
แฉเพิ่ม20รีสอร์ทรุกป่าภูหลวง
ผอ.สน.ป่าไม้ 8 โคราช แฉรีสอร์ทรุกป่าสงวนแห่งชาติเขาภูหลวง เพิ่มอีก 20 แห่ง สั่งสำรวจพิกัดรายงานกรมป่าไม้เตรียมดำเนินการรื้อถอนแล้ว ขณะที่ป้ายประกาศแจ้งการดำเนินคดี 22 รีสอร์ทรุกป่าชุดแรก ถูกทำลายแล้วทั้งหมด สั่งแจ้งความดำเนินคดีฐานทำลายทรัพย์สินของทางราชก
28ส.ค.54 ความคืบหน้าการเตรียมดำเนินการให้รีสอร์ทบ้านพัก 22 แห่ง ที่ทางกรมป่าไม้เชื่อว่าบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา จำนวนกว่า 700 ไร่ โดยแจ้งความดำเนินคดีข้อหาบุกรุก พร้อมเตรียมสั่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายออกจากพื้นที่นั้น
นายสุเทพ ปวเรศวิทยาฬาร ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 นครราชสีมา กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าติดป้ายประกาศแจ้งความดำเนินคดีกับทางเจ้าของรีสอร์ทบ้านพักทั้ง 22 แห่งแล้ว พร้อมแจ้งให้เจ้าของพื้นที่นำเอกสารหลักฐานสิทธิการถือครองพื้นที่มาแสดงกับทางเจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 นครราชสีมา และทางพนักงานสอบสวน สภ.วังน้ำเขียว ภายใน 15 วัน เพื่อพิสูจน์สิทธิการถือครองพื้นที่ เสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.2554 ที่ผ่านมา
จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดติดต่อเข้ามาแจ้งสิทธิการถือครองพื้นที่ มีเพียง 3-4 รายนำหลักฐานใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือ ภบท.5 มาแสดง หากไม่สามารถนำหลักฐานมาแสดง จำเป็นต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ออกประกาศให้รีสอร์ทบ้านพักทั้งหมด รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกภายใน 45 วัน
นายสุเทพ กล่าวว่า หลังจากนำป้ายประกาศแจ้งความดำเนินคดีกับรีสอร์ทบ้านพัก22 แห่ง เสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.2554 กลับพบว่ามีการรื้อถอนป้ายออกไปแล้วทั้งหมด ทางสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 ถือว่าทางเจ้าของพื้นที่ได้รับทราบแล้ว หากไม่ดำเนินการ ต้องบังคับใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป่าสงวน นอกจากนี้การรื้อถอนป้ายประกาศ ถือว่าเป็นการทำลายทรัพย์สินของทางราชการ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่แจ้งความดำเนินคดี ในข้อหาทำลายทรัพย์สินของทางราชการกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังน้ำเขียวเรียบร้อยแล้ว
จากการสำรวจรีสอร์ทบ้านพักรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาแผงม้า ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียวเพิ่มเติม พบว่ามีรีสอร์ทบ้านพัก 20 แห่งที่เข้าข่ายบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 ได้สำรวจพิกัดที่ตั้งที่เข้าข่ายต้องสงสัยไว้ทั้งหมดแล้ว เตรียมที่จะส่งข้อมูลไปยังกรมป่าไม้เพื่อให้นำไปเปรียบเทียบกับภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่เพื่อยืนยันว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวงจริงหรือไม่ คาดผลการตรวจสอบออกมาพร้อมกันกับการตรวจสอบยืนยันรีสอร์ทบ้านพัก 17 แห่งก่อนหน้านี้ พร้อมกับจะมีคำสั่งให้ดำเนินการเช่นเดียวกับรีสอร์ทบ้านพัก 22 แห่งแรก
กาฬสินธุ์จับมอดไม้พะยูงของกลาง26ท่อน
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่หน้ากองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอสมเด็จ นายรักษ์ ลี้ทรงศักดิ์ นายอำเภอสมเด็จ เจ้าหน้าที่ อส.เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าที่ กส.3 ภูพานและเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าที่ กส.2 ดงแม่เผด จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำการตรวจสอบไม้พะยูงขนาดใหญ่จำนวน 26 ท่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่จับกุมได้บนถนนสายบ้านเหล่าภูพานไปบ้านโนนสามัคคี ตำบลมหาไชย ขณะที่นายนพรัตน์ ปานทอง อายุ 30 ปี ชาวจังหวัดสุรินทร์ ขับรถกระบะอีซูซุดีแม๊ก สีบรอนเงิน หมายเลข บน 3366 กาฬสินธุ์บรรทุกมา
นายนพรัตน์ ผู้ต้องหา รับสารภาพว่า ไม้ทั้งหมดรับมาจากชาวบ้านดงบัง ตำบลมหาไชย อำเภอสมเด็จ ด้วยค่าจ้าง 5 พันบาท ซึ่งได้นัดหมายที่จะไปส่งนายทุนซึ่งมีโกดังใกล้สถานีตำรวจภูธรอำเภอคำม่วง ซึ่งได้เคยนำไปส่งมาแล้วครั้งหนึ่ง ทราบมาว่าไม้มีราคาสูง เฉลี่ยท่อนยาว 2-3 เมตร หน้ากว้าง 1 ฟุตขึ้นไปจะมีราคาถึงท่อนละ 1 แสนบาท จึงทำให้มีชาวบ้านขึ้นไปลักลอบตัดไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติภูพานเพิ่มขึ้น
นายรักษ์ ลี้ทรงศักดิ์ นายอำเภอสมเด็จ กล่าวว่า ต้องการให้ทุกฝ่ายร่วมกันปกป้องไม้พะยูง เพราะในขณะนี้ตามนโยบายของ นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผวจ.กาฬสินธุ์ ได้กำชับให้ ทุกอำเภอที่มีเขตรอยต่อติดเขาเทือกเขาภูพานร่วมกันปกป้องไม้พะยูงซึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงที่จะหมดไปจากป่าภูพาน และสิ่งสำคัญต้องการให้มีการออกกฎหมายเพื่อเอาผิดอย่างเฉียบขาด ไม่ควรที่จะให้มีการประกันตัวแต่ควรที่จะเน้นไปในเรื่องของการต้องโทษจำคุกทันที โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนพัวพันโดยเฉพาะรายนี้อาจจะมีคนมีสีไปเกี่ยวข้องซึ่งจะรายงานในทางลับเพื่อทำการจับกุมต่อไป
แหล่งข่าววงในระบุว่าการเข้าปราบปรามเครือข่ายตัดไม้พะยูงในปัจจุบันเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากการเข้าจับกุมหลายครั้งจะได้ของกลางจำนวนน้อยทั้งนี้เชื่อว่าเกิดจากปัญหาทางการข่าว ที่มีกลุ่มบุคคลคอยรายงานความเคลื่อนไหวให้กับเครือข่ายตัดไม้พะยูง และในระยะหลังการจับกุมส่วนใหญ่ยังเป็นฝีมือของกลุ่มเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและเจ้าหน้าที่ อส. ที่ไม่มีตำรวจในพื้นที่เข้าร่วมทำงาน
จับ3ผู้ต้องหาลอบตัดไม้กลางป่าสงวนฯนครไทย
นายมานพ สายอุ่นใจ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันลักลอบตัดไม้ทำลายป่าไม้พิษณุโลก นำกำลังพล ร้อย.ลว.ไกล ที่ 4 และ กอ.รอน.ภาค 3 ออกฝึกการลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ และป้องกันปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าสองฝั่งลำน้ำภาค บ้านบ่อภาค ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้เนื่องจากลำน้ำภาคมีน้ำขึ้นสูง ไหลเชี่ยวกว่าปกติไม่สามารถข้ามได้ จึงยกเลิกภารกิจ ต่อมาได้ร่วมกันพิจารณาพื้นที่ที่มีการลักลอบตัดไม้ ฯ พร้อมทั้งตกลงใจใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขากระยาง รอยต่อ อ.วังทอง - อ.ชาติตระการ - อ.นครไทย บริเวณ บ้านซับสมุทร ต.บ้านกลาง อ.วังทอง,บ้านน้ำตาก ต.หนองกระท้าว อ.นครไทย ในพื้นที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ พบว่ามีการลักลอบตัดไม้สัก ขนาดเส้นรอบวงประมาณ 50 ซ.ม.เป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วไป
ต่อมาเวลาประมาณ 11.20 น. เจ้าหน้าที่ พบบุคคลเป็นชาย จำนวน 3 คนช่วยกันใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัดโค่นต้นไม้ประดู่จำนวน 1 ต้น อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขากระยาง หมู่ 17 ต.หนองกะท้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก จึงเฝ้าสังเกตการณ์พร้อมทั้งบันทึกภาพและแสดงตัวเข้าจับกุมได้จำนวน 2 คนทราบชื่อภายหลังคือนายอาทิตย์ ฤทธิศักดิ์ อายุ 26 ปี บ้านเลขที่ 21 หมู่ 17ต.หนองกะท้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก นายจักรกฤษ พังพรมราช บ้านเลขที่ 21/1 หมู่ 17 ต.หนองกะท้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ตรวจบริเวณที่เกิดเหตุพบเลื่อยโซ่ยนต์ จำนวน 1 เครื่อง และอุปกรณ์ต่างๆรวม 16 รายการ ไม้ประดู่จำนวน 1 ท่อน
นายอาทิตย์ รับสารภาพว่าตนเองร่วมกับนายเกรียง ไม่ทราบนามสกุล (หลบหนี)ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงและนายจักรกฤษ ช่วยกันนำเลื่อยโซ่ยนต์เครื่องดังกล่าวตัดโค่นต้นประดู่ 1 ต้น โดยมีผู้ว่าจ้างชื่อนายไอซ์ ไม่ทราบนามสกุล บ้านอยู่บ้านน้ำตากมีภรรยาเป็นคนภาคใต้ให้ทำการแปรรูปไม้ทำเป็นแม่บันได ได้ค่าจ้างวันละ 500 บาท เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย



