ข่าว

'ปชป.'ข้องใจปรับเบนซินเงินเข้ากระเป๋าใคร

'ปชป.'ข้องใจปรับเบนซินเงินเข้ากระเป๋าใคร

30 ส.ค. 2554

'อภิสิทธิ์'ข้องใจปรับราคาเบนซินขึ้นกลับอีกครั้ง เงินไหลเข้ากระเป๋าใคร 'กรณ์'คาใจนโยบายแก้บน ชี้กองทุนน้ำมันรบ.ปู เป็นแหล่งซุกหนี้

          30 ส.ค.54 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีผลกระทบหลังการยกเลิกการจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน ว่า ยังข้องใจว่าทำไมน้ำมันเบนซินถึงขึ้นราคา และการขึ้นราคาได้ส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันหรือไม่  ดังนั้นก็ต้องไปตรวจสอบดู มิเช่นนั้นจะเป็นการลดการส่งเงินเข้ากองทุน และแทนที่ประโยชน์จะอยู่กับประชาชนจะกลายเป็นอยู่กับบริษัท อีกทั้งการแก้ปัญหาแก็สโซฮอล์ก็ควรจะดูทั้งระบบตั้งแต่แรก เพราะถ้าทำนโยบายแล้วไม่ดูทั้งระบบจะเป็นปัญหาและสับสนไปเรื่อย แต่ว่าขณะนี้ควรจะดูว่าไม่ใช่ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันแล้ว แต่คนได้ประโยชน์กลับไม่ใช่คนใช้น้ำมัน แต่เป็นบริษัท

'กรณ์'คาใจนโยบายแก้บน ชี้กองทุนน้ำมันรบ.ปู เป็นแหล่งซุกหนี้  

          นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรมว.คลัง กล่าวกรณีผลกระทบจากการระงับการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน โดยรัฐบาลเตรียมจะขึ้นภาษีสรรพสามิตเพื่อขยายฐานราคาแก็สโซฮอล์กับราคาน้ำมันเบนซินให้กว้างขึ้น ว่า ทราบว่าจะมีการพิจารณาอยู่ 2 ประเด็น คือ 1.การปรับราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 60 สตางค์ 2.การปรับลดภาษีสรรสามิต ในส่วนของแก็สโซฮอล์ลง โดยที่ทั้งหมดเพื่อการรักษาส่วนต่างของราคาที่หายไปจากมาตรการการยกเลิกจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ของรัฐบาล ทั้งนี้ผลลัพธ์จากการออกมาตรการ 1 - 2 วันนี้พบว่า เมื่อราคาน้ำมันเบนซินถูกลง ประชาชนได้เลิกใช้แก็สโซฮอล์แล้วกลับมาใช้น้ำมันเบนซินแทน ซึ่งถือว่าเป็นการสิ้นเปลือง แต่เป็นการตัดสินใจของผู้บริโภคที่เข้าใจได้ เพราะประสิทธิภาพการใช้น้ำมันเบนซินเหนือกว่าแก๊สโซฮอล์ตามความเข้าใจทั่วไป ซึ่งในส่วนนี้ผู้ได้ประโยชน์คือ ผู้ใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน

          นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับนโยบายการใช้น้ำมันทดแทน เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้ส่งผลถึงชาวไร่ โดยเฉพาะชาวไร่มันสำปะหลัง เพราะราคามันสำปะหลังถูกปรับลดมา 1 บาท เต็มๆ เพราะไม่มีความแน่นอน และโรงกลั่นเอทานอลยกเลิกซื้อ อีกทั้งชาวไร่เองก็ขาดมาตรการรองรับจากเดิมที่เคยมีนโยบายมาตรการประกันรายได้ สถานการณ์ทั้งหมดนี้ประชาชนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนนั้นเดือดร้อน และรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาปลายทางเช่นนี้นั้น ตนมองว่าไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด อีกทั้งสาเหตุเพราะการปรับเพิ่มราคาน้ำมันเบนซิน 60 สตางค์นี้ แทนที่ก่อนหน้านี้การจัดเก็บอย่างน้อยก็จัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันก็มีไว้ช่วยเหลือประชาชนตามความจำเป็น ตอนนี้ส่วนที่จัดเก็บเพิ่มก็กลายเป็นกำไรเพิ่มเติมในบริษัทค้าน้ำมันมัน ซึ่งไม่น่าจะถูกตามหลักการ

           “ส่วนการลดภาษีสรรรพสามิตนั้นทำได้อยู่แล้ว แต่อาจมีผลกระทบต่อรายได้ ซึ่งตอนนี้สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือทุกอย่างไม่มีของฟรี เมื่อลดการจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันก็ไปสร้างหนี้ที่กองทุนน้ำมันเพิ่มเติม ”

          นายกรณ์ กล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้ 1 ในสาเหตุที่ชัดเจน ที่ไม่ได้มีการยกเลิกกองทุนน้ำมันตามคำมั่นที่เคยให้ไว้ เพราะต้องการรักษากองทุนน้ำมันไว้เป็นที่ซุกหนี้ แทนที่จะทำให้เป็นหนี้โดยตรงของรัฐบาล หนี้ก็ไปปรากฎที่กองทุนน้ำมันมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมีการลดสรรพสามิต รายได้หลักของกระทรวงการคลังก็จะลดไปส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันรายจ่ายของรัฐบาลก็เพิ่มมากขึ้น ด้วยนโยบายต่างๆ ก็จะต้องกู้ยืมมากขึ้น หรือจะต้องเก็บภาษีกับพี่น้องประชาชน ส่วนอื่นเพิ่มเติม

