ข่าว

มีเซนส์ด้านความมั่นคงกันหน่อยอย่าปั่นประเด็นอ่อนไหวศาสนา

มีเซนส์ด้านความมั่นคงกันหน่อยอย่าปั่นประเด็นอ่อนไหวศาสนา

29 ส.ค. 2554

มีเซนส์ด้านความมั่นคงกันหน่อยอย่าปั่นประเด็นอ่อนไหวศาสนา : มองมุมยุทธศาสตร์ โดย เรือรบ เมืองมั่น www.ruarob.blogspot.com

           ต้องกระตุกกันไว้สำหรับการมองแคบแค่เอาชนะฝ่ายตรงข้ามด้วยโวหารกลางที่สาธารณะ โดยไม่สนใจว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบลุกลามอะไรบ้าง นักการเมืองควรตระหนักถึงมิติความมั่นคงของชาติไว้ในทุกเรื่องที่กล่าวออกจากปาก ไม่ใช่ความมั่นคงของพรรค

            ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่เพิ่งผ่านไปคงจะทำให้ผู้ที่หวังอย่างริบหรี่ว่าพรรคเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์จะปรองดองกันได้นั้นคงเลิกหวังไปเลย ชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยคงต้องกลุ้มใจกันต่อไปว่าสังคมหรือเศรษฐกิจมันจะดีขึ้นได้จริงหรือในเมื่อผู้แทนเขาแค้นกันไม่เลิก ยังก้าวไม่พ้นกับการตามล้างทักษิณและพวกพ้องไม่หยุด เรื่องความจงเกลียดจงชังของนักการเมืองนั้นห้ามไม่ได้หรอกครับ เพราะเบื้องหลังของพวกเขามีเดิมพันสูง แต่เดิมพันที่เอาความมั่นคงของชาติเข้าไปเสี่ยงด้วยอย่างการรื้อฟื้นกรณีบาดใจอย่างเช่น กรือเซะ ตากใบ หรือแม้แต่ ผ้าคลุมผมมุสลิม มาเล่นนี่เป็นเรื่องเปราะบางเกินไป

            แม้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำถูกต้องในการเด็ดชีวิตผู้ก่อการร้ายที่กรือเซะ แต่การที่มัสยิดเสียหายบางส่วนนั้นเป็นประเด็นขัดใจชาวมุสลิม ส่วนกรณีตากใบยิ่งไปกันใหญ่ เพราะมีคนตายร่วมร้อยภายใต้การควบคุมของรัฐ สองเรื่องนี้มีการเยียวยาและตามหาความยุติธรรมอยู่แล้ว ซึ่งก็มีผู้เกี่ยวข้องด้านสิทธิมนุษยชนดำเนินการอยู่ แต่นักการเมืองไม่ควรเอาประเด็นนี้มายกชูเพื่อกระทืบฝ่ายตรงข้ามคนนั้นคนนี้ผิด เพราะคนที่โกรธแค้นจากเหตุการณ์อาจไม่เพียงเคียดแค้นคนคนเดียว อาจลามความรู้สึกไม่ดีไปยังทั้งองค์กร ทั้งผู้นับถือศาสนาต่างๆ สำหรับคนจำนวนหนึ่งแล้ว เรื่องอื่นๆ อาจยอมกันได้ แต่ถ้าเรื่องศาสนาจะไม่มีวันยอมกัน ไม่มีใครประเมินได้ว่าซีดีตากใบที่มีคนปั๊มแจกเมื่อปี 2548 นั้นจะฝังชิพความเกลียดชังรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ และคนไทยพุทธมากเท่าไร แต่ฝ่ายความมั่นคงทราบดีว่าการตอกย้ำเรื่องเหล่านี้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ความรุนแรงชายแดนใต้ไม่ลดลง การสร้างความเข้าใจอันดีต่อกันของทางการต่อคนในพื้นที่ก็ยากขึ้น และกลายเป็นประเด็นที่พูโลโพ้นทะเลแสวงประโยชน์มิได้หยุด

            ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ส่งเสริมความสันติระหว่างศาสนาเลย เช่น เมื่อปี 2552 มีคนลากความขัดแย้งระหว่างรัฐกับคนเสื้อแดง ไปเอี่ยวกับรูกระสุนปริศนาที่มัสยิดเพชรบุรีซอย 5 ยังดีที่ความต้องการให้ชาวมุสลิมลุกฮือเล่นงานฝ่ายที่ตนไม่ชอบนั้นไม่บรรลุผล ส่วนเรื่องผ้าคลุมผมมุสลิมของนายกรัฐมนตรีที่มิใช่ชาวมุสลิมใส่นั้นก็มีความพยายามตีความเชิงแคบเล่นงานกัน โดยไม่มองไกลไปเลยว่าคนที่เชื่อเขาจะหลงไปเกลียดชังคนอื่นด้วยประเด็นละเมิดศาสนา ส่วนคนต่างศาสนาที่ไม่เห็นด้วยกับเขาก็จะยิ่งเข้าใจศาสนานี้ผิดไป ขันติธรรมระหว่างกลุ่มชนจะถูกท้าทายด้วยโมหะที่สั่งสมในใจคนทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

            เพราะฉะนั้นหยุดเอาประเด็นอ่อนไหวที่อาจสร้างความขัดแย้งระหว่างศาสนามาเล่นการเมืองเถอะครับ ถ้าไม่อยากให้สังคมไทยเป็นอย่างสังคมอิสราเอล-ปาเลสไตน์