานมา 2 ปี 7 เดือนรู้พื้นที่ดี แต่ก็มีผู้การที่น่ารักมาก ๆ คือ ผบก.ภ.จว.อำนาจเจริญ นอกนั้นเป๋ไปเป๋มา ถ้าตนมีอำนาจคงทำแล้ว แต่ตนไม่มี หากตนเป็นผบ.ตร.จะเป่านกหวีดปี๊ด ใครรู้ตัวว่าเกินเหตุให้สมัครใจมา นี่พูดแค่กระเซ้าเหย้าแหย่
เมื่อถามว่า จะถูกมองว่าเป็นการปูนบำเหน็จตำรวจมะเขือเทศที่สนับสนุนเสื้อแดงหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ใช่การปูนบำเหน็จ ใครทำตัวไม่ดี ทำผิดกฎหมายให้อยู่ในพื้นที่สำคัญ ตำแหน่งสำคัญ ประชาชนก็เดือดร้อน นี่แค่ยกตัวอย่าง เพราะผู้สื่อข่าวถาม ซึ่งตนไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวโผแต่งตั้ง แต่ก็ต้องให้คำแนะนำบ้างเล็ก ๆ จุ๋มจิ๋ม ส่วนเรื่องบ่อนรัชดาจะมาใช้พิจารณาในการแต่งตั้งหรือไม่ ตนพูดเรื่องนี้มาหลายวันแล้วไม่อยากพูด
เมื่อถามอีกว่า จะดำเนินการปราบปรามเรื่องบ่อน ตู้ม้าให้เป็นรูปธรรมอย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า นักข่าวไปดูสิ ตอนนี้ไม่มีแล้ว วันนี้ปิดหมดราบพนาสูญ ตราบใดที่ตนมีอำนาจเรื่องอย่างนี้เกิดไม่ได้ "นายเหลียง ภาค 7" เอาตู้มาไปเก็บแล้ว "กงลี้"ปิดตู้ม้าใหญ่แล้ว "อาหม่า"ก็เลิกแล้ว
เมื่อถามว่า มั่นใจว่าจะแก้ปัญหานี้ให้หมดไปได้หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า มั่นใจในข้าราชการตำรวจที่จะสนองรับ ตนจะไปทำอะไรได้ แค่สารวัตรเอง ยืนยันว่าเรื่องบ่อน ระดับ ผกก.ถึง ผบก. ทำไม่ได้หรอก ที่มันยุ่งเพราะมีคนแอบอ้าง จากนี้จะไม่มีแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติกับประธาน ก.ตร. จะเป็นหนึ่งเดียว
เมื่อถามว่า จะสืบหาคนที่แอบอ้างและเอาผิดไหม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตอนนี้รู้ตัวแล้ว และกำลังหาหลักฐานเอาผิดอยู่ คนที่แอบอ้างก็รู้ตัวแล้ว คงต้องกินยาเทอลินอล วันละ 2 เม็ด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิมเมื่อให้สัมภาษณ์เสร็จได้เดินเข้าสำนักงาน พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร. โดยมี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ตามเข้าไปเพื่อพูดคุยกันด้านในโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ก่อนจะเดินทางกลับ



