
จะมีอะไรที่'บีโอไอแฟร์'
นิทรรศการระดับนานาชาติที่แสดงศักยภาพอย่างล้นเหลือ
ปลายปีนี้ ประเทศไทยจะมีงานใหญ่ๆ หลายงาน หนึ่งในนั้นคือ นิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ระดับนานาชาติ “บีโอไอแฟร์ 2011” ที่นานทีปีหนจะจัดขึ้นมาสักครั้ง เท่าที่ผ่านมา งานนี้ได้สร้างความฮือฮาให้แก่ผู้ที่มาเข้าชมเป็นจำนวนมากทุกครั้ง จากการแสดงศักยภาพที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้พี่น้องชาวไทยต่างกล่าวขวัญกันมาแล้วทุกครั้ง จึงขอนำเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของบีโอไอแฟร์มา “เล่าสู่กันฟัง”
จำได้ว่าเมื่อราวๆ 15 ปีที่แล้ว มีคนกว่า 2 ล้านคน ได้ร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ของงาน “บีโอไอแฟร์ 95 : ก้าวไกล ไทยทำ” งานที่สร้างปรากฏการณ์ครั้งแรกของไทย ที่แหลมฉบัง จ.ชลบุรี คนจากทั่วสารทิศเหมารถบัสเดินทางมาดูงานกันมืดฟ้ามัวดิน ต่อมา พ.ศ.2543 ได้มีงาน “บีโอไอแฟร์ 2000 : เชื่อมั่นเมืองไทย” ขึ้นอีกครั้ง
ในปี พ.ศ.2554 นี้ ซึ่งเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ จึงร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน จัดงานบีโอไอแฟร์ 2011 ขึ้นมาอีกครั้งด้วยแนวคิด “โลกสดใส ไทยยั่งยืน” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ที่หมายถึงการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการอยู่ร่วมกันกับสังคม อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ บนพื้นที่กว่า 2 แสนตารางเมตรของอิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่กำลังจะถูกเนรมิตเป็นพื้นที่แสดงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมไทย
เอกลักษณ์ของงานนี้ได้นำ “ช้าง” ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองที่สื่อถึงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของความเป็นไทยได้อย่างชัดเจนมาใช้ต้อนรับการพัฒนาและการลงทุนอย่างยั่งยืนเพื่อโลกสีเขียว และที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ แลนด์มาร์คของงานที่ออกแบบเป็นรูปหยดน้ำ อันแสดงถึงหยาดพระเสโทที่มาจากพระอุตสาหะอย่างไม่เคยเหน็ดเหนื่อยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันเหนื่อยยากทั่วทุกหนแห่งบนผืนแผ่นดินไทย เพื่อทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยสัญลักษณ์ที่ว่าจะตั้งอยู่ในทะเลสาบเมืองทองธานี และล้อมรอบด้วยอาคารนิทรรศการเด่นๆ ทั้ง 84 พาวิลเลี่ยน
สำหรับพาวิลเลี่ยนที่เป็นจุดเด่นของงานแห่งแรกอยู่ที่ศาลาศรัทธาศรม ซึ่งเป็นนิทรรศการโดดเด่นที่สุดในงานนี้ จะตั้งอยู่ใกล้กับแลนด์มาร์ค เพื่อนำเสนอถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริซึ่งมีอยู่มากมาย นอกจากนี้ ก็จะมีพาวิลเลี่ยน ศาลาประเทศไทย สะท้อนแนวคิดเรื่อง “การลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” เริ่มตั้งแต่การออกแบบตัวอาคารจะเน้นความทันสมัย แต่เรียบง่าย และผสมผสานความเป็นไทย พร้อมนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทย ทั้งด้านจิตรกรรมฝาผนัง และงานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเฉพาะตัว และพาวิลเลี่ยน ศาลาบีโอไอ ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อประกาศความสำเร็จในพันธกิจการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ภายใต้แนวคิดหลัก “คลื่นเทคโนโลยีขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน”
สำหรับพาวิลเลี่ยนของภาคเอกชนที่น่าจับตามองไม่แพ้พาวิลเลี่ยนอื่นๆ ก็คือ พาวิลเลี่ยนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่จะโชว์ศักยภาพด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านต่างๆ ในศาลานิทรรศการขนาดใหญ่ริมทะเลสาบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,800 ตารางเมตร ริมทะเลสาบ เมืองทองธานี เป็นพาวิลเลี่ยนภาคเอกชนที่ใช้พื้นที่มากที่สุดของงานนี้ เพื่อสะท้อนศักยภาพของคนไทย และผืนแผ่นดินไทย ในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการผลักดันประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็น “ครัวของโลก”
เตรียมเริ่มนับเวลาถอยหลังกับการเข้าชมงานนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ระดับนานาชาติ “บีโอไอแฟร์ 2011 โลกสดใส ไทยยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 10-25 พฤศจิกายน 2554 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี กันนะครับ และหากผมมีข้อมูลดีๆ ที่ค้นหามาได้เพิ่มเติม ก็จะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปเช่นกันครั



