ข่าว

'ได้ไม่คุ้มเสีย'รัฐหั่นราคาน้ำมัน

'ได้ไม่คุ้มเสีย'รัฐหั่นราคาน้ำมัน

29 ส.ค. 2554

เสียงสะท้อนรัฐหั่นราคาน้ำมันนักวิชาการ-ผู้บริโภคกังวล 'ได้ไม่คุ้มเสีย' : โต๊ะเศรษฐกิจรายงาน

           จากนโยบายลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของน้ำมันเบนซิน 95, 91 และดีเซล ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงลิตรละ 3-8 บาท เพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชนนั้น ดูเหมือนเมื่อเปรียบเทียบผลได้กับผลเสียแล้วอาจจะไม่คุ้มค่ามากนัก โดยเฉพาะในส่วนของเบนซิน 91 เพราะราคาเบนซินที่ใกล้เคียงกับราคาแก๊สโซฮอล์ ได้ส่งผลให้ผู้ใช้รถหันมาเติมเบนซินเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการทำลายแผนส่งเสริมพลังงานทดแทนที่มีการรณรงค์กันมานับสิบปี และใช้เงินไปกว่าหลักร้อยล้านบาท และที่สำคัญจะทำให้ประชาชนใช้น้ำมันอย่างฟุ่มเฟือยมากขึ้น จนทำให้มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันในระยะยาวจะส่งผลกระทบถึงเกษตรกรและโรงงานเอทานอลด้วย

 

 ฉุดพลังงานทดแทน-หนุนคนฟุ่มเฟือย

            นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลจะทำให้ประชาชนใช้น้ำมันฟุ่มเฟือยมากขึ้น และผู้ใช้รถหันมาใช้เบนซิน 91 มากขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับสิ้นเปลืองของแก๊สโซฮอล์แล้ว จากราคาที่ต่างกันเพียง 20 สตางค์ จะทำให้การใช้เบนซิน 91 ถูกกว่าประมาณ 1 บาทต่อลิตร โดยก่อนหน้านี้แต่ละวันประเทศไทยจะใช้น้ำมันในกลุ่มเบนซิน 20 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็นเบนซิน 91 จำนวน 7.6 ล้านลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91และ 95 รวมกัน 12 ล้านลิตร คาดว่าผลจากมาตรการนี้ จะทำให้ยอดการใช้เบนซินเพิ่มกว่า 50% ยอดขายแก๊สโซฮอล์จะเหลือเพียง 5-6 ล้านลิตรต่อวัน

            "นโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อมาตรการส่งเสริมพลังงานทดแทน ทำให้โรงงานผลิตเอทานอลได้รับความเดือดร้อน และอาจจะทำให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นทะลุ 1 ล้านล้านบาทต่อปี ส่งผลต่อดุลการค้าของประเทศ" นายพรายพลกล่าว

            ด้านนักวิชาการด้านพลังงานอย่าง "มนูญ ศิริวรรณ" มองว่า ประเทศไทยอาจต้องนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 4-5% แต่ถือว่าไม่มากจนน่าห่วง เพราะปัจจุบันปั๊มน้ำมันที่จำหน่ายเบนซิน 91 และ 95 มีจำนวนไม่มากนัก ทำให้ยอดการใช้เบนซินไม่น่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 5% อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ควรใช้ไม่เกิน 6 เดือน หากนานกว่านี้จะกระทบต่อเงินกองทุนน้ำมันอย่างมากจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งการลดเก็บเงินเข้ากองทุนเบนซินนั้น ทำให้เพราะปัจจุบันคนใช้เบนซินต้องแบกภาระเกินจริง การที่รัฐบาลทำเช่นนี้ถือเป็นการเริ่มต้นปรับโครงสร้างราคาพลังงาน แต่รัฐบาลควรทำให้ครบวงจร คือต้องลดภาษีสรรพสามิตแก๊สโซฮอล์ลงด้วย พร้อมทั้งเลิกอุดหนุนแอลพีจีและเอ็นจีวีด้วย

 

คนหันใช้เบนซิน91ปั๊มจ่อเพิ่มหัวจ่าย

            จากการสอบถามพฤติกรรมของผู้ใช้รถยนต์พบว่า เตรียมจะหันไปเติมน้ำมันเบนซิน 91 แทนโซฮอล์ 91 หรือ 95 จำนวนไม่น้อย "ชัยณรงค์ อัศวินะกุล" พนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งให้ข้อมูลว่า เดิมเติมแก๊สโซฮอล์ 95 แต่เมื่อรัฐบาลลดราคาเบนซินลงมามาก ก็จะหันไปใช้เติมเบนซิน 91 แทน เพราะเชื่อว่าการมีเนื้อน้ำมัน 100% จะประหยัดกว่าการใช้โซฮอล์ที่มีส่วนผสมของเอทานอล ซึ่งมองว่ามีความสิ้นเปลืองและการระเหยมากกว่าน้ำมัน ดังนั้น จึงน่าจะประหยัดกว่า

