ข่าว

'บางระกำโมเดล'แก้ขัดจัดการน้ำท่วม

'บางระกำโมเดล'แก้ขัดจัดการน้ำท่วม

29 ส.ค. 2554

'บางระกำโมเดล'แก้ขัด...จัดการน้ำท่วม : โต๊ะรายงานพิเศษ

            ความแปรปรวนของสภาพอากาศขณะนี้ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมหนักในหลายจังหวัดของประเทศไทย นับเป็นภัยธรรมชาติร้ายแรงที่กำลังคุกคามคนไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือน้ำยังคงท่วมหนักเป็นเวลาติดต่อกันนานกว่า 3 เดือนแล้ว แต่ทว่าปริมาณน้ำที่มีจำนวนมหาศาลกว่าพันล้านลูกบาศก์เมตร คาดว่าปลายเดือนตุลาคมจึงจะระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบภัยพิบัติได้ทั้งหมด

             ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผอ.ส่วนอุทกวิทยา กรมชลประทาน ยอมรับว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป กำลังเป็นภัยพิบัติที่คุกคามคนไทยที่น่ากลัว เห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมาเพียง 1-2 เดือน เกิดภัยพิบัติร้ายแรงในหลายจังหวัดของประเทศไทย โดยเฉพาะน้ำท่วมในภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคอีสาน และกำลังเคลื่อนตัวลงสู่ภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันตอนบน ใน จ.ภูเก็ต และพังงา

             ดร.ทองเปลวบอกว่า ช่วงที่ผ่านมาภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน มีพายุโซนร้อน "ไหหม่า" พัดถล่มทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงแม่น้ำยม 870 ล้านลูกบาศก์เมตร แม่น้ำน่าน 3,200 ล้านลูกบาศก์เมตร ถัดมาในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม น้ำในพื้นที่ภาคเหนือยังไม่ทันระบายได้หมด ก็มีพายุโซนร้อนนกเตนพัดถล่มซ้ำอีก มีน้ำลงแม่น้ำยมเพิ่มขึ้นอีก 900 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่แม่น้ำน่านเพิ่มขึ้นอีก 1,100 ลูกบาศก์เมตร และเมื่อช่วงวันที่ 18-20 สิงหาคม มีร่องความกดอากาศต่ำพัดผ่านส่งผลให้ฝนตกหนักอีก ทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีก ในแม่น้ำยม 300 ล้านลูกบาศก์เมตร และในแม่น้ำน่าน 590 ลูกบาศก์เมตร

             เมื่อรวมปริมาณน้ำจากทั้ง 3 เหตุการณ์ ปรากฏว่า ทำให้มีมวลน้ำแช่ขังอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือจำนวนมหาศาล โดยในแม่น้ำยม 2,070 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ในแม่น้ำน่าน 4,890 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยของประเทศไทยในแต่ละปีจะมีอยู่เพียง 4,000 กว่าล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2538 จากอิทธิพลพายุโซนร้อนโลอิสพัดผ่านพื้นที่ ทำให้มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 3,525 ล้านลูกบาศก์เมตร

             "ประชาชนในหลายจังหวัดของภาคเหนือยังต้องทนรับสภาพกับปัญหาน้ำท่วมไปอย่างน้อยอีก 2 เดือน คาดว่าประมาณปลายเดือนตุลาคม กรมชลประทานจึงจะสามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้หมด เนื่องจากมวลน้ำมีมากหลายพันล้านลูกบาศก์เมตรเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้การผันน้ำไปลงแม่น้ำสาขาต่างๆ ทำได้ยากเพราะปริมาณน้ำเต็มความจุของลำน้ำต่างๆ แล้วจึงทำให้กระแสน้ำไหลเอื่อยต้องใช้เวลานานจึงจะระบายออกได้" ดร.ทองเปลวอธิบาย

             ดร.ทองเปลวขยายความว่า พื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ไม่เพียงพอต่อการพักน้ำ ซึ่งมีการเสนอให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ถูกต่อต้านจึงไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ แต่กรมชลประทานมีแผนจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคลอดแผน "บางระกำโมเดล" เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นระบบให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือน

             ขณะที่ภาคอีสาน ระยะหลังเกิดอุทกภัยบ่อยครั้ง ไม่มีตำแหน่งที่จะสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อเก็บกักน้ำเพิ่มเติมได้แล้ว ทำได้แค่เพียงขุดขยายลอกแม่น้ำตื่นเขิน และสร้างแนวป้องกันน้ำล้นตลิ่ง หรืออาจมีการสร้างสถานที่เก็บกักน้ำขนาดเล็กเพิ่มเติม ส่วนภาคใต้สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเพราะระบบขนส่ง เช่นถนน และเส้นทางรถไฟ ขวางทางน้ำ ซึ่งได้ประสานกับกรมทางหลวงและกรมโยธาธิการ ให้ดำเนินการแก้ไข โดยการสร้างท่อหรืออาคารระบายน้ำในจุดที่มีทางน้ำไหลผ่านแล้วเชื่อว่าปัญหาน่าจะทุเลา

             "ในอนาคตคาดว่าไทยจะต้องประสบปัญหาฝนตกหนัก และปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้นจากระดับปกติมาก ซึ่งกรมชลกำลังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำเขื่อนทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะเพิ่มเพดานการกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุดเพื่อลดปริมาณน้ำที่จะเข้าท่วมบ้านเรือนของประชาชน" ดร.ทองเปลวกล่าว

             ขณะที่ นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ และให้ยกระดับปัญหาอุทกภัยเป็นภัยพิบัติของชาติ เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด เพราะขณะนี้ธรรมชาติกำลังเอาคืนหากไม่เร่งหามาตรการรับมือคนไทยจะได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติธรรมชาติอย่างแสนสาหัส

             เช่นเดียวกับ รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศน์เชิงพื้นที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาจริงเอาจังกับการเตรียมการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่กำลังทวีความรุนแรงทุกขณะ และเรียกร้องให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยให้สังเกตธรรมชาติรอบตัวหากมีฝนตกหนักต่อเนื่องติดต่อกันนานหลายชั่วโมงให้เก็บข้าวของขึ้นที่สูงและอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยทันที และให้กักตุนอาหารไว้ให้เพียงพอเพื่อความไม่ประมาท