
โลกที่เราไม่รู้จัก
ภาวะการผลันแปรของโลก และการแปรเปลี่ยนของตลาดโลกปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้ภาคธุรกิจ และประชาชนได้ไหวเอน
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 ส.ค.2554) ดิฉันโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของตัวเองว่า “เหมือนอยู่ในโลกที่ไม่รู้จัก... ราคาทองคำลดลงวันเดียวบาทละ 1,700 บาท จาก 26,250 เหลือ 24,550 บาท, หุ้นลดลงกว่า 21 จุด ปิดที่ 1,025 จุด, ปตท.ประกาศทำประกันความเสี่ยงน้ำมัน 50% ป้องกันการขาดทุนสต็อกน้ำมัน, ถ้าหลับอยู่.. ใครก็ได้ช่วยปลุกให้ตื่นที!!”
ตกตอนเย็นมีผู้ฟังรายการเงินทองต้องรู้ ส่งข้อความมาถามทางเฟซบุ๊กว่า มีสงครามโลกเกิดขึ้นโดยที่เขาไม่รู้หรือเปล่า??
หากจะบอกว่า เป็นวันสิ้นโลกก็คงจะเกินไป เพราะโลกไม่ได้แตก หรือไม่ได้มีอุกกาบาตพุ่งชนโลก แต่สำหรับดิฉันแล้ว ความรู้สึก ณ ขณะนั้นจนถึงขณะนี้ ก็คือ โลกเปลี่ยนไปจากเดิม กลายเป็นโลกที่เราไม่รู้จัก กลายเป็นโลกที่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ไม่ได้อบอุ่นใจในบ้านหลังใหญ่เหมือนเดิม
นึกย้อนถึงวันที่ได้คุยกับ คุณณัฐฑี จุฑาวรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลาสสิคโกลด์ ฟิวเจอร์ส ผู้ซึ่งคลุกคลีกับทองคำมาทั้งชีวิต แต่กระนั้น เธอก็ยังแสดงความวิตกกังวลกับราคาที่พุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียงแค่ 1 เดือน นับจากต้นเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นเดือนสิงหาคม
สิ่งที่คุณณัฐฑียอมรับก็คือ “ฟองสบู่ราคาทองคำ” ที่หมายถึงการเพิ่มขึ้นของราคาที่เกินกว่าปัจจัยพื้นฐานไปมาก หากแต่ที่ยากกว่านั้นคือ การคำนวณเพื่อหาราคาพื้นฐานที่แท้จริงและสมเหตุสมผลของทองคำยากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ
9 สิงหาคม 2554 วันที่ดิฉันใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงนั่งคุยกับคุณณัฐฑี วันนั้นเธอบอกว่า สินทรัพย์ในการลงทุนอย่าง “หุ้น” ยังมีสูตรหรือสมการที่คำนวณหาราคาพื้นฐานได้ แต่สำหรับ “ทองคำ” แล้ว ยอมรับว่าค่อนข้างยาก นั่นทำให้การประเมินว่า ราคา “โอเวอร์” กว่าพื้นฐานไปแค่ไหน กลายเป็นเรื่องยากไปด้วย และแน่นอนว่า เมื่อ “ยาก” ก็ต้อง “ระวังให้มาก”
“ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ เราไม่รู้ว่า นักลงทุนรายใหญ่อย่างกองทุนต่างๆ จะขายทองออกมาเมื่อไหร่ เพราะเมื่อราคาทองสูงขึ้นแบบนี้ เขาก็พร้อมขายทำกำไรได้ตลอด”
25 สิงหาคม 2554 หลังจากราคาทองคำปรับสูงขึ้นไปสูงสุดที่เกือบๆ 1,900 เหรียญต่อออนซ์ ก็เกิดแรงขายครั้งมโหฬารจนทำให้ราคาลดลงเหลืออยู่ในราว 1,750 เหรียญ ตามมาด้วยข่าวการขายทองคำลอตใหญ่กว่า 27 ตัน ของกองทุนทองคำที่ชื่อ “SPDR” ซึ่งเป็นกองทุนที่ถือครองทองคำใหญ่ที่สุดในโลก ตรงตามที่คุณณัฐฑีบอกไว้
สำหรับคนที่ใจหายใจคว่ำกับราคาทอง ขอย้อนกลับไปทบทวนที่ดิฉันสอบถามจากคุณณัฐฑีอีกครั้งว่า สุดท้ายทองมีโอกาสเป็น “ศูนย์” หรือไม่ เธอบอกว่า อย่างน้อยทองก็เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง ดังนั้น ถึงราคาจะลดลง เพราะมันเกินกว่าพื้นฐาน (ซึ่งก็บอกยาก ว่าอยู่ตรงไหน) แต่สุดท้าย ราคาทองคำจะไม่กลายเป็นศูนย์เหมือนสินทรัพย์ประเภทอื่น
ทั้งหลายทั้งปวงคือ ถ้ามีทองคำอยู่ ก็อย่าตกอกตกใจ แต่ถ้าจะเก็งกำไร ก็ต้องระวังประสบการณ์แบบใหม่แบบนี้แหละค่ะ