            ส่วน "ขวัญชนก วุฒิกุล” ผู้จัดรายการ เงินทองต้องรู้ ทางเอฟเอ็ม 90.5 ระบุว่า การลดราคาน้ำมันเบนซินทำให้มีทางเลือกในการเติมน้ำมันมากขึ้น เพราะเดิมเลือกใช้เพียงโซฮอล์ 91 เนื่องจากราคาต่ำกว่าเบนซิน 91 ค่อนข้างมาก แต่เมื่อราคาลดลงมาใกล้เคียงกันมากก็สามารถทดแทนกันได้ จึงมีความสะดวกมากขึ้นในการเลือกใช้บริการ ซึ่งก็ยอมรับว่าทำให้พฤติกรรมในการเติมน้ำมันเปลี่ยนไป โดยเมื่อเจอปั๊มที่ขายเบนซิน 91 คู่กับโซฮอล์ 91 ก็คงเลือกที่จะเติมเบนซิน 91 มากกว่า เนื่องจากรู้สึกว่าอัตราการสิ้นเปลืองน่าจะน้อยลง วิ่งระยะทางได้ไกลกว่าการใช้โซฮอล์ที่มีเอทานอลเป็นส่วนผสม

            สอดคล้องความเห็นของผู้จัดการสถานีบริการน้ำมันที่ระบุว่า ตั้งแต่รัฐบาลลดราคาน้ำมันเบนซินลง ทำให้มีรถมาต่อคิวเติมเบนซิน 91 จำนวนมาก และปั๊มบางแห่งก็มีน้ำมันไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ขายเบนซิน 91 มีเพียง 20% เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นโซฮอล์ และต่างจังหวัดก็ขายเบนซิน 91 ประมาณ 30-40% เนื่องจากรถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่ยังใช้เบนซิน 91 ซึ่งขณะนี้ก็กำลังประเมินความต้องการของผู้ใช้บริการ หากผู้ใช้มีจำนวนมากขึ้น ก็คงต้องเพิ่มหัวจ่ายเบนซิน 91 มากขึ้น และปรับเปลี่ยนถังใต้ดินในการเก็บสำรองน้ำมันด้วย

            "ลูกค้าบางส่วนก็ยังเติมโซฮอล์ 91 แต่ต้องยอมรับว่ายอดขายเบนซิน 91 เพิ่มขึ้นมากพอสมควร ซึ่งต้องรอดูพฤติกรรมกันอีกระยะหนึ่ง เพราะรัฐบาลเองก็บอกว่าเป็นนโยบายที่นำมาใช้เพียงชั่วคราว หากทำการปรับเปลี่ยนอะไรไปก็จะลำบาก" ผู้จัดการปั๊มน้ำมันกล่าว
 โดนใจเกษตรกร-วินมอเตอร์ไซค์

            อย่างไรก็ตาม จากวัตถุประสงค์ของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพให้ประชาชนนั้น ก็ดูเหมือนจะไม่ตรงเป้าหมายมากนัก โดยกลุ่มที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ ก็น่าจะเป็นผู้ใช้น้ำมันดีเซลและจักรยานยนต์รับจ้างที่ใช้น้ำมันเบนซิน 91 แต่สำหรับประชาชนทั่วไป หรือรากหญ้านั้น หากการลดราคาน้ำมันครั้งนี้ไม่สามารถส่งผ่านไปถึงการลดต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ได้ ก็เท่ากับว่าค่าใช้จ่ายประจำวันแทบจะไม่ได้ลดลงเลย เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้ปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง   

            "ธนิต โสรัตน์" รองประธานสภาอุตสาหกรรม ดูแลด้านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ กล่าวว่า การลดราคาดีเซลลง 3 บาท จะลดต้นทุนการขนส่งประมาณ 4% ซึ่งจะไม่ส่งผลต่อการปรับราคาค่าขนส่ง นอกจากจะลดลง10% ขึ้นไปจึงจะมีผลต่อการปรับราคาขึ้นหรือลง ซึ่งผู้รับผลในเชิงบวกจากการลดราคาน้ำมันก็จะเป็นประชาชนในต่างจังหวัด เพราะเครื่องยนต์การเกษตรและรถปิกอัพส่วนใหญ่จะใช้ดีเซล 

