รถร่วมขสมก.เรือด่วนยันไม่ลดค่าโดยสาร
แม้ดีเซลลิตรละ 26.99 บ.ตามมาตรการยกเว้นเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แต่ในส่วนของภาคขนส่งเกือบทั้งหมด ยังยืนยันว่าจะไม่ลดราคาลงค่าโดยสาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค.54 นายวิทยา เปรมจิตร์ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมบริการเอกชน กล่าวว่า ผู้ประกอบการรถร่วมขสมก.ได้หารือร่วมกับขสมก.เกี่ยวกับอัตราค่าโดยสารหลังจากรัฐบาลปรับลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือลิตรละ 26.99 บาท
โดยผู้ประกอบการรถร่วมเอกชนเห็นว่า จะชะลอการปรับลดอัตราค่าโดยสารออกไปก่อน เพราะที่ผ่านมาช่วงที่ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 29.99 บาท ไม่ได้ปรับขึ้นค่าโดยสารแต่อย่างใด ขณะที่อัตราค่าโดยสารที่จัดเก็บในปัจจุบันคิดบนฐานราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 27 บาท
"จากการที่ค่าโดยสารคิดบนฐานราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 27 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 26.99 บาท ทำให้ผู้ประกอบการรถร่วมขสมก.ยังไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายการลดราคาน้ำมันของรัฐบาล ประกอบกับที่ผ่านมา แม้ว่าราคาน้ำมันดีเซลจะปรับขึ้น แต่ค่าโดยสารไม่ได้ขึ้นตามราคาน้ำมัน คงใช้อัตราที่เก็บในปัจจุบันเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว รวมทั้งผู้ประกอบการรถร่วมเอกชน ยังมีภาระจากการผ่อนชำระเงินลงทุนในการซื้อรถโดยสารใหม่ใช้เอ็นจีวี และการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใช้เอ็นจีวี ตลอดจนมีรถเถื่อนเข้ามาแข่งขันในระบบเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องขอความเห็นใจจากประชาชนว่าคงไม่สามารถลดค่าโดยสารได้ในขณะนี้" นายวิทยา กล่าว
ทั้งนี้ ต้นทุนของผู้ประกอบการยังเพิ่มขึ้นจากค่ายางและอะไหล่รถยนต์ ซึ่งปรับเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา และในอนาคตหากรัฐบาลดำเนินนโยบายค่าแรงวันละ 300 บาท ก็จะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้นอีก โดยเฉพาะต้นทุนเงินเดือนในส่วนของสำนักงาน เช่น พนักงานธุรกิจ พนักงานบัญชี ส่วนเงินเดือนของพนักงานขับรถโดยสาร และพนักงานเก็บค่าโดยสาร ไม่ปรับเพิ่มขึ้นเพราะรายได้สูงกว่าวันละ 300 บาทอยู่แล้ว
เจ๊เกียวลั่นไม่ลดราคาไม่ผิด
ด้านนางสุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากตารางเปรียบเทียบราคาน้ำมัน และค่าโดยสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พบว่าค่าโดยสารที่จัดเก็บอยู่คิดบนฐานราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 24.71 บาท ดังนั้นการที่รัฐบาลลดราคาน้ำมันลิตรละ 3 บาท อยู่ที่ 26.99 บาท ยังถือว่าสูงกว่าราคาที่ใช้คิดค่าโดยสารในปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการรถร่วมบริการ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ไม่ต้องปรับลดค่าโดยสารก็ได้ ซึ่งผู้ประกอบการจะหารือร่วมกันเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในวันที่ 2 ก.ย.54
"หากผู้ประกอบการไม่ลดค่าโดยสารก็ไม่ผิด เพราะค่าโดยสารที่จัดเก็บอยู่ต่ำอยู่แล้ว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังต้องแบกรับภาระขาดทุนอยู่ ส่วนกรณีที่บขส.จะปรับลดค่าโดยสารนั้น เชื่อว่าบขส.สามารถดำเนินการได้โดยไม่ขาดทุน เพราะต้นทุนของบขส.ต่ำกว่าเอกชน เนื่องจากไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน และค่าจอดรถ ซึ่งเอกชนต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ โดยจ่ายให้กับบขส." นางสุจินดา กล่าว
