ข่าว

ปชช.มอง'สื่อ'พึ่งได้ยามเกิดขัดแย้ง

ปชช.มอง'สื่อ'พึ่งได้ยามเกิดขัดแย้ง

28 ส.ค. 2554

"เอแบคโพลล์"เผยปชช.ส่วนใหญ่ ชี้"สื่อมวลชน"คือที่พึ่งพาของปชช.ในยามที่ปท.มีความขัดแย้ง แถมยังชี้นโยบายหาเสียงของรบ. คือ คำสัญญาที่รบ.ให้ไว้กับปชช. ระบุปชช.จำนวนไม่เข้าใจนโยบายค่าขั้นต่ำ และเงินเดือน 1.5 หมื่นของป.ตรี

           28 ส.ค.2554 ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง    การอภิปรายนโยบายของรัฐบาล กับความนิยมของสาธารณชนต่อพรรคเพื่อไทย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ติดตามข่าวสารการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สระแก้ว พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ชลบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ หนองคาย สกลนคร สุรินทร์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา พัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,193 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 24 - 27 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา

            โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.3 ของผู้ที่ติดตามข่าวสารการอภิปรายนโยบายรัฐบาล รู้สึกบรรยากาศเหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในขณะที่ร้อยละ 38.7 ไม่รู้สึกเช่นนั้น นอกจากนี้ หลังการอภิปรายนโยบายรัฐบาล พบว่า ร้อยละ 37.0 มีความหวังลดลงในเรื่องความปรองดองของคนในชาติ ในขณะที่ร้อยละ 33.1 ยังหวังเหมือนเดิม และร้อยละ 29.9 มีความหวังเพิ่มขึ้น

            เมื่อถามถึงคณะบุคคลหรือหน่วยงานที่จะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ในสถานการณ์ความขัดแย้งของคนในชาติ พบว่า ร้อยละ 34.5 ระบุเป็นสื่อมวลชน รองลงมาคือร้อยละ 33.3 ระบุเป็นทหาร ร้อยละ 31.9 ระบุเป็นนักการเมือง ร้อยละ 29.6 ระบุเป็นคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ ร้อยละ 18.4 ระบุเป็นตำรวจ และร้อยละ 17.2 ระบุเป็นศาลต่างๆ

            ส่วนที่น่าพิจารณา คือ ความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลเคยหาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้ง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.4 ถือว่าสิ่งที่เคยหาเสียงเป็นการให้สัญญากับประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 27.6 ไม่ถือว่าเป็นการให้สัญญา          โดยประเด็นสำคัญของนโยบายที่ถกเถียงกันมา เรื่องอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ผลสำรวจพบว่า เกินครึ่งหรือ   ร้อยละ 54.8 ระบุยังไม่ชัดเจนในนโยบายของรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 56.7 ระบุยังไม่ชัดเจนเช่นกันในเรื่องการให้เงินเดือน 15,000 บาทสำหรับผู้จบปริญญาตรี นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 69.1 คิดว่าคำว่า “รายได้” กับ “เงินเดือน” แตกต่างกัน แต่ร้อยละ 30.9 คิดว่าเหมือนกัน อย่างไรก็ตามประชาชนที่นิยมศรัทธาต่อพรรคเพื่อไทย ส่วนใหญ่ยังคงจะเลือกพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิมโดยไม่ถือเอาเรื่องนโยบายเป็นเรื่องกระทบต่อความนิยมของประชาชนต่อรัฐบาล

            โดยคะแนนเฉลี่ยของการประเมินความพึงพอใจต่อการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล พบว่า เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน รัฐบาลได้ 6.02 คะแนน รองลงมาคือ ผู้ทำน้าที่ประธานรัฐสภาได้ 5.87 คะแนน สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ได้ 5.59 คะแนน และฝ่ายค้านได้ 5.56 คะแนน และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.4 ยังรู้สึกเห็นใจ นายสมศักดิ์  เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา ในขณะที่ร้อยละ 31.6 ไม่เห็นใจ