พอเห็นความเป็นไปของ “โลกที่ไม่รู้จัก” ก็เป็นที่หนักอกหนักใจว่า สัปดาห์นี้จะ “คิดอะไรเรื่องเงิน” ก็พอดีมีโอกาสคุยกับคุณสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งช่วงนี้กำลังแนะนำให้หาช่องทางการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติม ผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศหรือ FIF
คุณสานุพงศ์ บอกว่า พื้นที่การลงทุนที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากแสวงหาผลตอบแทนและโอกาสการลงทุนท่ามกลางสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป จะเป็นโซนของ “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” หรือ อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต (Emerging Market) อาทิเช่น ตลาดหุ้นบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน ซึ่งยังคงมีโอกาสในการเติบโตและยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย
สงสัยจะจริงค่ะ เพราะหลังจากที่คุยกับคุณสานุพงศ์ไม่กี่วัน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ ก็ออกมาให้ความเห็นในทำนองเดียวกัน โดยแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย หลังจากมองว่า ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป ยังมีสัญญาณชะลอตัว และเชื่อว่า ตลาดหุ้นจีนยังมีความโดดเด่นมากที่สุดในภูมิภาค ทั้งในแง่การเติบโตของเศรษฐกิจ และระดับราคาหุ้น
คุณธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ บอกว่า เศรษฐกิจในเอเชียยังมีแนวโน้มเติบโตดี โดยเฉพาะประเทศจีน ดังนั้น จึงแนะนำนักลงทุนให้หันมาพิจารณาเพิ่มพอร์ตการลงทุนในเอเชียมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทน และเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน
ขณะที่ คุณกำพล อดิเรกสมบัติ เศรษฐกรอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ของทิสโก้ บอกว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นไปอย่างเชื่องช้า เห็นได้จากอัตราการว่างงานที่ลดลงช้ามาก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจในประเทศแถบยุโรป ก็ยังเผชิญปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะและไม่น่าจะจบในเร็ววัน ซึ่งจากเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้คาดการณ์ได้ว่า ช่วงครึ่งปีหลังนี้เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป น่าจะยังมีปัญหาเรื่องการฟื้นตัว ที่เป็นไปอย่างเชื่องช้าต่อไป
“แต่สำหรับเศรษฐกิจในเอเชีย ถือว่ายังมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างดี เช่น จีน ซึ่งนโยบายลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ เริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน และน่าจะทำให้เศรษฐกิจจีนค่อยๆ ชะลอตัวลง แต่ยังคงมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐ และกลุ่มประเทศในยุโรปค่อนข้างมาก”
ทั้งสองเสียงที่ประสาน อาจจะเหมาะสำหรับคนที่ยังแสวงหาผลตอบแทนและช่องทางการลงทุนใหม่ๆ แต่สำหรับคนที่ไหวสะท้านกับความเสี่ยง หลังจากพบเจอกับ “โลกที่ไม่รู้จัก” บางทีการหยุดนิ่ง มองหาอะไรที่เป็น “สามัญ” ท่ามกลางความผันผวน อาจจะทำให้สายตาที่พร่ามัวชัดเจนขึ้น ให้เวลากับตัวเองและเปิดโอกาสให้เรามีเวลาทำความรู้จัก (อีกครั้ง) กับโลกใบใหม่



