แดงนัดรวมพลจี้ช่อง7ปลดนักข่าว
กลุ่มคนเสื้อแดงนัดรวมพล 30 สิงหาคมบ่ายโมง กดดันช่อง 7 ปลดนักข่าว บก.ลายจุดทวิตไม่เห็นด้วย ด้านนักข่าวช่อง 7 จี้ตร.ดุสิตแจ้งข้อหา "แดงเพชรบุรี" ข่มขู่ ตร.เตรียมออกหมายเรียกมาให้การ 8 ก.ย. นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงในนาม "สมัชชาประชาชนเพื่อการปฏิวัติประเทศไทย" ได้นัดหมายกันตามสื่อต่างๆ ว่า ในวันอังคารที่ 30 สิงหาคม เวลา 13.00 น.จะไปพร้อมกันที่สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต เพื่อเดินทางไปยังสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 7 จากนั้นจะยื่นแถลงการณ์ให้ปลด น.ส.สมจิตต์ ออกจากหน้าที่ โดยอ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมีอคติ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อสนองความต้องการของตัวเอง ไร้จรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่ดี และยื่นพวงหรีดเพื่อแสดงการต่อต้านที่ช่อง 7 ด้วย
แถลงการณ์ดังกล่าวยังอ้างว่า นางพรทิพย์ ปักษานนท์ แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี ซึ่งถูกนักข่าวช่อง 7 สีดำเนินคดีและประกาศไม่ถอนแจ้งความ ได้ยืนยันว่า ข่าวที่ส่งอีเมลนั้น ไม่ได้เขียนเอง แต่ได้คัดสำเนามาจากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ไม่ได้เขียนต่อเติมใดๆ ลงไปเลย โดยมีเจตนาส่งไปยังเพื่อนๆ ในกลุ่มที่ส่งข่าวสารกันทางอีเมลให้ได้อ่าน ซึ่งก็ปฏิบัติแบบนี้เป็นปกติ ตนเองก็ตกเป็นผู้เสียหายเช่นกัน เพราะการที่นักข่าวผู้นี้นำอีเมลของตนไปเปิดเผย พร้อมชื่อ-นามสกุล ทำให้มีคนส่งอีเมลมาด่าหยาบคายมากมาย
"การที่นักข่าวไปแจ้งความนั้น ความจริงแล้วไม่สามารถเอาผิดได้ ไม่ว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือข้อหา ข่มขู่ คุกคาม ก็ไม่เข้าข้อกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น ตำรวจคงจะบอกว่าเอาความไม่ได้ นักข่าวรายนี้จึงออกมาบอกว่า แจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ก็รออยู่ค่ะ อยากให้เขาฟ้อง เราก็ได้จะฟ้องกลับทันที " แถลงการณ์ดังกล่าวอ้างคำให้สัมภาษณ์ของนางพรทิพย์
บก.ลายจุด ทวิต ไม่เห็นด้วย รวมพลกดดัน ช่อง 7
เวลา 20.57 น. วันเดียวกัน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด หนึ่งในแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้ทวิตข้อความทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์ ในชื่อ @nuling แสดงความไม่เห็นด้วย ต่อการที่กลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งจะเดินทางไปประท้วงที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 โดยระบุว่า "เห็นว่า พรุ่งนี้จะมีเสื้อแดงบางกลุ่มไปที่ช่องเจ็ด เพื่อประท้วงนักข่าวและสถานี ผมประกาศตรงนี้ว่า ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว"
นายสมบัติ ระบุว่า กรณีนักข่าวสาวช่องเจ็ด ถ้าเขาพูดจาไม่เหมาะสม ไม่ให้เกียรติ ควรแค่การวิพากษ์วิจารณ์ แต่การข่มขู่ใด ๆ ไม่ควรทำ คนที่ส่ง email เขาออกมาขอโทษนั้นถูกต้องแล้ว เสื้อแดงคนอื่นควรยุติเรื่องนี้
"เสื้อแดงกำลังขยายแนวร่วมให้คู่กรณีโดยไม่จำเป็น เขามีแต่หดแคบศัตรู สร้างแนวร่วม เดินเกมแบบนี้ เสียการเมือง เมื่อเราทำผิดพลาด เราควรยอมรับ และเอามาเป็นบทเรียน ไม่ใช่แก้ตัว เบี่ยงประเด็น การเคลื่อนไหวการเมือง ต้องประเมินถึงผลทางการเมืองที่เกิดขึ้น ถามว่า ไปประท้วงที่สถานี แล้วผลทางการเมืองจะเป็นยังไง คนด่า คุ้มมัย ?"
