ข่าว

'บิ๊กตู่'เมิน'แม้ว'โยนรับผิดชอบ91ศพ

'บิ๊กตู่'เมิน'แม้ว'โยนรับผิดชอบ91ศพ

29 ส.ค. 2554

'ประยุทธ์' เมิน 'ทักษิณ' โยนผู้นำทหารรับผิดชอบ 91 ศพ ชี้เป็นเรื่องของ กม.ย้ำคนทำผิดหนีโทษไม่ได้ เผยศาลอนุมัติเยียวยาแดงเป็นวิธีแก้ปัญหาของประเทศ แย้มต้องเยียวยา

         29 ส.ค.54 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ประเทศญี่ปุ่นถึง คดี 91 ศพว่า ผู้นำทางทหารและผู้นำประเทศต้องรับผิดชอบว่า เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อหาคนที่กระทำผิด หากใครผิดก็ดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่มีใครละเว้นหรือหลีกเลี่ยงได้หากทำผิดกฎหมาย ตนเคยกล่าวไปแล้วว่าการทำผิดกฎหมายนั้นไม่ว่าจะทำเมื่อใดก็ตาม หรือทำมากทำน้อยก็ผิดหมด หากถูกตัดสินว่าผิดก็ผิด

         เมื่อถามว่า ศาลมีมติเยียวยาให้กับกลุ่ม นปช.นั้นเป็นการมองว่าการปฏิบัติของทหารเป็นสิ่งที่ผิด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่เมื่อมันเกิดเหตุการณ์ขึ้นในแต่ละประเทศมันต้องมีการแก้ปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหามี 2 ประการ คือ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ หรือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะเห็นว่ามีทุกภาคส่วน ซึ่งรวมถึงต้องดูแลเจ้าหน้าที่ด้วย เพราะในการปฏิบัตินั้นเป็นการปฏิบัติโดยการบังคับใช้กฎหมาย และมีผู้ที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้น ใครที่ได้รับผลกระทบก็น่าจะได้รับการเยียวยาทุกฝ่าย ตราบใดที่ยังไม่ชัดเจนว่าใครได้รับบาดเจ็บจากใคร ซึ่งเป็นของทางฝ่ายกฎหมายดำเนินการไป

          เมื่อถามว่า จะกระทบกับขวัญและกำลังใจของกำลังพลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่กระทบ เพราะผู้บังคับบัญชารับผิดชอบอยู่แล้ว อย่างน้อยตนในฐานะผู้บัญชาการทหารบกก็รับผิดชอบอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของการสั่งการตามลำดับชั้น ซึ่งการทำงานทุกอย่างต้องมีผู้บังคับบัญชาในการสั่งการ และมีกฎระเบียบมีข้อบังคับ ซึ่งกำลังพลทุกคนของเรามีระเบียบวินัย สั่งไปเขาก็ทำดีที่สุดแล้วและพยายามทำอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ทุกคนตั้งใจอยู่แล้ว


ลั่นยังไม่ถอนทหารแนวชายแดนไทย-เขมร

         พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพุูชา ว่า การแก้ปัญหาเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐบาล ซึ่งต้องนำเรื่องทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ส่วนการประชุมคณะกรรมการชายแดนระดับภูมิภาคไทย-กัมพูชา (อาร์บีซี) ครั้งที่แล้วได้ประชุมและตกลงกันว่า จะอยู่ร่วมกันอย่างไรในภาวะปกติ ซึ่งมี 15 หัวข้อ โดยจะมีการประชุมประจำทุกปี แต่ครั้งนี้มีวาระพิเศษ คือ จะมีการหารือพูดคุยกันนอกรอบว่าจะแก้ปัญหาต่างๆ นั้นได้อย่างไร แต่รายละเอียดทั้งหมดยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นกรอบว่ากัมพูชาคิดอย่างไร เพื่อให้ผ่านกระทรวงกลาโหม และ นำเข้า ครม.ก่อนที่จะประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา(จีบีซี) ต่อไป ซึ่งจะเป็นกรอบในการเจรจาพูดคุยกัน ยังไม่มีข้อตกลงใด ๆ ทั้งสิ้น โดยข่าวที่สื่อมวลชนได้มานั้นเป็นเพียงการเตรียมการในขั้นต้นหากมีการปรับกำลัง

