
สถานะและชะตากรรมการศึกษา!
'สถานะและชะตากรรมของการศึกษา ในยุคแห่งความเป็นเบี้ยล่างของศีลธรรม' โดย 'สกุล บุณยทัต'
นัยทางการศึกษาของชาติ ณ ปัจจุบัน มักจะถูกทายท้าด้วยมายาจริตทางสังคมวัตถุนิยมอย่างเต็มรูป และดูเหมือนจะเป็นภาวะที่สั่นสะเทือนทางด้านการรับรู้ และไตร่ตรองทางด้านความผิดชอบชั่วดีอย่างถึงที่สุด...
ทัศนคติที่แสดงออกต่อสังคมของประชาชนโดยรวม ที่เป็นดั่งตัวแทนของการวิจัยเชิงสำรวจในเรื่อง “ความต้องการของประชาชนต่อรัฐบาลใหม่ ในการสร้างชาติโปร่งใสสร้างไทยซื่อตรง” โดยการเปิดเผยของอาจารย์นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา...
จากการเก็บตัวอย่างความคิดเห็นของประชาชนทุกเพศทุกวัย...ทั้งผู้ที่ประกอบอาชีพแล้วและกำลังศึกษาอยู่จำนวน 17 จังหวัด ไล่เรียงไปตั้งแต่ กรุงเทพฯ อ่างทอง ระยอง ราชบุรี นนทบุรี พิษณุโลก แพร่ เชียงใหม่ มหาสารคาม หนองบัว ลำพู ศรีษะเกศ ชัยภูมิ ขอนแก่น นราธิวาส สตูล และสงขลา รวม 2,559 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 13 – 19 กรกฎาคม 2554...
โดยระบุว่า มีช่วงคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7...
ได้ปรากฏผลในส่วนหนึ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อการพลิกผันในด้านจริตของการยอมรับต่อสิ่งที่เคยถูกสอนสั่งและเน้นย้ำว่า เป็นสิ่งที่ควรละอายต่อบาปและขัดแย้งต่อมิติทางด้านศีลธรรมที่ไม่ควรประพฤติปฏิบัติ
แต่ครั้นมาถึงวันนี้คำสอนที่เกี่ยวเนื่องกับบทเรียนชีวิตที่มีความหมายต่อจิตใจในความผิดชอบชั่วดี...กลับถูกมองข้ามและโดนเหยียบย่ำผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว...
หรือนั่นอาจคือเจตจำนงแห่งเป้าประสงค์ที่แท้ของการดำรงอยู่ และดำเนินไปในแรงปรารถนาแห่งความอยากได้ใคร่มีที่สุดจะยับยั้งได้...
จนกลับกลายเป็นวิธีคิดที่น่าสะพรึงกลัว และยากจะควบคุม โดยเฉพาะกับปรัชญาทางด้านการศึกษาในทุกๆ ระดับของปัจจุบันที่ทิ้งร้างอำนาจอันดีงามที่ลึกซึ้งของหัวใจ และการดำรงตนอันเหมาะสมเอาไว้เป็นเพียงเบี้ยล่างทางมูลค่าด้านการศึกษา
ซึ่งทั้งหมดต่างห้อยโหน และเป็นไปตามกระแสแห่งวัฒนธรรมยอดนิยม ที่อิงอยู่กับลัทธิของการบริโภคและบูชาในวัตถุ
จนหลงลืมคุณค่าแห่งศีลธรรมในการบ่มเพาะเนื้อแท้แห่งความเป็นมนุษย์ที่สงบ...สะอาดเอาไว้เบื้องหลัง หรือเป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ แห่งการโฆษณาชวนเชื่ออันไร้จุดหมายทางการศึกษาที่มีสภาพไม่ต่างไปจากอาการปากว่าตาขยิบ ที่มีแต่จะทำให้ฐานรากทางสังคมเสื่อมทรุด และศรัทธาแห่งการศึกษาต้องถูกทำลายลงด้วยกิเลสด้านนโยบายแบบประชานิยม...
ที่บรรดาเหล่านักการเมืองต่างพากันโหมกระหน่ำความหวังลมๆ แล้งๆ เข้าใส่จุดเปราะบางที่สุดของประชาชน กระทั่งบ่มเพาะเป็นอุปนิสัยที่เคยชินบนเงื่อนไขของผลประโยชน์อันควรมีควรได้มากกว่าจะใส่ใจในที่มาที่ไปอันเหมาะสมของสิ่งอันเป็นที่ปรารถนานั้น...
กระบวนการด้านการศึกษา...ที่ดำเนินนโยบายผ่านทั้งข้าราชการการเมือง..หรือข้าราชการประจำ ล้วนมีสภาพไม่ต่างไปจากห้างสรรพสินค้าจากบรรษัทข้ามชาติ...ที่เต็มไปด้วยการโปรโมชั่นประเภทลดแลกแจกแถมในเชิงวัตถุล่อตาล่อใจและสนองกิเลสแบบปิดตาปิดใจอันงดงามแทบทั้งสิ้น...
เหตุอันเนื่องมาแต่กระบวนการศึกษาของไทยได้สนองรับในค่านิยมนี้ และยินดีปฏิบัติตามด้วยการสร้างค่าทางวัตถุให้อยู่เหนือศรัทธาของจริยธรรมและศีลธรรม ที่ถูกมองดูอย่างเย้ยหยันและหมิ่นแคลนในเชิงวิชาการ...
ข้อเรียกร้องต่อวิชาการด้านศีลธรรมและจิตวิญญาณ ถูกปฏิเสธและถูกโยนขว้างทิ้งไปอย่างไม่ใยดี...
อย่างดีที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงแนวนโยบายอันฉาบฉวยที่จับต้องไม่ได้ที่เกิดขึ้นเพื่อแก้เก้อเพียงเล็กๆ น้อยๆ...เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปโดยไม่มีการสานต่อในเชิงรูปธรรม...เหมือนเอาเงินงบประมาณมาฉีกทิ้งเล่นๆ
รวมทั้งการระดมสมองในเชิงอุดมคติของบรรดาเหล่านักวิชาการก็เป็นไปอย่างแกนๆ ดั่งการเสแสร้งแกล้งทำ...
อวดอุตริทางปัญหากันมากกว่าจะถือเป็นวาระความจำเป็นอันจริงจัง ที่จะต้องเยียวยาแก้ไข ตลอดจนตั้งใจฟื้นฟูค่านิยม และการสร้างทัศนคติที่สัตย์ซื่อ และไม่อุจาดให้เกิดขึ้นมาเพื่อพัฒนาประเทศให้เป็นไปในแนวทางของความสุขสงบ ไม่เดือดพล่านด้วยกิเลส รู้จักการเลือกในวิถีที่เป็นประโยชน์สุขโดยองค์รวม มากกว่าที่จะสร้างบาปที่เปื้อนมือ ให้ค้างคาอยู่กับมโนสำนึกที่น่าขยะแขยงดั่งตัวอย่างจากความเป็นจริงต่อไปนี้
1.ร้อยละ 64.5 คิดว่ายอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี ประชาชนได้รับประโยชน์ด้วย
2.เมื่อจำแนกเพศ เป็นชายร้อยละ 63.4 และหญิงร้อยละ 65.4 ยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตแล้วตนเองได้รับประโยชน์ด้วย
3.ร้อยละ 71.0 ของกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี และร้อยละ 70.5 ของผู้มีอายุ 20 – 29 ปี ต่างยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตแล้วเด็กและเยาวชนได้รับประโยชน์ด้วย
4.ร้อยละ 67.2 ของผู้มีอายุ 30-39 ปี ร้อยละ 63.6 ของผู้มีอายุ 40 – 49 ปี และร้อยละ 61.7 ของผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ต่างคิดว่ายอมรับได้เช่นกันถ้ารัฐบาลทุจริตแล้วตนเองได้รับประโยชน์ด้วย
5.คนยิ่งมีรายได้สูงกลับมีสัดส่วนของจำนวนผู้ยอมรับได้ในกรณีถ้ารัฐบาลทุจริตแล้วตนเองได้รับประโยชน์ด้วย ซึ่งร้อยละ 64.0 ของผู้มีรายได้ไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน ยอมรับได้ ขณะที่ร้อยละ 71.0 ของผู้มีรายได้มากกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ก็ยอมรับได้เช่นกัน
6.เมื่อจำแนกตามอาชีพยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก โดยกลุ่มนักเรียนนักศึกษามีสัดส่วนสูงสุด คือ ร้อยละ72.3 ยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี ตนเองได้รับประโยชน์ด้วย
7.กลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจ ผู้ประกอบการส่วนตัว ร้อยละ 67.0 พนักงานบริษัทเอกชนร้อยละ 64.9 กลุ่มเกษตรกรและผู้ใช้แรงงานทั่วไปร้อยละ 56.4 ตลอดจนกลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจร้อยละ 50.9 ยอมรับได้เช่นกัน
8.เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษาก็พบว่าส่วนใหญ่ไม่ว่าจะสำเร็จการศึกษาในระดับใดก็ยอมรับได้ ร้อยละ 66.7 ของผู้สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี และร้อยละ 58.4 ของผู้ที่จบปริญญาตรีขึ้นไปต่างยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตแล้วตนเองได้ผลประโยชน์ด้วย
จากข้อยืนยันจากแบบสอบถามในองค์รวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ค่านิยมในกระแสความคิดที่ไม่ยี่หระต่อการทุจริตในมิติของศีลธรรม...มีมากเกินครึ่งไม่ว่าจะมองจากเหลี่ยมมุมใด
ภาพรวมที่บ่งชี้ล้วนสูงเกินกว่าร้อยละ 50 และสูงไปจนถึงร้อยละ 70 เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยในปรากฏการณ์ดังกล่าวข้างต้น...