นายสมบัติ ยังระบุว่า นอกจากเรื่องไปประท้วงที่ช่อง 7 แล้ว การไปวางพวงหรีดที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ในวันเกิดพลเอกเปรม (ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) ก็ไม่ควรทำ
"อย่าเย่อกันแบบนั้น นั้นมันวันเกิดคน การวิจารณ์พลเอกเปรมทำได้ แต่ต้องไม่เหยียดหยาม ควรวิพากษ์ตรงไปที่ประเด็นและพฤติกรรม"
ผู้สื่อข่าวช่อง7 จี้ตร.ดุสิตแจ้งข้อหา "แดงเพชรบุรี" ข่มขู่
ขณะเดียวกันเมื่อเวลา 11.30 น. น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวซึ่งถูกระบุชื่อได้ไปพบพ.ต.ท.อภิชาติ. นาคสุข พนักงานสอบสวน ผบ.2 สน.ดุสิต เพื่อขอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัว น.ส.พรทิพย์ ปักษานนท์ ประธานกลุ่มเสื้อแดงเพชรบุรี ซึ่งยอมรับว่าเป็นคนเผยแพร่อีเมล์มาสอบสวนและดำเนินคดีในข้อหาข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว ทั้งนี้ น.ส.สมจิตต์ ระบุว่าภายหลังจากอีเมล์ดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปได้มีผู้โทรศัพท์ไปด่าตนเองอย่างหยาบคาย ทั้งเบอร์โทรศัพท์บ้านและเบอร์โทรศัพท์มือถือ
ทั้งนี้ พ.ต.ท.อภิชาติ ได้แจ้งว่า ยังไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จะเข้าองค์ประกอบความผิดทางกฎหมายหรือไม่ แต่เมื่อผู้เสียหายยืนยันที่จะดำเนินคดีต่อ ก็จะออกหมายเรียกให้น.ส.พรทิพย์มารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 8 ก.ย. เวลา 10.00น.ซึ่งหากนางสาวพรทิพย์รับสารภาพก็จะสรุปสำนวนส่งศาลแขวงต่อไป ส่วนการสืบหาต้นของของอีเมล์และระงับไม่ให้เผยแพร่ต่อนั้น ผู้เสียหายต้องไปยื่นเรื่องให้กระทรงเทคโนโลยีและสารสนเทศดำเนินการ
น.ส.สมจิตต์ กล่าวว่า จะติดตามคดีนี้อย่างต่อเนื่อง หากนางสาวพรทิพย์ไม่ขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวน ในวันที่ 8 กันยายนก็จะเดินทางมาที่ สน.ดุสิต ด้วยเพื่อติดตามความคืบหน้าในการสอบสวนของตำรวจ และจะมีการยื่นหนังสือถึง รมว.ไอซีที เพื่อให้สืบหาต้นตอและยับยั้งไม่ให้มีการแพร่กระจายอีเมล์ดังกล่าวอีก ทั้งนี้น.ส.พรทิพย์ได้บอกกับตนแล้วว่ารู้สึกเสียใจจึงไม่คิดว่าการพบกับนางสาวพรทิพย์ จะทำให้เกิดปัญหาที่ลุกลามบานปลายมากขึ้น
อีกทั้งที่ผ่านมาก็มีการนำเรื่องที่ตนดำเนินคดีกับน.ส.พรทิพย์ไปขยายผลในอินเตอร์เน็ตว่า ตนไม่ยอมจบเรื่องทั้งที่อีกฝ่ายขอโทษแล้วก็ควรให้อภัย จึงอยากจะบอก น.ส.พรทิพย์ ด้วยตัวเองว่า การให้อภัยกับการดำเนินคดีเพื่อให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นคนละเรื่องกัน และการดำเนินคดีครั้งนี้ต้องการส่งสัญญาณว่า ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย แม้คดีนี้จะเป็นคดีที่โทษเบา แต่หากไม่ดำเนินการอะไรเลยก็จะกลายเป็นตัวอย่าง ทำให้ไม่มีใครเกรงกลัวการทำผิดกฎหมายและการละเมิดสิทธิบุคคลอื่นซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสังคมไทยอย่างมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ กลุ่มนักข่าวภาคสนามสายการเมืองได้ยื่นหนังสือพร้อมรายชื่อสื่อมวลชนต่อ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ควบคุมพฤติกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงดังกล่าว
