
ผู้ใช้ไฟโล่งค่าเอฟทีงวดก.ย.เท่าเดิม
สกพ.ตรึงค่าเอฟทีงวดกันยายน-ธันวาคม ยันไม่ผลักภาระท่อก๊าซรั่วให้ประชาชน รับงวดเดือนมกราคมปีหน้า มีแนวโน้มปรับขึ้น ส่วนค่าไฟฟ้าฟรี 90 หน่วย จะต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาล
นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) กล่าวว่า การปรับค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) ในงวดเดือนกันยายน-ธันวาคมนี้ จะคงอยู่ที่อัตราเดิม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานน้ำ และนำเข้าจากเขื่อนใน สปป.ลาว มากขึ้น รวมทั้งภูมิอากาศที่เย็นจากปริมาณฝนที่ตกลงมาจำนวนมาก ทำให้อัตราการใช้ไฟฟ้าลดลง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าเอฟที ในงวดเดือนมกราคม 2554 คาดว่าจะสูงขึ้น เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติปรับสูงขึ้น แต่เนื่องจากยังมีเงินเหลือจากการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่ไม่ได้ลงทุนตามแผนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประมาณ 3,000 ล้าน ซึ่งสามารถนำมาชดเชยในค่าเอฟทีนี้ประมาณ 6 สตางค์ต่อหน่วย
"ผลกระทบจากท่อก๊าซรั่วในอ่าวไทยนั้น จะไม่นำมาผลักภาระให้ประชาชนอย่างแน่นอน" นายกวินกล่าวและว่า ส่วนการเก็บค่าไฟฟ้า 12 สตางค์มาช่วยอุดหนุนค่าไฟฟ้าฟรีให้ประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยนั้น จะต้องรอความชัดเจนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2554 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ให้แก่ผู้ประกอบการพลังงานทดแทน ซึ่งจะเป็นการความเข้มแข็งของธุรกิจพลังงานไทย พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจพลังงานให้สามารถเข้าถึงแหล่งระดมเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ด้านนายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า ในปัจจุบันธุรกิจพลังงานทดแทนได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี ซึ่งตลาดทุนจะเป็นแรงผลักดันให้ไทยก้าวไปสู่ประเทศพลังงานทดแทน โดยในขณะนี้ได้มีโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์หลายแห่งเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว
"พลังงานทดแทนที่มีศักยภาพในการเข้าไประดมทุนในตลาด จะเป็นโรงไฟฟ้าพลังก๊าซชีวภาพและชีวมวลที่ใช้เงินลงทุนสูง รวมทั้งยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงานขนาดใหญ่ 3-4 ราย ที่เตรียมจะเข้าสู่ตลาด เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีอนาคตที่ดี โดย พพ.จะเข้าไปช่วยรับรองช่วยเหลือบริษัทเหล่านี้ให้สามารถเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น" นายไกรฤทธิ์กล่าว



