
เก้าอี้..ผบ.ตร.กับ'สายเลือดเดียวกัน'
เก้าอี้..ผบ.ตร.กับ'สายเลือดเดียวกัน'..!! : โต๊ะรายงานพิเศษ
ความจริงมีการวิเคราะห์กันมาข้ามปีแล้วว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง นอกเหนือจากอำนาจทางการเมืองที่เปลี่ยนมือแล้ว ข้าราชการประจำในตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลสำคัญๆ ในสายอำนาจเดิมก็คงต้องทำใจเมื่อถึงวาระปรับเปลี่ยนประจำปี
"เมื่อมากับการเมืองก็ต้องไปแบบการเมือง" นี่คือ สัจธรรมที่ว่ากันในแวดวงนักการเมือง
หน่วยงานที่ทรงอำนาจอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถูกจับตาแทบจะทันทีเพราะมีความชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะสถานะของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) นั่งเป็นประธาน ให้มาดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุด
การแต่งตั้งครั้งนั้นเอง ที่ทำให้เกิดรอยร้าวขึ้นเพราะ พล.ต.อ.วิเชียร ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องอาวุโส ที่เพิ่งกลับเข้ามานั่งในตำแหน่งประจำ สตช. ไม่ใช่ตำแหน่งหลัก
ในขณะที่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ไต่เต้าจนมาถึงรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และมีอาวุโสอันดับ 1 อยู่ก่อน
แม้กระทั่งการจัดที่นั่งในห้องประชุมช่วงที่ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ มานั่งรักษาการ ผบ.ตร.เกือบ 1 ปีเต็ม ก็มีการจัดวางเก้าอี้เพื่อให้นายตำรวจทั้งสองนายนี้อยู่ในระนาบเดียวกัน เนื่องจากยังไม่มีการตัดสินเรื่องอาวุโส
เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องจัดลำดับอาวุโส จนฝ่ายการเมืองต้องออกมาฟันธงให้ชัดเจนว่า พล.ต.อ.วิเชียรเหนือกว่า เพราะติดยศ พล.ต.อ.ก่อน ส่งผลให้ได้รับตำแหน่ง ผบ.ตร. เป็นไปตามแรงผลักดันของฝ่ายกุมเสียงข้างมากภายใน ก.ต.ช.
ช่วงนั้น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ถึงกับออกอาการท้อ แต่มีเสียงเชิงให้กำลังใจว่า ยังมีเวลาเหลืออีก 1 ปี หลังจากมีการเลือกตั้งใหญ่ และหากพรรคเพื่อไทยกลับมาครองเสียงข้างมาก จะเป็นโอกาสของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์อีกครั้ง
เมื่อมีรัฐบาลภายใต้ร่มเงาของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดูเหมือนชื่อของ "บิ๊กอ๊อฟ" ที่น้องๆ นายตำรวจเรียกขาน ก็กลับมาเจิดจ้าอีกครั้ง
และเมื่อคู่กรณีอ่านเกมออก จึงวิ่งเข้าหานักการเมืองใหญ่ทางภาคเหนือ ถึงแม้เจ้าตัวจะตอบรับแต่ฝ่ายตัดสินใจซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องและกลุ่มญาติเกี่ยวดองของ "บิ๊กอ๊อฟ" กลับนิ่งเฉย
มีความพยายามปล่อยข่าวออกมาจากฝ่ายที่ได้ประโยชน์รวมถึงนายตำรวจใหญ่ของ สตช.ด้วย โดยเฉพาะการตัดสินใจขอเจรจาต่อรองในตำแหน่งสำคัญ หากจะต้องสลับตัวกันจริงๆ
การะแสข่าวในตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคง (สมช.) จึงเกิดขึ้น เบื้องต้นได้ตกปากรับคำกันเรียบร้อย แต่เมื่อฝ่ายการเมืองในภาพใหญ่ดูแลกลับพบว่าตำแหน่งเลขาฯ สมช.เป็นกรรมการใน ก.ต.ช.โดยตำแหน่ง ทำให้ฝ่ายการเมืองเสนอเก้าอี้ตัวใหม่เพื่อกันให้ออกจากศูนย์อำนาจด้านนี้ไปเลย
ในระหว่างที่ฝ่ายการเมืองกำลังจัดสรรรายชื่อโยกย้ายอยู่นั้น ก็มีเหตุหลังบ้านพยายามขอให้สู้โดยการประสานไปยังผู้ใหญ่ที่นับถือ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
เวลาไล่เรียงกันคำประกาศของนายตำรวจใหญ่ว่าจะไม่ยอมก็ไปเข้าหูฝ่ายการเมืองเข้า จึงเกิดความไม่พอใจพร้อมกระแสข่าวที่ปล่อยออกมาว่า หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายเสร็จสิ้น จะมาจัดการกับเรื่องนี้ทันที
เหตุการณ์ที่ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายขาดออกจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คือเรื่องที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ฝ่ายค้านนำคลิปวิดีโอบ่อนการพนันมาเปิดแฉกันกลางสภาพร้อมกับภาพการซื้อยาเสพติดในสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง
จนเหตุบานปลายมีการโยกย้ายนายตำรวจใหญ่ออกจากพื้นที่ และนี่คือเหตุผลที่ฝ่ายการเมืองนำมาเป็นเครื่องมือชำระบัญชีครั้งนี้
และดูเหมือนข่าวดังกล่าวจะชัดเจนมากยิ่งขึ้นทุกขณะโดยล่าสุด มีกระแสสะพัดไปทั่ว สตช.ว่า นายตำรวจใหญ่ยอมรับสภาพและอาจต้องย้ายไปนั่งเป็นปลัดกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง
ขณะเดียวกันการทำบัญชีโยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.ลงไปถึง ผบช. ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เริ่มดำเนินการโดยมองไปถึงตำแหน่ง พล.ต.อ.ที่จะว่างลงอีก 1 เก้าอี้ด้วย
เมื่อการเมืองเดินหน้าเต็มตัวแล้ว ก็จำเป็นต้องวางมือคนที่ตัวเองเชื่อใจได้เต็มร้อย ในสถานการณ์แบบนี้ใครจะดีไปกว่า "สายเลือดเดียวกัน"!!