          เมื่อถามถึงการทำนโยบายที่คิดไม่รอบคอบ จนเกิดผลกระทบกับปัญหาเศรษฐกิจภาพรวม นายกรณ์ กล่าวว่า คิดว่านโยบายของรัฐบาลที่พูดไว้ตอนหาเสียงนั้นชัดเจน คือ เมื่อมีแรงกดดันและปรากฎว่าไม่สามารถทำได้ในเรื่องสำคัญ อาทิ ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เงินเดือนปริญญาตรี 15,000บาท ก็เลยจำเป็นต้องแสดงออกในเรื่องอื่นๆ เช่น การยกเว้นการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันชั่วคราว ก็ถือเป็นความพยายามส่วนหนึ่งที่จะให้ประชาชนเห็น ว่าทำแล้ว ทำเร็ว แต่อาจคิดไม่รอบคอบและทำหใเกิดผลอย่างที่เห็น ดังนั้นความเสียหายในแง่ของความมั่นใจในความตั้งใจจริงของรัฐบาล ที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนที่ทำมาตลอด10 ปีที่ผ่านมา ช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นในการใช้แก๊สโซฮอล์ การลดภาระน้ำเข้าน้ำมันดิบ และที่สำคัญคือช่วยยกราคาสินค้าเกษตรหลักในการเป็นวัตถุดิบผลิดเอทานอลด้วย ทั้งหมดสูญเสียและกลับไปเริ่มต้นใหม่ ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนว่ามีการดำเนินมาตรการที่คุ้มหรือไม่กับคะแนนเสียงที่ได้มา

          เมื่อถามต่อว่า นอกจากกองทุนน้ำมันจะถูกใช้เป็นที่ซุกหนี้ ยังเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนด้านพลังงานด้วยหรือไม่ เพราะขณะนี้น้ำมันเบนซินมียอดขายเพิ่มถึง 200 % นายกรณ์ กล่าวว่า เราต้องดูว่าการขายน้ำมันเบนซิน โดยเฉพาะค่าการตลาดที่สูงมาก อาทิ เบนซิน 95 มีค่าการตลาด สูงกว่าน้ำมันดีเซล เพราะฉะนั้นถ้าขายเบนซิน 95 จะทำกำไรมากกว่า สาเหตุส่วนหนึ่ง เพราะปริมาณการขายน้อยในอดีตได้ถูกเพิ่มมากขึ้น เบนซิน 91 ก็เช่นกันที่แม้จะไม่สูงถึง 6 บาท แต่ก็สูงกว่าน้ำมันประเภทอื่นๆ กรณีดังกล่าวมันก็ถือว่ามีคู่ได้คู่เสีย และบางบริษัทเขาก็สนับสนุนการส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้กลายเป็นเสียเปรียบ อาทิ สถานีบางจาก กว่า 700 สถานีที่ไม่มีขายน้ำมันเบนซิน

          เมื่อถามว่าถ้าคำนวนจากตัวเลข 60 สตางค์ หากมีการเพิ่มขึ้นจริงๆ เงินจะไหลเข้าในส่วนของกลุ่มทุนอย่างไร นายกรณ์ กล่าวว่า ถ้าเพิ่มขึ้น 60 สตางค์ ก็ต้องบอกว่าเงินนี้ไม่ได้กลับมาที่รัฐ แต่ไปที่สถานีบริการที่ขายน้ำมัน เพียงแต่ต้องการให้มีส่วนต่าง  แต่ว่าส่วนต่างเคยมีอยู่แล้ว ด้วยกลไกกองทุนน้ำมัน อย่างน้อยการจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน เงินก็ยังเป็นของประชาชนอยู่ และก็นำเงินนั้นมาช่วยที่จะลดภาระประชาชนที่ใช้แก็สหุงต้ม แก็สโซออล์ แต่ตอนนี้เมื่อยกเลิกการจัดเก็บแต่ไปหาวิธีรักษาส่วนต่างด้วยการปล่อยให้บริษัทน้ำมันสามารถปรับราคาน้ำมันขึ้นได้ ส่วนที่เป็นกำไรก็เพิ่มขึ้นด้วย

         ส่วนจะมีการหยิบยกผลกระทบมาตั้งกระทู้ถามรัฐบาลในสภาหรือไม่นั้น นายกรณ์ กล่าวว่า จะพยายามเสนอแนวคิดทุกช่องทาง แนวคิดที่เราเสนอก็พยายามชี้ปัญหาที่เกิดขึ้น และสนับสนุนให้รัฐบาลทำตามนโยบายที่ใช้หาเสียงอย่างแน่นอน นี่ก็คือเรื่องที่นักการเมืองเข้าใจกันดี แต่ผลลัพธ์ผลกระทบในฐานะฝ่ายค้านก็ต้องชี้ให้รัฐบาลและสาธารณะชนเข้าใจ ผลกระทบเรื่องดังกล่าวเราชี้ตั้งแต่ก่อนและในช่วงที่มีการอภิปรายนโยบายแล้ว แต่ปรากฎว่าเขาไม่ได้คิดให้รอบคอบก่อน เพียงแต่ต้องการแสดงออกให้เร็ว จนความเสียหายเกิดขึ้น และการแก้ไขด้วยวิธีนี้อาจไม่ใช่ดีที่สุด ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนการทำงาน อย่าเอาการแข่งขันทางการเมืองเป็นตัวตั้ง ขอให้เอาประชานและการเสริมสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญ