
ชีวิตคนขับรถเมล์
รถซิ่ง รถวิ่งเร็ว แรง แล้วไม่ยอมจอดตามป้าย วิ่งแข่งเพื่อทำเวลา ทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง จนมีหลายคนคนตั้งฉายาให้รถเมล์บางสาย หรือโดยเฉพาะรถร่วม กลายเป็นรถซิ่งนรก
ทีมงานคุณภาพชีวิตได้คุยกับคนขับรถเมล์ ที่บอกว่า แม้จะมีอาชีพอื่นอีกมากมายให้เลือกทำ แต่ก็ขอเป็นคนขับรถเมล์ และภาคภูมิใจกับอาชีพนี้ แม้จะมีหลายคนให้ฉายาต่างๆ นานากับคนขับรถเมล์ แต่เขาก็ยังเลือกจะยึดอาชีพคนขับรถเมล์เหมือนที่กำลังเป็นอยู่
ไกรศร กรรมารางกูร อายุ 28 ปี พนักงานขับรถเมล์สาย ปอ.132 วิ่งระหว่าง การเคหะบางพลี-พระโขนง เล่าว่า ทำอาชีพขับรถเมล์มา 6 ปี โดยเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารรถเมล์สาย 133 ประมาณ 2 ปี ตอนแรกยอมรับว่า ไม่ชอบอาชีพเกี่ยวกับรถเมล์เลย เนื่องจากที่บ้านก็มีรถเมล์อยู่ 1 คัน คือ รถเมล์สาย 133 ตอนเด็กเห็นพ่อแม่ทำอาชีพเกี่ยวกับรถเมล์ ต้องทนลำบากทำงานเพื่อนำเงินมาเลี้ยงคนในครอบครัว จึงพยายามเลี่ยงมาโดยตลอด และคิดว่า ต้องเรียนให้จบสูงๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องทำงานหนักเช่นพ่อกับแม่
แต่เนื่องจากเหตุผลทางการเงินของครอบครัว ทำให้เรียนจบเพียงชั้น ปวช. จากสถาบันช่างกลเอกชนแห่งหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาชีวิตเริ่มหักเหเข้าสู่วงจรอาชีพรถเมล์อย่างเต็มตัว ปัจจุบันกลับรู้สึกภูมิใจในอาชีพคนขับรถเมล์ เพราะ อาชีพนี้ทำให้ตนและครอบครัวลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง
ไกรศรกล่าวต่อว่า สาเหตุที่ไม่ไปหางานอย่างอื่นทำ เพราะคิดว่า อาชีพขับรถเมล์ ถึงแม้จะเหนื่อย แต่ก็มีรายได้ดี แต่ละวันจะได้รับค่าเบี้ยเลี้ยง 100 บาท, ค่าเพิ่มแก๊ส 100 บาท และเปอร์เซ็นต์จากการจำหน่ายตั๋วอีก 10% เฉลี่ยแล้วได้รับค่าแรงตกวันละประมาณ 600-700 บาท แต่กว่าจะมีรายได้งามเช่นนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะนั่งขับแบบสบายๆ เพราะวันหนึ่งต้องขับวันละ 4 รอบ รอบละ 3 ชั่วโมง รวมแล้วต้องทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน แต่บางครั้งก็เหนื่อยใจ เพราะเป็นรถสาธารณะ ใครจะขึ้นก็ได้ บางครั้งผู้โดยสารต้องการจะลงนอกป้าย หรือสถานที่ห้ามจอด เมื่อไม่ทำตาม เพราะฝ่าฝืนกฎจราจร ก็ทำให้ผู้โดยสารไม่พอใจและเดินมาต่อว่า
จากประสบการณ์ที่ขับรถเมล์มา 6 ปี เรื่องที่ผู้โดยสารมีปัญหากับพนักงานขับรถมากที่สุดก็คือ ขับรถเร็ว และขับช้าเกินไป อยากให้ผู้โดยสารเข้าใจด้วยว่า รถเมล์บางสายมีกฎห้ามแซงกัน เมื่อรถเมล์คันหน้าวิ่งช้า คันหลังที่ตามมาทันก็แซงไม่ได้ ก็ต้องวิ่งตามกันไป ผู้โดยสารก็บ่นว่าขับช้า แต่พอคันไหนขับรถเร็ว ก็โดนต่อว่าอีก ทุกวันนี้พยายามบริการให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจากการสอบถามผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ชอบรถเมล์ที่วิ่งช้า หรือจอดแช่ป้ายนานเกินไป และก็มีผู้โดยสารส่วนหนึ่งบอกว่า ขับเร็วได้ แต่ห้ามขับหวาดเสียว
"ภูมิใจที่ทำได้อาชีพนี้ เพราะทำให้ใช้ชีวิตแบบระมัดระวังมากขึ้น และต้องหมั่นคิดถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารบนรถเป็นหลัก หมายความว่า ถ้าในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เกิดพลาดพลั้งผลเสียจะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่คนขับ แต่ยังหมายถึงความสูญเสียของลูกเมีย และครอบครัวของผู้โดยสารบนรถ ที่ได้ฝากชีวิตไว้กับคนขับด้วย" ไกรศรกล่าวทิ้งท้าย
++++++++
ศิราพร กรรมารางกูร อายุ 25 ปี ภรรยาของไกรศร และเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารรถเมล์สายเดียวกัน เล่าถึงประสบการณ์บนรถเมล์ว่า "มีอยู่วันหนึ่งมีคนเมาสุราขึ้นมาบนรถเมล์ บอกให้นั่งก็ไม่ยอมนั่ง ยืนเซไปเซมา ทำให้ผู้โดยสารคนอื่นกลัวจะตกรถ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จนท้ายที่สุดก็ต้องปล่อยเลยตามเลย ถ้าเจอคนประเภทนี้บ่อยๆ ก็เสียสุขภาพจิตเหมือนกัน แต่ถ้าไม่รับขึ้นรถก็จะถูกผู้โดยสารคนอื่นๆ ต่อว่า พอรับขึ้นรถแล้วก็เมา และบางคนดื้อ เดินไปป่วนผู้โดยสารคนอื่น บางครั้งเจอคนบ้านี่ก็ยิ่งหนัก พูดไม่รู้เรื่อง จะไปลงที่ไหนก็ไม่รู้ ผู้โดยสารก็ไม่อยากเข้าใกล้ กลัวจะเกิดอันตราย" ศิราพร เล่าอย่างอารมณ์ขัน
บางครั้งตัวผู้โดยสารก็ต้องดูแลตนเองด้วย ถ้ารอบไหนคนขึ้นจนเต็มรถ จะให้กระเป๋ารถเมล์ดูแลผู้โดยสารทุกคนตลอดทางก็คงไม่ทั่วถึงแน่ เช่น การพูดคุยโทรศัพท์ขณะที่ขึ้นลงรถเมล์ควรหลีกเลี่ยง เพราะถ้าเกิดพลาดครั้งเดียวอาจถึงตายได้



