
ความจริงอีกด้านหนึ่งของลิเบีย
ความจริงอีกด้านหนึ่งของลิเบีย : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]
มาจนถึงวันนี้การจะจับกุมโมอัมมาร์ กัดดาฟีได้หรือไม่นั้นดูจะไม่ใช่ประเด็นใหญ่เท่ากับชัยชนะของฝ่ายต่อต้านกัดดาฟีภายใต้การนำและคุ้มครองโดยพันธมิตรนาโตในการยึดครองลิเบีย...
หากเราติดตามข่าวเรื่องสงครามในลิเบียนั้น ข่าวในไทยก็มาจากการแปลจากสำนักข่าวต่างประเทศ และข่าวสำนักข่าวต่างประเทศนั้นก็ย่อมมาจากสำนักข่าวของพันธมิตรนาโต...
ลองมาดูมุมมองจากสำนักข่าวฝ่ายที่ต่อต้านสงครามและอคติเรื่องสีผิวสักนิดครับ
ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ ฝ่ายต่อต้านกัดดาฟีนั้นอยู่ภายใต้ปฏิบัติการทางทหารของหน่วยคอมมานโดอังกฤษและฝรั่งเศส และโดยรวมแล้ว ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และ อเมริกานั้นได้ทิ้งระเบิดลงไปในลิเบียถึง 7459 ลูก นับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ประเด็นก็คือว่า จะอะไรนักหนากับลิเบียที่มีประชากรอยู่แค่หกล้านคน และมีพื้นที่ไม่มากนัก
คำตอบสำคัญๆ น่าจะอยู่ที่ว่า ลิเบียเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในทวีปแอฟริกา และที่สำคัญน้ำมันในลิเบียนั้นเป็นน้ำมันที่มีคุณภาพสูง
นอกจากนั้นเรื่องใหญ่น่าจะอยู่ที่ท่าทีของกัดดาฟีต่อโลกตะวันตกนั่นแหละครับ เพราะตาแกไม่ใช่หุ่นเชิด แต่เป็นคนที่จัดการด้วยยาก
นอกเหนือจากเรื่องของการต่อสู้ด้วยกองกำลังทหารที่กัดดาฟีถูกรุมแล้ว กัดดาฟีเองก็ถูกล็อกเรื่องของทรัพย์สินต่างๆ ของตนเองและของรัฐบาลในประเทศตะวันตก ซึ่งเรื่องนี้ย่อมไม่ได้หมายความแค่เรื่องของกัดดาฟีและรัฐบาลลิเบียเอง แต่การจัดการเส้นทางการเงินเหล่านี้ย่อมหมายถึงผลกระทบในทางเศรษฐกิจต่อประชาชนของลิเบียด้วย
นี่คือราคาที่ประชาชนต้องจ่ายเมื่อเผด็จการในประเทศของเขาแข็งขืนต่อระบบโลก...แต่การที่ระบบโลกจัดการลิเบีย แต่ไม่จัดการซีเรียหรือรัฐบาลอื่นๆ รอบๆ นั้นอะไรคือเส้นแบ่งของการแทรกแซงทำลาย?
ยกตัวอย่างสำคัญคือ ซาอุดีอาระเบีย ที่เป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลก และเป็นมหามิตรของอเมริกา ซึ่งอเมริกานั้นยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่แตะต้องนับตั้งแต่ยุคเรแกน ซึ่งมีวลีเด็ดว่าจะไม่ยอมให้เกิดการปฏิวัติในซาอุฯ อย่างเด็ดขาด
อย่างในกรณีของลิเบียนั้นเกิดการปฏิวัติใหญ่ในปี 1969 โดยกัดดาฟี และทำให้ลิเบียไม่ได้เป็นพวกของมหาอำนาจใดๆ อย่างสมบูรณ์
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ลิเบียเป็นอาณานิคมของอิตาลี จนกระทั่งหลังสงครามโลกประเทศถูกโอนไปขึ้นกับสหประชาชาติ และได้รับเอกราชในปี 1951 โดยระบบกษัตริย์ ซึ่งเบื้องหลังคือการควบคุมโดยสหรัฐและอังกฤษจนกระทั่งการปฏิวัติในปี 1969
การปฏิวัตินำมาซึ่งการกวาดล้างอิทธิพลของต่างประเทศ ทั้งในแง่การยึดบ่อน้ำมันมาเป็นของรัฐ และการสิ้นสุดลงของฐานทัพต่างชาติในลิเบีย โดยเฉพาะอังกฤษกับอเมริกา มิหนำซ้ำกัดดาฟียังไปญาติดีกับโซเวียต และส่วนหนึ่งของเรื่องราวนี้ก็นำมาซึ่งการถล่มลิเบียครั้งใหญ่ในปี 1986 ของอเมริกาเพื่อฆ่ากัดดาฟี แต่เขารอดตาย ส่วนที่ตายคือพลเรือนและลูกสาววัยสองขวบของเขา
ใช่ว่ากัดดาฟีนั้นจะเป็นเทวดา แต่ระบอบเผด็จการของเขาซึ่งมีส่วนผสมแปลกๆ ภายใต้แนวคิดไม่เอาทั้งคอมมิวนิสต์และทุนนิยม แต่ก็เป็นรูปแบบผสมระหว่างชาตินิยมอาหรับกับสังคมนิยมนั้นได้มีส่วนที่ทำให้มาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชนสูงขึ้นและมีสวัสดิการที่ดีในช่วงแรก แต่ในระยะยาวแล้วส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการล่มสลายลงของโซเวียตและโลกาภิวัตน์ทำให้ลิเบียต้องหันมาประนีประนอมกับโลกเสรีตะวันตกมากขึ้น และเปิดรับการลงทุนจากโลกตะวันตกมากขึ้น
อย่างไรก็ตามโลกตะวันตกไม่ไว้วางใจกัดดาฟีมากนัก ในเอกสารที่รั่วออกมาจากสถานทูตสหรัฐ (wikileaks) ชี้ให้เห็นความไม่พอใจของบริษัทน้ำมันต่างๆ ที่ถูกกัดดาฟีขู่ว่าอาจยกเลิกสัมปทานถ้าลิเบียไม่ได้สัดส่วนของผลประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่
จุดจบทางการเมืองที่สำคัญอีกประการหนึ่งของกัดดาฟีก็คือการไม่สามารถประสานประโยชน์ในหมู่ผู้นำได้โดยเฉพาะกับบรรดาผู้นำที่มีหัวไปในทางโลกตะวันตกและต้องการให้มีเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ซึ่งเมื่อได้รับอำนาจแล้วพวกเขาอาจจะปกครองลิเบียไม่ได้ง่ายๆ เพราะพวกเขาเปิดเผยความเป็นพันธมิตรกับอเมริกาและโลกตะวันตกอย่างโจ่งแจ้ง มิพักต้องพูดถึงการแบ่งประโยชน์จากการจัดสรรน้ำมันใหม่ระหว่างพวกเขากับโลกตะวันตก
ท่ามกลางความทุกข์ยากของประชาชนจากภัยสงครามและผลกระทบจากเศรษฐกิจที่สวัสดิการของประชาชนนั้นมาทีหลังความมั่งคั่งของตัวเลขการส่งออกน้ำมัน