            ขณะที่นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารแห่งประเทศไทย "สุจินดา เชิดชัย" ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันจะลดลงมาก แต่ยังไม่สามารถลดค่าโดยสารรถทัวร์ลงได้  เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลที่ลดลงมาอยู่ที่ลิตรละ 26.99 บาท ยังมีราคาสูงกว่าที่สมาคมเคยทำข้อตกลงไว้กับกระทรวงคมนาคม เรื่องการปรับค่าโดยสารตามอัตราที่กรมการขนส่งทางบก กำหนดแบบขั้นบันได อย่างไรก็ตาม ต้องรอการประชุมในวันที่ 2 กันยายนนี้ ว่าจะเป็นอย่างไร

            ด้านวินรถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งหนึ่งกล่าวว่า แม้ราคาน้ำเบนซินจะลดลงมามาก แต่คงไม่ปรับลดราคาค่าโดยสารลง เพราะปัจจุบันค่าใช้จ่ายปรับสูงขึ้นมาก และที่ผ่านมาเมื่อน้ำมันขึ้นราคาก็ไม่ได้ปรับขึ้นค่าโดยสารตาม ทำให้ไม่ได้มีกำไรมากนัก อย่างไรก็ตาม เรื่องราคานั้นก็แล้วแต่วินใดจะกำหนดด้วย อาจมีบางวินที่ลดราคาให้ลูกค้าก็ได้ ซึ่งยอมรับว่าการลดราคาน้ำมันเบนซินครั้งนี้ถือเป็นผลดีต่ออาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างมาก ทำให้ต้นทุนลดลงจากเดิม จากก่อนหน้านี้เมื่อเติมน้ำมัน 100 บาทจะได้ไม่เต็มถัง แต่ตอนนี้ได้เต็มถังรับส่งผู้โดยสารได้ทั้งวัน

 

 คนไม่มีรถบ่นไม่ได้รับประโยชน์

            ส่วนความคิดเห็นของประชาชนนั้น "จินตนา ม่วงกรุง" พนักงานบริษัทแห่งหนึ่งมองว่า สำหรับประชาชนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวแล้ว มองว่าแทบไม่ได้รับประโยชน์จากการลดราคาน้ำมันในครั้งนี้ โดยในส่วนของตนจะได้ประโยชน์แค่การลดค่าโดยสารจากเรือคลองแสนแสบไปประมาณ 2 บาท แต่ยังจ่ายค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างเท่าเดิม แม้ราคาเบนซิน 91 จะลดลงมามาก ส่วนเพื่อนๆ ที่ใช้บริการรถตู้ในการเดินทางก็ไม่ได้รับประโยชน์เช่นกัน เพราะใช้แก๊สเอ็นจีวี จึงไม่มีการลดราคา ดังนั้น ค่าใช้จ่ายของคนระดับรากหญ้าก็คงไม่ได้ลดลงมากนัก

            "ค่าอาหารสำเร็จรูป ค่าสินค้าอื่นๆ ปรับขึ้นมามาก หากลดราคาน้ำมันแล้ว ไม่ได้ทำให้ราคาสินค้าเหล่านั้นลดลง ก็คงไม่เป็นประโยชน์กับคนจน เพราะภาระค่าใช้จ่ายหลักไม่ใช่ค่าเดินทาง ยิ่งเดี๋ยวนี้มีรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ช่วยได้เยอะ แต่สิ่งที่แพงขึ้นแค่ค่าอาหารการกิน เช่น ไข่ หมู ยิ่งอาหารสำเร็จรูปขึ้นไปแล้วไม่มีลดลง"
 
            สอดคล้องกับความเห็นของแม่บ้านรายหนึ่งที่มองว่า หากราคาน้ำมันที่ลดลง ไม่สามารถทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงได้ แม่บ้านอย่างตนก็ไม่ได้รับประโยชน์ เพราะมีค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางไม่มาก โดยหลักๆ ก็จะนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างออกไปซื้อของหน้าหมู่บ้าน แต่เท่าที่สอบถามค่าโดยสารก็ไม่ได้ลดลงตามราคาน้ำมัน แต่สินค้าประเภทอาหาร ทั้งเนื้อหมู ไข่ไก่ และผัก มีราคาแพงขึ้นมาก จึงอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องปากท้องมากกว่า