เรือด่วนเจ้าพระยาก็ไม่ลด
ด้านนายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า นอกจากผู้ประกอบการเรือคลองแสนแสบที่ปรับลดค่าโดยสารแล้ว ยังมีผู้ประกอบการเรือข้ามฟาก ปรับลดค่าโดยสารด้วย โดยปรับลดในอัตราเที่ยวละ 0.50 บาท ใน 3 ท่า คือ ท่าสี่พระยา-คลองสาน ท่าตากสิน-สาทร เหลืออัตราค่าโดยสารเที่ยวละ 3 บาท และท่าพระสุมทรเจดีย์-วิบูลย์ศรี เหลืออัตราค่าโดยสารเที่ยวละ 3.50 บาท ส่วนท่าเรือข้ามฟากอื่นๆ ที่ผ่านมายังไม่ได้ปรับขึ้นราคา จึงไม่ต้องปรับราคาลง
ด้าน น.ท.ปริญญา รักวาทิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้เรือด่วนเจ้าพระยา ยังไม่ปรับลดค่าโดยสารเพราะต้องการหารือกับกรมเจ้าท่า โดยเห็นว่าก่อนหน้านี้ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นเป็นลิตรละ 29.99 บาท ผู้ประกอบการไม่ได้ปรับขึ้นค่าโดยสาร และไม่ได้ปรับขึ้นค่าโดยสารมานานถึง 16 เดือน ตั้งแต่ปี 2553 และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้รับอนุมัติให้ปรับขึ้นค่าโดยสารในวันที่ 1 ส.ค.54 ซึ่งบริษัทมีรายได้เพียงพอในการชดเชยผลการขาดทุนที่ผ่านมา
สหพันธ์ขนส่งอ้างต้นทุนอะไหล่แพง
นายทองอยู่ คงขันธ์ ที่ปรึกษาสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออก กล่าวว่า การลดราคาน้ำมันดีเซลของภาครัฐ ไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการมีกำไร เนื่องจากที่ผ่านมา ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบกรับภาระต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากลิตรละ 26 บาท โดยไม่ปรับขึ้นค่าขนส่ง อย่างไรก็ตาม จากการหารืออย่างไม่เป็นทางการของสหพันธ์เห็นว่าผู้ประกอบการขนส่งรายใดที่ทำสัญญาขนส่งไว้ และคิดค่าขนส่งจากฐานราคาน้ำมันที่ลิตรละ 30 บาท จะปรับลดค่าขนส่งลงทันที คาดว่าจะปรับลดค่าขนส่งได้ประมาณ 3% ของต้นทุนราคาน้ำมัน
ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่ได้ทำสัญญาขนส่งไว้จะพิจารณาตามความเหมาะสม ซึ่งอาจจะปรับลดลงเล็กน้อย เพราะต้นทุนอื่นๆ เพิ่มขึ้นหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์ปรับราคาขึ้นประมาณ 35% แบตเตอรี่ปรับขึ้นประมาณ 20% และอะไหล่รถยนต์ ปรับขึ้นประมาณ 32-37%
"มาตรการลดราคาน้ำมันโดนใจผู้ประกอบการขนส่ง เพราะช่วยให้การขาดทุนลดลง แต่คงไม่สามารถทำให้ผู้ประกอบการปรับลดค่าขนส่งได้มาก เพราะยังคงขาดทุนอยู่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อภาคขนส่งลดราคาลง ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคต้องปรับลดราคาสินค้าลงด้วย เพราะที่ผ่านมาค่าขนส่งยังไม่ได้ปรับขึ้น ผู้ผลิตสินค้าก็อ้างว่าต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นทำให้ต้องขึ้นราคา ดังนั้นเมื่อภาคขนส่งลดราคาลงก็น่าจะต้องลดราคาสินค้าด้วย แม้ว่าจะลดลงไม่มากแค่ 0.25-0.50 บาท ก็ยังดี" นายทองอยู่ กล่าว
นายขวัญชัย ติยะวานิช นายกสมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า การปรับลดราคาน้ำเชื้อเพลิงประเภทดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนหลักเฉลี่ยร้อยละ 40 ในกิจการขนส่ง ซึ่งในส่วนของสมาคมมีผู้ประกอบกว่า 600 ราย มีรถบรรทุกกว่า 1 หมื่นคัน โดยจะต้องปรับลดราคาค่าขนส่งเฉลี่ยร้อยละ 8-10 มีผลใช้บังคับในวันที่ 29 ส.ค.54