            เมื่อถามถึงระยะเวลาที่อยากให้โอกาสรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในการทำงาน พบว่า ร้อยละ 74.5 ให้โอกาสเกินกว่า 1 ปีขึ้นไป โดยร้อยละ 41.8 ให้โอกาสอยู่จนครบวาระ ร้อยละ 12.2 ให้อยู่ 2 - 3 ปี  ร้อยละ 20.5 ให้อยู่ 1 - 2 ปี ร้อยละ 16.6 ให้อยู่ 6 เดือน - 1 ปี และร้อยละ 8.9 ให้อยู่ไม่เกิน 6 เดือน

            ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถามว่า ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ประชาชนจำนวนมากหรือร้อยละ 44.3 ยังคงจะเลือกพรรคเพื่อไทย ในขณะที่ร้อยละ 23.9 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 12.0 เลือกพรรคการเมืองอื่นๆ และร้อยละ 19.8 ยังไม่ตัดสินใจ

            ดร.นพดล กล่าวว่า ความนิยมของสาธารณชนต่อรัฐบาลยังคงเหมือนเดิม และถ้าเลือกตั้งใหม่วันนี้ ประชาชนจะยังคงเลือกพรรคเพื่อไทยมากที่สุด แสดงว่าการอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลไม่ได้ทำให้รัฐบาลสูญเสียความนิยมไป และประชาชนจำนวนมากยังอยากให้โอกาสรัฐบาลทำงานจนครบวาระ ซึ่งข้อมูลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นได้ว่า รัฐบาลกำลังได้โอกาสตามที่อยากจะได้จากสาธารณชน ดังนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรีน่าจะใช้โอกาสนี้จัดระเบียบบ้านของประเทศครั้งใหญ่ ระดมทรัพยากรของประเทศมาอยู่ในช่องทางที่สะดวกใช้แก้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนได้ทันที และหลังการช่วยเหลือต้องทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

            ดร.นพดล กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรียังจำเป็นต้องชำระล้าง “แก้ไข” ความไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมทางสังคมในอดีตให้ทั่วถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า ฟื้นฟูขวัญกำลังใจของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐโดยใช้ระบบคุณธรรมนำหลักการบริหาร และอาจจำเป็นต้องใช้ “โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ” ในการชี้แจงต่อสาธารณชนทั้งก่อนและหลังการแก้ไขสิ่งต่างๆ เพื่อลดทอนแรงเสียดทานในสังคม เหมือนที่อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องใช้บ่อยๆ ในช่วงไฟแห่งความขัดแย้งลุกโชน และสถานการณ์ในเวลานี้ไฟแห่งความขัดแย้งรุนแรงยังคุกรุ่นอยู่ และถ้าการชี้แจงทุกอย่างมีเหตุมีผล ก็น่าเชื่อได้ว่าสาธารณชนจะรับฟังและยอมรับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีและคณะได้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีน่าจะปฏิรูประบบการรับเรื่องราวร้องทุกข์โดยไม่ต้องรอให้ชาวบ้านเดินทางมาหาที่ทำเนียบในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกรได้ถือครองกรรมสิทธิ์ของตนเองอย่างแท้จริง และปัญหาการเลือกปฏิบัติ

            “ ที่สำคัญในการรักษาความนิยมให้ยาวนาน รัฐบาลน่าจะมุ่งเน้นความโปร่งใส ลบล้างอคติของประชาชนจำนวนมากต่อรัฐบาล โดยแจกแจงรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐให้สาธารณชนรับทราบอย่างกว้างขวางผ่านสื่อมวลชน หรือเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล ที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมตรวจสอบแกะรอยเส้นทางการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลจากส่วนกลางถึงระดับท้องถิ่น และหากนายกรัฐมนตรีเดินทางเข้าถึงประชาชนที่เดือดร้อนในพื้นที่ถิ่นทุรกันดารที่ยากลำบาก เช่น พื้นที่ภัยพิบัติ ทั้งที่เป็นฐานเสียงเลือกรัฐบาลและไม่เลือกรัฐบาล เพื่อบรรเทาเยียวยาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของสังคมไทยจะได้ใจและแรงศรัทธาจากคนทั้งประเทศไม่ยากนัก” ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าว

            จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 49.6 เป็นชาย ร้อยละ 50.4 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 5.4        อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.6 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 19.1 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 21.6 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 33.3 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 67.1 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 25.6 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 7.3 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 32.1 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 26.5 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 10.3 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 9.9 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 9.5 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 8.7 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 3.0 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ 

 


นโยบายความสัมพันธ์กับปท.เพื่อนบ้านชัด


            ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบว่า หลังจากที่ได้ฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภาฯ แล้ว พบว่า ร้อยละ 35.6 รู้สึกพอๆ กับที่คาดหวังไว้ก่อนการแถลงผล ดีกว่าที่คาดหวังร้อยละ 19.0 แย่กว่าที่คาดหวังร้อยละ  13.5 และไม่ได้คาดหวัง ร้อยละ 31.9

            ประชาชนมีความเห็นว่านโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่สามารถทำให้เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมได้ในปีแรกมีเพียงนโยบายเดียว คือ  นโยบายด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ

            ส่วนนโยบายที่เห็นว่าสามารถทำให้เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมได้แต่ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปี คือ นโยบายด้านความปรองดองและความสมานฉันท์ของคนในชาติ  นโยบายด้านการแก้ปัญหายาเสพติด   และนโยบายด้านการแก้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพของประชาชน

            สำหรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ประชาชนเห็นว่าไม่สามารถทำได้ คือ  นโยบายด้านการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ นโยบายด้านการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น

             ทั้งนี้ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจในการทำหน้าที่ในสภาฯ ของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้นำฝ่ายรัฐบาล ได้ 6.61 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.27 คะแนน ฝ่ายรัฐบาลได้ 6.39 คะแนน  ฝ่ายค้านได้ 5.16 คะแนน ประธานสภาฯได้ 6.29 คะแนน และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)ได้ 5.88 คะแนน

 

โพลล์คนใต้ไม่เห็นด้วยแก้รัฐธรรมนูญ

             รศ.ทัศนีย์ ประธาน รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผยผลการสำรวจหาดใหญ่โพลล์ เรื่อง “รัฐบาลยิ่งลักษณ์กับความมั่นคงแห่งรัฐ” พบว่า ประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ส่วนใหญ่ติดตามการแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นบางครั้ง มากที่สุด (ร้อยละ 45.2) และมีผู้สนใจที่ติดตามบ่อยครั้งและติดตามทุกวัน คิดเป็นร้อยละ 29.7 และ 3.2 ตามลำดับ นอกจากนี้ร้อยละ 21.9 ไม่ได้ติดตามชมการแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เลย  ทั้ง นี้เมื่อประเมินความพึงพอใจต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบว่า ฝ่ายค้านได้รับคะแนนความพึงพอใจมากที่สุด ด้วยคะแนนเฉลี่ย 5.82 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

             ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 66.8 เชื่อว่าแนวโน้มของสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเหมือนเดิม และร้อยละ 20.0 คาดว่าแนวโน้มเหตุการณ์จะเพิ่มขึ้น มีเพียงร้อยละ 13.2 ที่เห็นว่าแนวโน้มของเหตุการณ์ความสงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะลดลง เมื่อสอบถามเกี่ยวกับนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติดพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 90.5 ไม่มั่นใจว่านโยบายแก้ปัญหายาเสพติดจะแก้ไขให้แล้วเสร็จได้ภายใน 1 ปี มีเพียงร้อยละ 9.5 เท่านั้นที่เห็นว่าสามารถแก้ปัญหายาเสพติดได้ภายใน 1 ปี

             ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาความมั่นคงของประเทศ พบว่า ประชาชนร้อยละ 34.0 เห็นว่าปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศมากที่สุด รองลงมา ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ปัญหาการให้ร้ายของ ทักษิณ ชินวัตร ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร และปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการนิรโทษกรรม และประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 60.2 ไม่เห็นด้วยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการแต่งตั้ง สสร. มาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ

 

สวนดุสิตโพลล์ระบุคนไม่ค่อยมั่นใจนโยบายรัฐบาล


              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "สวนดุสิตโพลล์" ได้เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในหัวข้อ "ความั่นใจรัฐบาล หลังแถลงนโยบาย" โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,352 คน ระหว่างวันที่ 25-27 ส.ค. ที่ผ่านมา  โดยพบว่า ความมั่นใจของประชาชนต่อนโยบายสำคัญๆของรัฐบาล หลังการแถลงนโยบาย ในส่วนของการเพิ่มค่าจ้างให้แก่แรงงาน 300 บาทต่อวันทันที   42.14% ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ เพราะ มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง, อาจส่งผลต่อแรงงานไทย หันไปใช้แรงงานต่างด้าวแทน ฯลฯ    22.26% ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ เพราะ รัฐบาลคงไม่ต้องการที่จะเสียคำพูดหรือสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน, เป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมแล้ว ฯลฯ 19.28% ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย เพราะ มีหลายฝ่ายคัดค้าน ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ฯลฯ และ16.32% ระบุว่า มั่นใจมาก เพราะ ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานต่างเฝ้ารอการปรับขึ้นค่าแรง ,เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้สัญญาไว้ ฯลฯ

              ขณะที่นโยบายการเพิ่มเงินเดือนให้กับผู้สำเร็จปริญญาตรีเป็น  15,000 บาทต่อเดือน  44.38% ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ เพราะ เป็นการเพิ่มภาระให้กับหน่วยงานหรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง, เศรษฐกิจในปัจจุบันต้องการลดต้นทุน หรือลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ฯลฯ  21.89% ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย เพราะ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเงินเดือนและทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น, ไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ที่จบการศึกษา ในระดับอื่นๆ และคนที่ทำงานมาก่อน ฯลฯ  19.23% ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ เพราะ หากรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างเพียงพอ, เป็นการเรียกคะแนนนิยมให้รัฐบาล ฯลฯ และ 14.50% ระบุว่า มั่นใจมาก เพราะ เป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ, มีบางหน่วยงานที่นำร่องไปแล้ว ฯลฯ

              สำหรับนโยบายการแจกแท็บเล็ต พีซีให้กับนักเรียนชั้น ป.1 ทุกคนนั้น  38.21% ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ เพราะ สิ้นเปลืองงบประมาณและค่าใช้จ่าย, อาจเกิดปัญหาเรื่องการดูแลรักษาหรือการใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ ฯลฯ  34.33% ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย เพราะ ควรศึกษาผลดี ผลเสียอย่างละเอียด,ไม่สามารถดูแลการใช้งานได้ทั่วถึง ฯลฯ 17.31% ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ เพราะ ที่ผ่านมามีสถานศึกษาหลายแห่งแจกคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คให้กับเด็ก เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ฯลฯ และ 10.15% ระบุว่า มั่นใจมาก เพราะ เป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กสนใจการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย เป็นนโยบายที่ดี ฯลฯ

              ต่อเรื่องการแก้ปัญหาสินค้าแพง 37.28% ระบุว่าไม่ค่อยมั่นใจ เพราะ ราคาสินค้าจะต้องเป็นไปตามกลไกของเศรษฐกิจ, ควบคุมยากเนื่องจากมีสินค้าหลายประเภท ฯลฯ  30.27% ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย เพราะ การประกาศนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท และปริญญาตรี 15,000 บาท ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าให้สูงขึ้น ฯลฯ 19.69% ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ เพราะ เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ควรแก้ไข ประชาชนต่างฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดนี้ ฯลฯ และ 12.76% ระบุว่า มั่นใจมาก เพราะ เป็นการช่วยเหลือและลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน รัฐบาลสามารถควบคุมราคาสินค้าให้เกิดความเป็นธรรมได้ ฯลฯ

