
เกษตรกรกว่า4พันพ้นคุกคดีทุจริตลำไย
สมัชชาเกษตรกรผู้เดือดร้อนคดีทุจริตลำไย ปี 47 เฮ หลังเดินหน้าเคลื่อนไหวร้อนเรียนหลายหน่วยงาน จนศาลเห็นใจตัดสินให้เสียค่าปรับแทนโทษจำคุก
นายภิรมย์ จามพฤกษ์ เลขาธิการสมัชชาเกษตรกรผู้เดือดร้อนคดีทุจริตลำไย จ.ลำพูน กล่าวถึงความคืบหน้าคดีทุจริตลำไยปี 2547 ซึ่งมีเกษตรกรรวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ลงชื่อรับรองในใบ ลย.1 ถูกดำเนินคดีกว่า 4,000 คน ว่า หลังสมัชชาเกษตรฯเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้เกษตรกรที่ตกเป็นผู้ต้องหาโดยการยื่นหนังสือถึงหลายหน่วยงานทั้งในกรุงเทพ และที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ
จนกระทั่งศาล จ.ลำพูน มีคำพิพากษาตัดสินให้สั่งปรับ นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ที่เป็นผู้เซ็นรับรองเอกสารใบ ลย.รวมทั้งเกษตรกรที่ตกเป็นผู้ต้องหา ที่รับสารภาพหรือปฎิเสธไม่รับสารภาพรายละ 3,000 บาท แต่หากรายใดไม่มีเงินจ่ายเป็นค่าปรับก็ให้รับโทษกักขังแทน
ทั้งนี้ ส่วนผู้ต้องหากลุ่มแรกที่รับสารภาพและถูกตัดสินจำคุกไปนั้นถือเป็นแพะรับบาปในคดีนี้หลายรายยังคงต้องโทษจำคุกอยู่ เนื่องจากศาลต้องตัดสินตามคำรับสารภาพตามตัวหนังสือและสำนวนที่ตำรวจทำเสนออัยการ ขณะที่เกษตรตำบลและเกษตรอำเภอ 4 รายที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ มี 2 รายที่กลายเป็นโจทย์ยื่นฟ้องเกษตรกร ส่วนอีก 2 รายเป็นผู้ต้องหา สำหรับผู้ประกอบการล้งและกลุ่มทุนรายใหญ่ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้กลับหลุดรอดไม่ได้รับโทษแต่อย่างใด
นายภิรมย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ถูกศาลพิพากษาตัดสินให้เสียค่าปรับไปแล้วกว่า 2,000 ราย ยังเหลืออีกประมาณ 2,000 รายที่ศาลทะยอยตัดสิน ต้องยอมรับว่าคดีนี้เกษตรกรกลายเป็นแพะรับบาปเพราะเจ้าหน้าที่บอกให้รับสารภาพแต่เมื่อรับสารภาพไปแล้ว ตำรวจกลับทำสำนวนให้เป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาจนต้องโทษถึงขั้นจำคุก
"ขณะนี้ทราบว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรใน จ.ลำพูน กำลังจะลุกลามไปยังเกษตรกรชาวสวนลำไยใน อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ เพราะเจ้าหน้าที่กำลังเข้าไปสืบสวนสอบสวนเพื่อเอาผิดกับเกษตรกรในคดีทุจริต ดังนั้น จึงขอให้เกษตรกรนำตัวอย่างของคดีทุจริตลำไยที่เกิดขึ้นในจ.ลำพูนเป็นกรณีศึกษา ไม่ควรรับสารภาพตามที่เจ้าหน้าที่กล่าวอ้างเพราะอาจกลายเป็นแพะรับบาปแทนขบวนการทุจริตลำไย และตกเป็นผู้ต้องหาถูกพิพากษาติดคุกโดยที่ไม่มีความผิด" นายภิรมย์ กล่าว