          “ผมใช้คำว่าปรับกำลัง ไม่ได้ใช้คำว่าถอนกำลัง เราใช้คำว่าปรับกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าวให้เกิดความเหมาะสม แต่ยังคงต้องมีกำลังพลในส่วนที่ต้องเข้าไปดูแลพื้นที่ทดแทน ซึ่งมีทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา เราต้องหารือกันว่าจะใช้ใครดูแล เราจะปล่อยให้พื้นที่โดยไม่มีใครดูแลคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นข่าวที่ออกมาว่าจะเป็น ตชด.หรือตำรวจเข้ามาดูแลนั้นยังไม่ได้ข้อยุติ คิดว่าจะได้ข้อยุติในช่วงการประชุม จีบีซี แต่ก่อนจะนำไปประชุมต้องขออนุมัติกรอบกับรัฐบาลในทุก ๆ เรื่องก่อน เช่น การปรับกำลังอย่างไร  ใครจะเข้าหรือออก ใครจะดูแล ต้องขึ้นอยู่กับกรอบทั้งสิ้น ซึ่งขณะนี้ยังใช้กำลังของกองทัพบกดูแลเหมือนเดิม ยังไม่มีการปรับอะไรทั้งสิ้น เป็นการดูแลพื้นที่ตามคำสั่งเดิมตามแผนป้องกันประเทศเดิม คงต้องรอคำสั่งจากรัฐบาลให้ชัดเจน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

         เมื่อถามว่า ในที่สุดต้องนำไปสู่พื้นที่เขตปลอดทหาร พล.อ.ประยุทธ กล่าวว่า ต้องหารือกันเพราะเป็นมติของศาลโลกที่ได้ออกมาตรการคุ้มครอง เราต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล ทหารไม่สามารถตัดสินใจเองได้ เพราะเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ดังนั้นต้องมีการหารือกันก่อน เขาสั่งมาอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้น เราพร้อมปฏิบัติอยู่แล้ว รวมทั้งในเรื่องของผู้สังเกตุการณ์ว่าจะมีหรือไม่มี ถ้ามีแล้วอยู่ที่ไหน เราเตรียมไว้หมดทุกมิติแล้ว เพียงแต่ต้องหารือกับ ครม.ให้ ครม.เห็นชอบในทุกๆเรื่องจึงจะปฏิบัติได้ 

 

ฝากกำลังพลพิทักษ์ปกป้อง“ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์”

         ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลเนื่องในโอกาสวันเปิดกองบัญชาการกองทัพบกครบรอบ 25 ปี โดยมีผู้บังคับหน่วยทหารจำนวน 14 หน่วย เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้มอบใบประกาศนียบัตรกับข้าราชการทหารในสังกัดกองบัญชาการกองทัพบกจำนวน 42 ที่มีผลการปฏิบัติหน้าที่ที่สมควรได้รับการยกย่อง สามารถสร้างประโยชน์ให้กับหน่วยทหาร

         หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวให้โอวาทกับกำลังพลว่า ขอบคุณกำลังพลทุกหน่วยที่ปฏิบัติภารกิจด้วยความเข้มแข็ง และอดทน ตลอดเวลา 25 ปีที่ผ่านมากองทัพบกได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดในอันที่จะพิทักษ์ปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กองทัพบกเป็นกลไกในการขับเคลื่อนให้ก้าวเดินไปข้างหน้าทั้งเรื่องการพัฒนากำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดที่ผ่านมาทุกหน่วยได้ทำหน้าที่เป็นส่วนร่วม และเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนด้วยความตั้งใจของผุู้บังคับบัญชาตามระดับชั้น ทั้งนี้อยากระลึกถึงคุณงามความดีของผุู้บังคับบัญชาทุกคนที่ผ่านมา ตั้งแต่ ผบ.ทบ.ในอดีต จนถึงลูกจ้างของ ทบ. ที่ร่วมมือกันทำงานดังกล่าว แม้ว่าการปฏิบัติงานที่ผ่านมาจะมีปัญหาอุปสรรค มีการสูญเสีย และบาดเจ็บ แต่กำลังก็ไม่ย่อท้อยังคงปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครเข้าใจ แต่ทหารเข้าใจกัน ถ้าไม่เข้าใจกันกองทัพบกก็อยู่ไม่ได้ ประเทศชาติก็อยู่ไม่ได้ เพราะเรามีหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย ดูแลความมั่นคงภายใน และมีหน้าที่พัฒนาประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาล และเราไม่ได้มีผลประโยชน์