อย่างไรก็ตาม นายขวัญชัย กล่าวว่า ในช่วงที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ทางผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนส่วนต่างของราคาน้ำมัน เพราะเป็นข้อตกลงกับผู้ว่าจ้างที่คิดค่าขนส่งในสัญญาลักษณะเช่าเหมา นอกจากนี้แม้ราคาน้ำมันจะลดลงมา แต่อุปกรณ์สิ้นเปลืองของรถที่จะต้องเปลี่ยนใหม่ตามอายุการใช้งาน เช่น ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ และน้ำมันเครื่อง ได้ปรับราคาสูงขึ้นสวนทางกัน จึงขอฝากไปยังรัฐบาลไปดูแลด้วย
"ทางสมาคมต้องการให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาดโลก เพื่อให้ทุกคนร่วมกันประหยัดเชื้อเพลิงจะดีกว่า หากยังบิดเบือนต่อไปเมื่อสบู่แตก ผู้ประกอบการขนส่งจะต้องรับปัญหาตามมาอย่างแน่นอน" นายขวัญชัย กล่าว
ส.อ.ท.จี้ลดค่าขนส่ง
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ราคาดีเซลปรับลดลงครั้งนี้จะทำให้ต้นทุนของผู้ขนส่งสินค้าลดลงประมาณ 5% บริษัทขนส่งสินค้าควรจะลดค่าขนส่งให้กับผู้ผลิตสินค้าและเป็นไปได้ที่จะลดค่าขนส่งสินค้า ส่วนเรื่องราคาสินค้านั้น รัฐบาลควรปล่อยให้ราคาสินค้ากับอุปสงค์และอุปทานมากกว่าที่จะตรึงราคาสินค้าไว้ตลอด เพราะจะทำให้กลไกตลาดบิดเบือนและผู้ผลิตอาจลดการผลิตสินค้าลง และสินค้าใดที่ควรปล่อยให้ราคาขึ้นก็ควรปรับขึ้น โดยให้พิจารณาจากต้นทุนการผลิตเป็นหลักเพื่อไม่ให้ใครได้รับผลกระทบ และถ้าเกิดความผิดปกติในตลาดหรือราคามีความผันผวนมากก็ให้รัฐเข้ามาดูแลตามกลไกที่มี เช่น การกักตุนสินค้า การค้ากำไรเกินควร
"ส.อ.ท.เห็นว่าผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคมควรช่วยเหลือกัน โดยถ้าสินค้ารายใดมีต้นทุนปรับขึ้นจริงก็ควรให้ปรับราคา ส่วนสินค้าประเภทใดที่ต้นทุนการผลิตลดลงก็ควรลดราคาสินค้าลง ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการขอให้กระทรวงพาณิชย์ปรับราคาขึ้น แต่มีหลายรายการที่อยู่ในบัญชีจับตามองจึงยังไม่มีการปรับ แต่ก็ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดร้องเรียนมาว่ารับภาระไม่ไหว" นายพยุงศักดิ์ กล่าว
ปตท.ยังเดินหน้าขายแก๊สโซฮอล์
นายจักรกฤษ จารุจินดา ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วันที่ 27 ส.ค.54 ปตท.มียอดขายน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 5 ล้านลิตรต่อวัน จากที่ปกติขายอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 2.2 ล้านลิตรต่อวัน ในทางตรงกันข้ามยอดขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์มีปริมาณน้อยลงกว่า 70 % ซึ่งคงต้องรอดูสถานการณ์ในวันจันทร์อีกครั้ง เนื่องจากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากความรู้สึกของประชาชนที่เห็นว่าน้ำมันราคาถูกจึงอยากจะเติมน้ำมันที่มีการลดราคาลงมาเป็นจำนวนมาก คาดว่ายอดขายในวันอื่นๆ จะไม่สูงมากในระดับนี้
"ปตท.จะยังคงขายแก๊สโซฮอล์ในสถานีบริการต่างๆ ต่อไป เพราะเชื่อว่าผู้ใช้รถส่วนหนึ่งยังคงมีความต้องการใช้แก๊สโซฮอล์ต่อไป" นายจักรกฤษ กล่าว
สรรพสามิตป้องแก๊สโซฮอล์
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้กรมสรรพสามิตจะหารือกับกระทรวงพลังงานถึงแนวทางการดูแลราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินให้มีส่วนต่างกับราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ให้อยู่ระดับ 20-30% จากกปัจจุบันที่มีส่วนต่างราคาขายปลีกน้อยมากเพียง 25-30 สตางค์ โดยจะเสนอปรับเพิ่มภาษีน้ำมันเบนซินอีกลิตรละ 3 บาท จากปัจจุบันที่เก็บอยู่ในอัตราลิตรละ 7 บาท ซึ่งจะเต็มเพดานที่กฎหมายกำหนดให้เก็บที่ลิตรละ 10 บาท ขณะเดียวกันจะปรับลดภาษีแก๊สโซฮอล์ลงลิตรละ 1.50 บาท จากปัจจุบันที่จัดเก็บลิตรละ 6.30 บาท หลังจากนั้นจะเสนอรัฐบาลเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
"การยกเว้นเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินปรับลดลงมาห่างจากราคาแก๊สโซฮอล์เพียง 25 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น ถือเป็นการบิดเบือนราคาและกลไกตลาด เพราะการงดการนำส่งเงินเข้ากองทุนลิตรละ 7 บาท หากรวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มจะคิดเป็นลิตรละ 8 บาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนมากและน่าเป็นห่วง" นายพงศ์ภาณุ กล่าวและว่า
นายพงศ์ภาณุ กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณการใช้น้ำมันว่ามีความบิดเบือน เพื่อให้แก้ปัญหาได้ทันท่วงที จึงขอเข้าไปนั่งประชุมร่วมใน กบง.ด้วย โดยภายใน 2-3 เดือน ก็น่าจะมีความชัดเจนว่าการใช้น้ำมันในประเทศมีความบิดเบือนมากน้อยแค่ไหน
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ในการหารือกับกระทรวงพลังงาน จะยึดหลัก 4 แนวทางคือ 1.การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ที่รายได้จากการเก็บภาษีน้ำมันสูงถึง 70% ของรายได้รวม 2.น้ำมันเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้า หากสนับสนุนให้มีการใช้มากขึ้น ก็จะกระทบต่อดุลการค้าและดุลชำระเงิน เพราะการยกเว้นภาษีน้ำมันดีเซลในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 30% 3.การใช้น้ำมันปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องใช้งบในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอีก และ 4.รายได้รัฐที่ลดลงจะกระทบต่องบลงทุนโครงสร้างสาธารณูปโภคด้วย
นอกจากนี้ วันที่ 29 ส.ค.54 กรมสรรพสามิตจะเรียกประชุมผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกให้กับผู้ผลิตเอทานอลรายย่อย ในฐานะที่เป็นผู้ให้ใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ เพื่อหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วนจากกรณีที่มีเอทานอลส่วนเกินจากความต้องการในประเทศ ให้สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้มากขึ้น ขณะเดียวกันต้องหามาตรการป้องกัน ไม่ให้มีการนำเอทานอลส่วนเกินไปผลิตแอลกอฮอล์เพิ่มเติม
ยืดเวลางดเก็บภาษีดีเซล
นายพงษ์ภาณุ กล่าวอีกว่า ในสัปดาห์นี้จะเสนอรัฐบาลเพื่อออกประกาศกระทรวง ต่ออายุมาตรการการยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลออกไปอีก 1 เดือน จากที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ เพื่อติดตามภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกก่อน โดยมองว่ายังไม่ถึงเวลาปรับเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซลกลับมาที่ระดับ 5.30 บาทต่อลิตร และต้องการให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แม้ว่าการเว้นภาษีน้ำมันดีเซลออกไป 1 เดือนจะทำให้รายได้สรรพสามิตหายไปประมาณ 9,000 ล้านบาทก็ตาม อย่างไรก็ตาม หลังจากขยายเวลาออกไปแล้วก็จะมีการติดตามสถานการณ์เดือนต่อเดือน ในการจะปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล
ทั้งนี้ จากประมาณการรายได้ของกรมสรรพสามิตในปี 2555 อยู่ที่ 4.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่อยู่ 4.25 แสนล้านบาท หากยืดเวลาการยกเว้นภาษีน้ำมันดีเซลออกไปตลอดปีงบประมาณ 2555 จะทำให้สูญเสียรายได้รวมประมาณ 1 แสนล้านบาท เพราะการประมาณการรายได้อยู่บนพื้นฐานการปรับภาษีน้ำมันดีเซลกลับมาที่ระดับ 5.30 บาทต่อลิตรเหมือนเดิม ซึ่งกรมสรรพสามิตจะหารือกับกรมสรรพากรด้วยว่า จะจัดเก็บรายได้ในปี 2555 เท่าไหร่ ขณะที่การขาดดุลงบประมาณสูงสุดจะทำเท่าไหร่ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการพิจารณาแนวทางการปรับเพิ่มภาษีน้ำมัน



