ข่าว

ฝากการบ้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์มุ่งเน้นพัฒนาประเทศอย่าง“ยั่งยืน”

ฝากการบ้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์มุ่งเน้นพัฒนาประเทศอย่าง“ยั่งยืน”

29 ส.ค. 2554

ฝากการบ้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์มุ่งเน้นพัฒนาประเทศอย่าง“ยั่งยืน”: รายงานพิเศษ โดย อนัญชนา สาระคู

            การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาล ภายใต้การนำของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ได้ผ่านไปแล้ว และเชื่อว่า จากนี้ไปรัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยส่วนหนึ่งอยากเห็นความปรองดองของคนในชาติ การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ให้เกิดขึ้นจริง ตลอดจนการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังมีข้อวิตกกังวลในหลายเรื่องเช่นกัน ที่ฝากไว้เป็นการบ้านให้รัฐบาลนำไปคิดต่อ เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

 

ฟื้นความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

             “ธนิต โสรัตน์” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายด้านการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้ชัดเจน เช่น ทางฝั่งพม่า มีการปิดด่านแม่สอดมากว่าปีแล้ว ส่วนกัมพูชา ที่ผ่านมามีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนัก ก็อยากเห็นการฟื้นความสัมพันธ์อันดีเกิดขึ้น เพราะการค้าชายแดนมีความสำคัญ และสร้างรายได้ให้แก่ประเทศเป็นอย่างมาก โดยปีนี้มูลค่าการค้าขายน่าจะถึง 9 แสนล้านบาท และในปีหน้าเป็น 1 ล้านล้านบาท
 
            ส่วนที่อยากจะฝากต่อรัฐบาลคือ การดูแลเงินเฟ้อ เพราะเป็นตัวกดดันต่ออัตราดอกเบี้ย หากปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเงินจะไหลเข้าประเทศมาก ค่าเงินบาทก็แข็งค่า ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบการส่งออก และที่ยังไม่เห็นรัฐบาลพูดถึง แต่มีความสำคัญมาก คือ นโยบายด้านโลจิสติกส์ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับต้นทุนการประกอบการ และรองรับการเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 อีกด้วย

             นอกจากนี้มีความเป็นห่วงผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่อาจเกิดขึ้นอีก จึงอยากเห็นรัฐบาลมีมาตรการ หรือแผนที่ชัดเจนออกมารองรับล่วงหน้า เพราะหากเกิดวิกฤติขึ้นจริงๆ แล้ว ประเทศไทยอาจจะไม่มีเงินมากพอจะมาแก้ปัญหาได้ จึงน่าจะมีแผนรับมือกับผลกระทบ เช่น กรณีการส่งออกลด ปิดโรงงานอุตสาหกรรม และลดจำนวนพนักงาน เป็นต้น

 

เร่งช่วยกลุ่มเอสเอ็มอีส่งออก

             “จิรบูรณ์ วิทยสิงห์” เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลผลักดันโครงการที่ดีและมีอยู่แล้วต่อเนื่อง เช่น ครีเอทีฟ อีโคโนมี น่าจะสานต่อ เพราะตรงกับกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างมากกับโครงการนี้ รวมทั้งอยากเห็นการสนับสนุนกลุ่มเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีส่งออกที่ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาตนเอง

             นอกจากนี้ เรื่องบุคลากรก็มีความสำคัญ ซึ่งกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ต้องการการสนับสนุนและส่งเสริมกลุ่มคนรุ่นใหม่ และเห็นว่าการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่งออกก็ควรต้องแยกกลุ่มให้ชัดเจน เพราะหากทำแบบรวมๆ จะทำให้ไม่ได้ผลชัดเจน และควรสร้างทีมประเทศไทยเพื่อออกไปต่อสู้ข้างนอกประเทศ ที่สำคัญต้องการให้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว และเป็นระบบ เพราะที่ผ่านมาเราเสียเวลาไปนานมากแล้ว

             “ขณะนี้ทางกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์มีโรดแม็พที่เตรียมเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่จะมีทั้งเรื่องที่เสนอให้ทำต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว การช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จากที่ผ่านมาถือว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือจริงจังนัก ซึ่งไม่อยากให้ดูแค่ว่า การส่งออกยังคงเติบโตได้เท่านั้น แต่พวกเขาต้องการเงินทุนเพื่อพัฒนาตัวเองไปอย่างก้าวกระโดดด้วย” จิรบูรณ์ กล่าว

 

หนุนยุทธศาสร์ท่องเที่ยวยั่งยืน

             ส่วน “เจริญ วังอนานนท์” นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว กล่าวถึงนโยบายด้านการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลจะประกาศให้ปี 2554-2555 เป็นปี “มหัศจรรย์ไทยแลนด์” ว่า เป็นโครงการระยะสั้น 1-2 ปี โดยจะต้องรอดูรายละเอียดจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาต่อเนื่อง เพราะการเมืองมีเสถียรภาพดี แต่ในภาคการท่องเที่ยวเองยังต้องการการพัฒนาให้ดีขึ้น และมีบางจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาถูกละเลยไป

             นอกจากนี้อยากเห็นรัฐบาลจัดทำยุทธศาสตร์ หรือนโยบายด้านการท่องเที่ยวในระยะยาว จะเป็น 5 ปี 10 ปี หรือ 15 ปี ก็ได้ โดยวางตำแหน่งของประเทศไทยในระยะยาวว่าต้องการจะให้เป็นอย่างไร เช่น จะให้เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว หรือให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

             “ในระยะแรกคงต้องแก้จุดอ่อน เช่น ทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวมีประสิทธิภาพมากขึ้น การดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และการเดินทาง เช่น ที่หาดแม่พิมพ์ จ.ระยอง ซึ่งพบว่ามีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตปีละประมาณ 20 คนได้ รัฐบาลจึงควรจัดบุคลากรมาดูแล เรื่องนี้ต้องเป็นนโยบายมาจากภาครัฐ” เจริญ กล่าวและว่า ส่วนการทำงานระหว่างรัฐและเอกชนจะต้องทำงานกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นด้วย

             ด้านผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายย่อย อัมพวา จ.สมุทรสงคราม บอกอยากให้การดำเนินนโยบายสร้างความปรองดองของคนในชาติเกิดขึ้นจริง ไม่มีการจัดชุมนุมเรียกร้องขึ้นอีก เพราะเมื่อเกิดขึ้นทีไรก็จะส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจทุกครั้ง

             ส่วนข้อวิตกกังวลคือ ค่าแรง หากเป็นไปตามนโยบายที่รายได้ขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท จะทำให้มีคนตกงาน การจ้างเด็กจบใหม่ระดับปริญญาตรีจะเกิดขึ้นน้อย ผู้ประกอบการจะหันไปจ้างกลุ่มที่จบการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรีแทน ขณะที่การลดภาษีนิติบุคคลก็ไม่ได้ช่วยประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ส่วนใหญ่เป็นรายกลาง-เล็กที่ประกอบอาชีพทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล แต่จะกลายเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่รายใหญ่เท่านั้น

 

แนะตั้งทีมเกาะติดศก.โลก
 
             ขณะที่ความเห็นของ “ขวัญชนก วุฒิกุล” ผู้จัดรายการ เงินทองต้องรู้ ทางเอฟเอ็ม 90.5 ระบุว่า อยากเห็นรัฐบาลจัดสมดุล เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีแรงเหวี่ยงและความเสี่ยงมาก การที่รัฐบาลมุ่งเน้นแต่เรื่องจับจ่ายใช้สอยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเน้นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่โลกเป็นแบบนี้ จึงต้องใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายด้านการคลังที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดกว่าเดิม เพื่อให้ไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง รอบรับต่อแรงกระแทกหรือกระเพื่อมได้

             รัฐบาลจึงควรมีทีมพิเศษที่จัดตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจต่างประเทศอย่างเข้มข้น เพื่อจะได้จัดวางนโยบายรับมือกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้น

              ส่วนประเด็นเรื่องปากท้อง มองว่าเป็นความสับสนของนโยบายที่รัฐบาลไม่ตั้งหลักว่าจะทำอะไรก่อนและหลัง แต่จะทำทุกอย่างไปพร้อมๆ กัน หากมองเชื่อมโยงกันจะทำให้ไม่แน่ใจนักว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์จากนโยบายอย่างแท้จริงหรือไม่ เช่น ราคาสินค้าเกษตรสูง ทำให้เกษตรกรมีรายได้สูง แต่ผู้บริโภคจะมีต้นทุนสูง แม้จะมีเงินเดือนสูงขึ้น แต่ก็ต้องนำไปจ่ายต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาสินค้าเกษตร ส่วนราคาน้ำมันที่ลดลงผู้บริโภคจะไม่ได้ทั้งหมด แต่คนใช้น้ำมันจะได้ประโยชน์ และแม้ต้นทุนการผลิตจะต่ำลง แต่ดอกเบี้ยขึ้นก็ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอยู่ดี เป็นต้น


            จี้เพิ่มองค์ความรู้ภาคเกษตร

             ปิดท้ายที่ภาคการเกษตร “ประสิทธิ์ บุญเฉย” นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยังรอความชัดเจนจากนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาล แต่เท่าที่ดูคิดว่าเป็นเรื่องเฉพาะหน้าเท่านั้น ยังไม่มีนโยบายที่จะสร้างความยั่งยืนในภาคเกษตรเลย จึงอยากเห็นรัฐบาลดำเนินนโยบายในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่น ส่งเสริมการศึกษาให้แก่ลูกหลานเกษตรกร เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนหนังสือเพื่อมาฟื้นฟูภาคการเกษตร ที่ปัจจุบันขาดองค์ความรู้ในการพัฒนา ซึ่งเรื่องบุคลากรถือว่ามีความสำคัญ

             นอกจากนี้ อยากเห็นการวางนโยบายที่ยั่งยืนอื่นๆ เช่น ระบบชลประทาน การจัดสรรพื้นที่วางเปล่าให้เกษตรกรมีที่ทำกิน การพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช การให้สวัสดิการแต่เกษตรกรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอยากเห็นเกษตรกรเข้าไปมีส่วนร่วมในการวางนโยบายด้านการเกษตร เพราะพวกเขาจะเป็นกลุ่มที่รู้ถึงปัญหาในภาคเกษตรดีที่สุด