              ส่วนคำถามเรื่องการแบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนนั้น ในส่วนของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ คนที่ 1 ดูแลด้านการปกครอง, การต่างประเทศ, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงมหาดไทย, สำนักนายกฯ, สำนักงาน ก.พ.ร., สำนักงานพุทธศาสนา, สำนักงาน ก.พ. และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต. ) 30.63% ระบุว่า ถูกใจ เพราะ มีประสบการณ์ทางการเมืองมานาน มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ ที่เหมาะสม มีบุคลิกภาพที่ดี เป็นที่เคารพ นับถือของคนทั่วไป ฯลฯ ขณะที่ 27.03% ระบุว่า ไม่ถูกใจ เพราะ คิดว่าตำแหน่งที่ได้รับยังไม่เหมาะสม น่าจะมีบุคคลอื่นที่เหมาะสมมากกว่านี้ ฯลฯ ส่วน 42.34% ระบุว่า เฉยๆ เพราะ ยังไม่เคยเห็นผลงานมาก่อน ต้องรอดูสักระยะ ,เป็นเรื่องปกติที่มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ฯลฯ

              ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ คนที่ 2 ดูแลด้านกระทรวงยุติธรรม, กระทรวงแรงงาน, สำนักงานกฤษฎีกา, กรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  28.83% ระบุว่า ถูกใจ เพราะ เป็นคนเอาจริงเอาจัง กล้าลุย กล้าชน ในฐานะที่เป็นตำรวจมาก่อนน่าจะเข้าใจวัฒนธรรมในองค์กรได้ดี ฯลฯ  22.52% ระบุว่า ไม่ถูกใจ เพราะ เป็นคนใจร้อน โผงผาง ขาดการควบคุมอารมณ์ ฯลฯ ขณะที่  48.65% ระบุว่า เฉยๆ เพราะ ควรให้โอกาสในการพิสูจน์ผลงาน ไม่ว่าใครจะเข้ามาดูแลก็ขอให้จริงจังและตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ฯลฯ

              พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ คนที่ 3 ดูแลด้านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.), ราชบัณฑิตยสถาน, สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.), สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นยังมีหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคง อาทิ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) 27.82% ระบุว่า ถูกใจ เพราะ มีประวัติการทำงานดี มีผลงานเป็นที่ยอมรับ น่าจะดูแลรับผิดชอบหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมได้ ฯลฯ ส่วน  26.11% ระบุว่า ไม่ถูกใจ เพราะ คิดว่าน่าจะมีคนอื่นที่เหมาะสมกว่านี้ ได้รับตำแหน่งเพราะมีความใกล้ชิดกับคนภายในพรรค ฯลฯ  46.07% ระบุว่า เฉยๆ เพราะ ต้องรอดูผลงานสักระยะ หน่วยงานที่ควบคุม ดูแลมีมาก ล้วนเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ ฯลฯ

              นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ คนที่ 4 ดูแลด้านเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงการคลัง, พลังงาน, พาณิชย์, อุตสาหกรรม, สำนักงบประมาณ, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 26.59% ระบุว่า ถูกใจ เพราะ ประวัติการศึกษาและประวัติการทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจ พาณิชย์มาโดยตลอด ฯลฯ   23.87% ระบุว่า ไม่ถูกใจ เพราะ ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ไม่รู้ว่ามีผลงานเด่นอะไรบ้าง ,อยากให้คนอื่นเข้ามาดูแลมากกว่า ฯลฯ ขณะที่   49.54% ระบุว่า เฉยๆ เพราะ ไม่ว่าใครจะเข้ามาทำงานก็ขอให้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ แก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจให้ได้ ฯลฯ

              นายชุมพล ศิลปอาชา รองนายกฯ คนที่ 5 ดูแลด้านการท่องเที่ยวและการเกษตร, สำนักงานจัดประชุมนิทรรศการ และองค์การพัฒนาพื้นที่พิเศษการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน  28.53% ระบุว่า ถูกใจ เพราะ มีผลงานเป็นที่ยอมรับ เคยดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามาก่อน ฯลฯ  23.72% ระบุว่า ไม่ถูกใจ เพราะ ผลงานที่ผ่านมามีทั้งคนยอมรับและไม่ยอมรับ ได้รับการสนับสนุนจากพี่ชาย ฯลฯ ขณะที่ 47.75% ระบุว่า เฉยๆ เพราะ เป็นหน่วยงานที่เคยกำกับ ดูแลมาแล้ว การเข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้น่าจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ ฯลฯ