แฉ"เพชรวรรต"หมกเม็ดถูกศาลสั่งเป็นบุคคลล้มละลาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่มีการเสนอชื่อคนเสื้อแดงหลายคนเพื่อแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง ล่าสุดมีข้อมูลว่านายเพชรวรรต วัฒนพงษ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ซึ่งเคยเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ได้รับการแต่งตั้งทั้งที่ขาดคุณสมบัติเนื่องจากตกเป็นบุคคลล้มละลาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันที่ 15 ธ.ค.2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้นายเพชรวรรต วัฒนพงษ์ศิริกุล เป็นบุคคลล้มละลายและให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย 2483 ตามคำร้องของธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ผู้เป็นโจทก์ คำสั่งดังกล่าวถูกเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 128 ตอน 62 ง วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 แต่ปรากฏว่านายเพชรวรรตกลับไปลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทั้งที่เป็นบุคคลล้มละลาย
ขณะเดียวกันคุณสมบัติของข้าราชการการเมืองยังระบุชัดเจนตาม มาตรา 9 (6) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ.2535 ว่าผู้ซึ่งจะได้รับ แต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมืองตำแหน่งอื่นนอกจากตำแหน่งรัฐมนตรีจะต้องไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
นายสุชาติ ใจภักดี ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การให้ข้อมูลเท็จกับกกต.ในเรื่องคุณสมบัติเป็นการบันทึกถ้อยคำรับรองอันเป็นเท็จถือว่ามีความผิดทางอาญา ซึ่งหาก กกต.ตรวจพบก็จะถูกฟ้องดำเนินคดี ส่วนที่ กกต.ให้ลงสมัครได้คาดว่าจะมาจากคำรับรองของนายเพชรวรรต อย่างไรก็ตามต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งโดยเฉพาะคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง
ตร.ได้เบาะแสรองประธานเสื้อแดงแพร่
ความคืบหน้าคดีคนร้ายใช้มีดปาดคอฆาตกรรม นายอุดมทรัพย์ ธรรมเมือง รองประธานชมรมรักษ์ประชาธิปไตยแพร่ 53 หรือ แดงแพร่ 53 พ.ต.ต.สรณคมน์ กึกก้อง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองแพร่ ได้เรียกพยาน 10 ราย มาสอบสวนเพื่อรวบรวม พยานหลักฐานเพื่อติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดี ขณะเดียวกัน หลังจากที่ พล.ต.ต.พงษ์สักก์ เชื้อสมบูรณ์ ผบก.ภ.จว.แพร่ ได้เข้ามาควบคุมสั่งการคดีนี้ด้วยตัวเอง และวันที่ 29 ส.ค. ชุดสืบสวน สภ.เมืองแพร่ ได้นำพยานรายหนึ่ง ที่เห็นรถยนต์เก๋งสีขาวไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนต้องสงสัยที่คาดว่าเป็นพาหนะของคนร้าย โดยพยานยืนยันว่าเห็นรถคันดังกล่าวมาขับอยู่บริเวณใกล้ๆร้านทรัพย์อุดม ในช่วงเวลาที่ นายอุดมทรัพย์ถูกฆ่า
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบหลักฐานพบว่า อาวุธมีดที่ใช้ปาดคอ นายอุดมทรัพย์ จนเสียชีวิต เป็นมีดยีห้อ คาโต้ ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมีดที่มีความคมเป็นอย่างมากและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามแหล่งจำหน่ายพบว่ามีดยี่ห้อนี้ไม่มีจำหน่ายในจังหวัดแพร่ จึงได้ขยายการสืบสวนออกไปว่ามีหน่วยงานหรือบริษัทใดส่งเข้ามาในประเทศไทย
พท.ขู่ฟ้อง"วัชระ"กล่าวหา"ปู"หนุนม็อบแดงราชประสงค์
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์สนับสนุนการชุมนุมที่ราชประสงค์เมื่อปี 2553 เพราะแต่งตั้งคนเสื้อแดงเป็นข้าราชการการเมืองว่า เป็นการกล่าวหาที่รุนแรงและปราศจากข้อเท็จจริง เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เคยเข้าร่วมการชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 2553 ตามที่นายวัชระกล่าว ทำให้น.ส.ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยเสียหาย
ทั้งนี้ ฝ่ายกฎหมายได้ตรวจสอบแล้วพบว่าน่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328 รวมทั้งน่าจะเข้าข่ายผิดจริยธรรมทางการเมืองด้วย ดังนั้นทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยจะรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับนายวัชระ อย่างไรก็ตาม ขอเรียกร้องให้นายวัชระและพรรคประชาธิปัตย์หยุดการกระทำที่เพียงแค่ต้องการหวังผลทางการเมือง เพราะไม่ใช่การกระทำของสุภาพบุรุษ
"อภิสิทธิ์"ยันขอคืนพื้นที่ม็อบแดงตามกม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมของคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมืองวุฒิสภา ที่มีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ เป็นประธาน มีวาระพิจารณาเรื่องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมทางการเมือง ระหว่างเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ได้เชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงฐานะเป็นผู้บริหารประเทศในช่วงที่มีการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ซึ่งกรรมการส่วนใหญ่พยายามถึงการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของประชาชนและการตัดสินใจเข้าระงับเหตุจนเกิดเป็นความสูญเสีย
ทั้งนี้บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด เพราะตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มให้ กรรมการติดตามสถานการณ์ฯ ซักถาม นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวในที่ประชุมว่า การให้ตนมาชี้แจงดังกล่าวได้ให้สิทธิ์คุ้มครองตนหรือไม่ เพราะกรรมการติดตามไม่ใช้กรรมาธิการ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญไม่มีผลคุ้มครองผู้ที่มาชี้แจง เพราะตนกังวลว่าสิ่งที่ตนได้ชี้แจงไปนั้นจะถูกนำกลับมาเล่นงานตน ทั้งในการฟ้องร้องคดีความต่างๆ ซึ่งในที่ประชุมได้ยกรัฐธรรมนูญมาตรา 130 และ 135 ซึ่งให้ความคุ้มครองกับคณะกรรมาธิการและผู้ที่มาชี้แจงในที่ประชุม แต่คณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้เป็นเข้าข่ายลักษณะดังกล่าว
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ชี้แจงยืนยันว่าการดำเนินการขอคืนพื้นที่แยกราชประสงค์ ได้ดำเนินการเพื่อประสงค์หลักในการรักษากฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ใช้ความระมัดระวัง และใช้วิธีอื่นๆ ก่อนที่จะให้เจ้าหน้าที่เข้าขอคืนพื้นที่ เช่น การเจรจา, การเสนอเงื่อนไขยุบสภาเพื่อให้ยุติการชุมนุม แต่ไม่เป็นผล เพราะผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังล้มการเจรจาทุกครั้ง ทั้งนี้ตนมีคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เมื่อปี 2551 รวมถึงคำวินิจฉัยของศาลเพ่ง เมื่อเดือนเม.ย. 53 ระบุว่าการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดงนั้นเป็นการชุมนุมที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ว่าไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ ดังนั้นการตรวจสอบของคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ฯ ต้องแยกแยะให้ดีระหว่างการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญและการชุมนุมที่ถูกวินิจฉัยว่าขัดต่อกฎหมาย