หากจะมองจากโลกทัศน์แห่งอุดมคติทางการศึกษา...ความเป็นศาสนธรรมดูเหมือนจะไร้ค่าไปในบัดดล...
วิกฤตแห่งคุณความดีกำลังขยายบทบาทอำนาจของมันออกไปทั่ว จนกลายเป็นห่ากระแสที่โถมทำลายวัตรปฏิบัติแห่งศีลธรรมจนเหมือนจะแหลกสลายเกินกว่าที่จะเยียวยาแก้ไขได้แล้ว...
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยมีแนวนโยบายขายฝันแบบหรูๆ เป็นเครื่องบังคับใช้และตรวจสอบทางการศึกษาที่พยายามยัดเยียดให้วงการศึกษาได้ปฏิบัติในเชิงกิจกรรมร่วมกันอย่างงูๆ ปลาๆ “ความรู้คู่คุณธรรม” บ้างละ! “คุณธรรมนำความรู้” บ้างละ! ปฏิบัติกันไปในเชิงนโยบายก็เท่านั้น ในเมื่อรัฐบาลในแต่ละยุคแต่ละสมัย ต่างไม่ได้ให้ความสำคัญกับวิถีดังกล่าวอย่างแท้จริง นอกจากจะพ่นกันออกมาเพียงลมปาก...เพียงแค่ลมหายใจหนึ่งแล้วก็ลืมเลือน...
ความสมประโยชน์ทางด้านวัตถุนิยมดูเป็นสิ่งที่มีมูลค่าและคุณค่ากว่า... “เมื่อบังเกิดคุณค่าทางวัตถุขึ้นมา...คุณค่าแห่งการยอมรับนับถือแห่งอำนาจอันฉาบฉวยของความเป็นมนุษย์ก็สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง” เพราะนั่นคือปัจจัยสำคัญในนามของกิเลสที่สามารถก้าวเข้ามาครอบงำหัวใจของใครได้เสมอ ตราบใดที่ความมืดมนแห่งจิตใจ ได้กลายเป็นสิ่งที่ถูกยอมรับนับถือไปด้วยค่าความหมายของโลกแห่งวัตถุ
โลกที่สร้างความหมายให้แก่ชีวิตด้วยการเสพย์ หลงใหล มัวเมา และจมปลักอยู่กับวังวนของความหวังลมๆ แล้งๆ
ผมว่า สังคมของเราได้พิสูจน์ความเป็นตัวตนของมันออกมาแล้วล่ะครับ...ไม่มีแสงฉายอันมีคุณค่าในทางจิตวิญญาณที่เกิดแก่บุคคลของแผ่นดินส่วนใหญ่ในยามนี้
การศึกษาดูจะเป็นความอ่อนด้อยทางปัญญาอย่างถึงที่สุด มันอาจเทียบได้เสมอกันว่า...ท่ามกลางสถาบันการศึกษาในระดับต่างๆ ทั่วทั้งประเทศที่เป็นทั้งไทยแท้หรือตกอยู่กับวัฒนธรรมข้ามชาติ...
