ข่าว

เปิดมุมมองแม่ทัพ'แกรนด์โฮมมาร์ท'

เปิดมุมมองแม่ทัพ'แกรนด์โฮมมาร์ท'

31 ส.ค. 2554

เปิดมุมมองแม่ทัพ'แกรนด์โฮมมาร์ท'ยึดหลัก'ปรับตัว'สานธุรกิจเติบโตยั่งยืน

        กว่า 30 ปีที่ผ่านมา "แกรนด์โฮมมาร์ท" เติบโตขึ้นมาได้อย่างมั่นคง เป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจในกลุ่มดีเวลลอปเปอร์รายต่างๆ เป็นอย่างดี การขยายธุรกิจในก้าวต่อไป หรือ สู่ทศวรรษที่ 4 ของแกรนด์โฮมมาร์ทนับจากนี้ จึงให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มรายย่อยมากขึ้น ตลอดจนการขยายตลาดไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนที่กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558

        ประไพ ทยานุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทแกรนด์โฮมมาร์ท จำกัด บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของแกรนด์โฮมมาร์ทที่เติบโตอย่างมั่นคงมาถึงปีที่ 31 ว่า เริ่มมาจากธุรกิจของครอบครัว ตั้งแต่สมัยปู่ย่าที่ขายวัสดุก่อสร้างประเภทท่อระบายน้ำ ระยะหลังคิดว่าการทำธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างไม่ใช่ยุคสมัยแล้ว จึงหันมามองธุรกิจกระเบื้องสุขภัณฑ์ สาขาแรกที่เริ่มเปลี่ยนธุรกิจคือ สาขางามวงศ์วาน (พงษ์เพชร) จากนั้นขยายสาขาจนปัจจุบันมี 4 สาขา ได้แก่ รัตนาธิเบศร์ ศรีนครินทร์ และรามอินทรา

        ขณะที่สัดส่วนการขายในปัจจุบันจะมี 2 ประเภท คือ กลุ่มลูกค้าโครงการ และรีเทล หรือรายย่อย ที่ผ่านมาแกรนด์โฮมมาร์ทเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าดีเวลลอปเปอร์ เช่น แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และแสนสิริ ทำให้สัดส่วนยอดขายโครงการมีมากกว่า คิดเป็น 60% ขณะที่ลูกค้ารีเทลมีสัดส่วนเพียง 40% จากนี้ไปบริษัทต้องการเพิ่มสัดส่วนยอดขายในกลุ่มลูกค้ารีเทลให้มากขึ้น เพราะมีสินค้าหลากหลาย ครบทุกประเภท

        "การที่หันมาเน้นกลุ่มรีเทล ทำให้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เน้นทำการตลาดมากขึ้นกว่าเดิม ผ่านช่องทางต่างๆ รวมทั้งการจัดงานอีเวนท์ เริ่มจากปีที่แล้ว จัดงานใหญ่ครบรอบ 30 ปีของบริษัท ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ทำให้ปีนี้บริษัทจัดกิจกรรมใหญ่อีกครั้ง ในโอกาสครบรอบปีที่ 31 ในระหว่างปีก็จัดอีเวนท์ย่อยๆ ในแต่ละสาขาที่แตกต่างกัน ตลอดจนการจับมือร่วมกับผู้ออกบัตรเครดิตร่วมจัดโปรโมชั่น ที่ได้รับความสนใจมากสุดก็คือการผ่อนชำระ 0%

        งานล่าสุด ที่กำลังจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 กันยายน 2554 ภายใต้ธีมงาน "ดีไอวาย ฟันแฟร์" ที่แกรนด์โฮมมาร์ท สาขารามอินทรา เพราะคาดว่า ช่วงท้ายปีลูกค้าจะมีการตกแต่ง ซ่อมแซมบ้านมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเสริมด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ามาร่วมจำหน่ายในงาน ตลอดจนการจัดโปรโมชั่น ถือเป็นครั้งแรกที่ได้นำสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ามาร่วมจำหน่ายด้วย ทั้งยี่ห้อ ฮิตาชิ แอลจี และวิคเตอร์ มีทั้งราคาฮอต มีเกมให้ลูกค้าได้ร่วมสนุก ตลอดจนเครื่องใช้ไฟฟ้านาทีทองราคาชิ้นละ 1 บาท เป็นต้น