         “กองทัพบกถือเป็นครอบครัวใหญ่ ถ้ากำลังพลทำไม่ดีแม้แต่คนเดียว จากจำนวนกำลังพล 2 แสนคน มันก็กลายเป็นความผิดที่จะลบล้างความดีเพียงอย่างเดียวของกองทัพบกคือการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  แต่ทำสัก 10 - 20 คน สร้างเรื่องสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นจะทำให้กองทัพเสื่อมเสีย อยากเตือนว่า เมื่อผุู้บังคับบัญชาดูแลกำลังพลก็จะต้องดูแลตัวเองด้วย เพราะแบกชื่อเสียงของกองทัพเอาไว้ สิ่งสำคัญคือการทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน การทำงานจะต้องยึดถือความถูกต้อง และเข้าใจซึ่งกันและกัน ทุกอย่างที่ปฏิบัติงานมาจึงมีเหตุผล และปฏิบัติงานตามกฎหมาย  ทั้งนี้ผมอยากฝากกำลังพล ญาติพี่น้องของกองทัพ ในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทุกคนจะต้องระลึกถึงเสมอ ตราบใดที่ยังเป็นทหาร ตราบใดที่ยังสวมเครื่องแบบอยู่ หรือแม้แต่เกษียณไปแล้วก็ตาม เพราะสถานบันอยู่คู่กับทหารมาตลอด แม้ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรก็ตามสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เคยลืมประชาชนของพระองค์ท่าน สิ่งเหล่านี้จะต้องช่วยกันดูแลพิทักษ์รักษา และปกป้อง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 

“ถวิล”เผย91ศพยังไม่มีความคืบหน้า

          นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กล่าวถึงกรณีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในตอนนี้ว่า เรื่องนี้ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ที่สำคัญปีนี้เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 84 ปี ซึ่งถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่ประชาชนชาวไทย ที่จะร่วมกันทำความดี โดยก้าวถอยออกจากความขัดแย้งต่างๆ ร่วมกัน

         เมื่อถามว่าถึงปม 91 ศพที่กลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องให้ตรวจสอบหาความจริง เรื่องนี้จะดำเนินการอย่างไร นายถวิล กล่าว่า เรื่องนี้ไม่ได้คุยในรายละเอียด แต่ยืนยันว่าให้เป็นไปตามกฎหมาย ถ้าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ก็ต้องดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งต้องรับผิดชอบมากกว่าคนทั่วไป

         ต่อข้อถามว่า ทางญาติของผู้เสียชีวิตเรียกร้องให้จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว อีกทั้งนายกฯ ได้พูดชัดเจนแล้ว โดยมอบหมายให้ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่งชาติ( คอป.) เป็นผู้ดูแล ทั้งนี้นายกฯ ก็ระบุชัดเจนว่า จะไม่เข้ามาแทรกแซงในเรื่องดังกล่าวด้วย ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดี โดยทั้งนี้ คอป.ก็ต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว อย่างชัดเจน โดยอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง อย่าปล่อยให้เกิดข้อสงสัยขึ้นได้

 

ไม่หนักใจเปลี่ยนขั้วรบ.ใหม่

         นายถวิลยังกล่าวถึงกรณี ที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ และมีความหนักใจหรือไม่ว่า ตนไม่หนักใจ เพราะตนได้ทำหน้าที่ตามขอบเขตที่อำนาจมีอยู่ โดยเมื่อครั้งที่ตนเป็นเลขาธิการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน( ศอฉ.) ก็ทำหน้าที่ตามพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินที่กำหนดไว้

         “อยู่เบื้องหน้าผมไม่มีสีทั้งสิ้น มองแค่ว่าอะไรที่ผิดและละเมิดในข้อกฎหมาย ก็ทำตามกฎหมายของบ้านเมือง แต่ถ้าดำเนินการแล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ทำเกินขอบเขตหรือกระทำความผิด ก็ให้ดำเนินตามกฎหมายทันที เพราะยังไงก็ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นทางเดียวที่จะทำให้บ้านเมืองไปสู่ความสงบเรียบร้อยได้นั้น ก็คือทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง”นายถวิล กล่าว

         เมื่อถามว่า ในฐานะข้าราชการประจำ เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล จะมีการเปลี่ยนข้าราชการประจำตามมา มีมุมมองอย่างไรต่อเรื่องนี้บ้าง นายถวิล กล่าวว่า ตนมองว่าเป็นความสำคัญของข้าราชการ และฝ่ายการเมือง คือฝ่ายการเมืองจะคุมในเรื่องนโยบายเป็นหลัก ส่วนฝ่ายข้าราชการประจำนั้น จะรับผิดชอบในเรื่องบริหารและปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นการแบ่งขอบเขตชัดเจนอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ทั้งนี้ตนก็ตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องดำเนินการให้ทุกอย่างเป็นกลางก็เท่านั้น เมื่อถามว่า รู้สึกหวั่นไหวหรือไม่ ถ้าจะต้องถูกโยกย้าย นายถวิล กล่าวว่า อย่าพูดอย่างนั้น เพราะยังไงตนก็ทำต้องทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุดอยู่แล้ว และจะทำไปตามความสามารถเท่าที่กำลังจะทำได้