ทั้งหมดต่างมองข้ามสัจธรรมแห่งความเป็นศีลธรรมไปอย่างสิ้นเชิง...ลัทธิในเชิงผลประโยชน์ประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา...ค่านิยมแห่งคนสมัยใหม่ใจหยาบที่คล้ายดั่งเป็นความมืดมนผิดบาปกลับเรืองแสงแห่งอำนาจขึ้นอย่างยากที่จะต้านทานไหว...
การศึกษาของเรา กำลังเดินหน้าไปสู่ความผิดร่องผิดรอยจากรากฐานแห่งวัฒนธรรมของอดีตและโลกแห่งความหมายอันดีงามที่ชำระล้างจิตใจของมนุษย์ให้สะอาดบริสุทธิ์...
เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความเชื่อ...ที่พลิกจากผิดเป็นถูก “คอมพิวเตอร์วางตัก” กำลังจะกลายเป็นพระเจ้า ในคราบแห่งของเล่นทางการศึกษาที่ไร้รากและที่มาที่ไป อันถึงพร้อมด้วยเจตจำนงและเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างเสริมความเป็นมนุษย์...
เรามองไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ที่พร่ามัว และฉาบฉวยทางการศึกษา ที่ห่างไกลจากความเป็นจริง และดูเหมือนจะละทิ้งรากเหง้าของตนเอง...ไม่ต่างจากการส่งมอบปืน ในลักษณะอาวุธแห่งอำนาจให้แก่คนป่าที่อยู่ในวิถีของธรรมชาติ โดยที่ไม่เคยศึกษาและคำนึงถึงภาวะแห่งความเป็นชีวิตของพวกเขาที่ควรจะกล่อมเกลากันให้ดีเสียก่อน...
สุดท้ายสิ่งที่หยิบยื่นให้ ก็กลับกลายมาเป็นอาวุธร้ายที่กลับมาประหัตประหารตัวเองด้วยความด้านชา และโหดร้ายเกินกว่าที่ความสงบเย็นของศีลธรรมจะยับยั้งได้...
นี่คือสถานะและชะตากรรมของการศึกษาในยุคที่ศีลธรรมต้องตกเป็นเบี้ยล่างของวัตถุนิยมโดยแท้...
อยากให้ทุกๆ คนมอง เพื่อให้เห็นถึงประกายอันเจิดจ้าสมบูรณ์แห่งจิตที่สามารถไล่ล่ากิเลสตัณหาให้หลุดพ้นไปจากภาวะแห่งความตีบตันของตัวตน...
แน่นอนว่า สังคมของเรากำลังมีปัญหาอย่างรุนแรง...
แน่นอนว่า ศีลธรรมในประเทศของเรากำลังถูกมองข้ามอย่างเหลือเชื่อ...
มีเพียงแสงสว่างและความจริงทางการศึกษาที่จริงจัง จริงใจ และเข้มแข็งต่อคุณค่าของตนเองที่ตั้งอยู่บนสถานะของความรู้ตัวและละอายต่อบาปเท่านั้น ที่สามารถจะฟื้นกลับความดีงามแห่งจิตใจให้คืนกลับมาได้...
แม้ชีวิตจะเป็นเพียงหนึ่งเดียวให้ได้ยึดถือ...แต่วัตถุนิยมก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะทำลายโครงสร้างของมันลงได้ จนไม่เหลือค่าความหมายแห่งศรัทธาใดๆ เอาไว้แก่หัวใจของเราอีกเลย...
แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะลุกขึ้นมาตอบโต้แบบสอบถามดังกล่าว เหมือนการแก้เก้อ แต่สัจจะก็คือสัจจะ ที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ ในประเทศที่ไม่นับถือกฎหมายและไม่เกรงกลัวศีลธรรมอีกต่อไป
“บางทีการศึกษาอาจกำลังเผชิญหน้าอยู่ เช่นเดียวกับชะตากรรมของบางสิ่งที่เป็นกลไกของมายาลวงแห่งความจริงลวง...ความเป็นวัตถุนิยม...คือสิ่งที่ต้องเรียนรู้อย่างใคร่ครวญ” แท้จริง...
“มันไม่ใช่ความหลงใหล! แต่มันเป็นอันตรายต่อบาปเคราะห์แห่งตัวตนของโลกแห่งชีวิตที่ยากจะดับสูญโดยแท้”
.............
หมายเหตุ : ที่มา : วิทยาจารย์ www.withayajarn.com/)