        ที่ผ่านมายังไม่เคยนำสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าร่วมมาก่อน และคิดว่าน่าจะสนุก และจัดครั้งแรก เราอยากให้ลูกค้าติดใจ ซึ่งไม่แน่ว่าต่อไปจะมีสินค้าในกลุ่มใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสินค้าของแกรนด์โฮมมาร์ทด้วย เหมือนกับว่า มีการเปิดตัวที่สาขารามอินทราเป็นที่แรก อยากทำให้ลูกค้าติดใจ เพราะลูกค้าที่เข้ามานั้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเจ้าของบ้านที่ต้องการมาเลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเอง โดยตั้งเป้ายอดขายภายในงานไว้ที่ 20 ล้านบาท"

        ในด้านการแข่งขันของธุรกิจนั้น คุณประไพกล่าวว่า การแข่งขันในกลุ่มวัสดุตกแต่งบ้านไม่ทำให้หนักใจนัก เพราะคู่แข่งในระดับเดียวกันมีไม่มาก ซึ่งบริษัทต้องการให้น้ำหนักกับความหลากหลายของสินค้าเป็นสำคัญ ตลอดจนการมีสต็อกพร้อมขาย การจัดดิสเพลย์ที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังเน้นเรื่องการให้คำแนะนำแก่ลูกค้า โดยจัดบุคลากรคอยเอาใจใส่ และบริการลูกค้า เพื่อไม่ให้ลูกค้ารู้สึกหนักใจเมื่อเข้ามาเลือกซื้อสินค้าที่แกรนด์โฮมมาร์ท

        ส่วนการขยายสาขา มองไว้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะขยายไปพื้นที่ใกล้เคียงที่มองว่ามีศักยภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า ขณะที่ในต่างจังหวัดได้ทำการแทรกซึมผ่านวิธีการจัดส่งระยะทาง 200 กิโลเมตร...ฟรี!

        ขณะที่ตลาดต่างประเทศ มองไปในตลาดอาเซียน ซึ่งได้ติดตามข่าวคราวการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 ที่จะทำให้อาเซียนเป็นฐานการผลิตเดียวกัน และสามารถเคลื่อนย้านสินค้า บุคลากรได้อย่างเสรี เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และคิดว่า หากใครมีความพร้อมก่อน จะได้เปรียบก่อน สำหรับแกรนด์โฮมมาร์ทมีความสนใจที่จะขยายสาขาไปในประเทศกลุ่มอาเซียน ที่มองว่า มียังศักยภาพในการขยายตัวได้ดี เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย เป็นต้น

        กรรมการผู้จัดการ บริษัทแกรนด์โฮมมาร์ท กล่าวถึงความสำเร็จกว่า 30 ปีที่ผ่านมานั้น ส่วนหนึ่งมาจากการสื่อที่ทำให้บริษัทสามารถกระจายข่าวสารต่างๆ ไปยังลูกค้าได้โดยตรง และส่วนหนึ่งมาจากการที่บริษัทปรับตัว เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ และในอีก 10 ปีข้างหน้าเช่นกันที่ต้องมองไปข้างหน้าว่า โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และต้องปรับตัวได้ทันสมัยกับโลกด้วย

        "ต้องทำการบ้านพอสมควร ถึงตอนนั้นแล้วการใช้ชีวิตของคนจะเป็นอย่างไร หากมองตอนนี้ ไลฟ์สไตล์ของคนอาจจะเหมือนกับที่สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ลอนดอน หรือหัวเมืองใหญ่ๆ ที่ราคาที่ดินต่อตารางเมตรแพงมากๆ หรือคนอาจจะไม่ชอบเดินทางไกล ทำให้การขยายธุรกิจด้วยการเปิดโชว์รูมอาจจะไม่เอื้อนัก จึงมองช่องทางการขายอื่นๆ ที่ตรงกับการใช้ชีวิตของคน เช่น อี-คอมเมิร์ซ ดังนั้นเราจะต้องพัฒนาตัวเองให้เหมาะกับอีกสิบปีข้างหน้าด้วย"

        ท้ายนี้ ประไพ กล่าวถึงหลักในการดำเนินชีวิตว่า ต้องเข้าใจคนอื่นให้มากกว่าเข้าใจตนเอง จะทำให้ทำงานได้ดีและยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ เหมือนธรรมะที่ว่า เดินทางสายกลาง คือยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีเข้ามาก็ต้องตั้งรับให้ดีว่า จะมีทั้งบวกและลบ ที่สำคัญต้องมีวิชั่นที่ดีด้วย ขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมถ่ายทอดธุรกิจไปสู่ทายาทรุ่นต่อไปแล้วเช่นกัน แต่การปูทางทายาทให้เข้ามาในธุรกิจ มองว่า จะต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ช่วงนี้จึงอยู่ในขั้นของการเตรียมแผนการให้พวกเขาเข้าใจธุรกิจก่อนเข้ามาเริ่มทำจริงจัง