ข่าว

เซนไดนำร่อง ญี่ปุ่นคืนชีพ

เซนไดนำร่อง ญี่ปุ่นคืนชีพ

28 ส.ค. 2554

ญี่ปุ่นกำลังเริ่มฟื้นตัวจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ โดย...สุดา มั่งมีดี

         พื้นที่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น หรือภูมิภาคโตโฮกุ กำลังเริ่มฟื้นตัวจากภัยพิบัติครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคม โดยในหลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิอย่างอิวาเตะและมิยางินั้น ได้วางโรดแม็พสำหรับการฟื้นฟูไว้ที่ 8-10 ปี เพราะต้องมีการดำเนินการครั้งใหญ่ เริ่มตั้งแต่การเก็บกวาดเศษซากบ้านเรือนที่เสียหาย ไปจนถึงการย้ายที่อยู่อาศัยของผู้คนขึ้นที่สูง

         อาจเรียกได้ว่า ภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้ต้องจัดวางโครงสร้างต่างๆ กันใหม่ เพื่อป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

         พื้นที่ประสบภัยตามแนวชายฝั่งหลายจุดคลาคล่ำไปด้วยอาสาสมัครที่เป็นนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานจากเมืองต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางกันไปเป็นรถบัส เพื่อช่วยเก็บกวาดเศษซากเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ หรือนำสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปแจกตามบ้านพักชั่วคราวสำหรับผู้ประสบภัย

         อิชิโนมากิ เป็นเมืองหนึ่งในจังหวัดมิยางิ ที่มีอาสาสมัครหลั่งไหลเข้าไปมาก เพราะได้รับความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากอยู่ติดมหาสมุทร ทำให้สึนามิถาโถมเข้าไปเต็มที่ เมืองนี้เคยมีคนไทยอาศัยอยู่ 10 คน ปัจจุบันเหลือ 4 คน หนึ่งในนั้นคือ นางสุขปัญญา ซูซูกิ สตรีไทยที่แต่งงานกับคนญี่ปุ่น

         นางสุขปัญญา เล่าเหตุการณ์วันเกิดแผ่นดินไหวว่า แรงสั่นสะเทือนรุนแรงมาก จนต้องจับลูกกรงที่บ้านไว้ จากนั้นจึงพาลูกๆ หนีสึนามิขึ้นไปบนที่สูง โดยวันนั้นหิมะตกหนักมาก ท้องฟ้าก็ดูน่ากลัว คนญี่ปุ่นก็กลัวเหมือนกัน แต่ท่าทางนิ่งและเป็นระเบียบมาก เพราะได้รับการฝึกกันมาตั้งแต่เด็ก

         หลังเหตุการณ์สึนามิผ่านไป 3 วัน นางสุขปัญญาจึงสามารถติดต่อกับสามีได้

         นางสุขปัญญา อยู่ที่ญี่ปุ่น 15 ปี และย้ายไปอยู่ที่เมืองอิชิโนได้ 5 ปี สามีทำงานโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ประจำเมือง ซึ่งไม่ได้รับความเสียหาย เพราะสึนามิไม่ได้ถาโถมไปทางฝั่งที่ตั้งของโรงไฟฟ้า

         นางสุขปัญญา กล่าวว่า ไม่วิตกในเรื่องของสารกัมมันตรังสี เพราะอันตรายมีเฉพาะช่วงแรกที่จังหวัดฟูกูชิมะ อีกทั้งสามีของเธอทำงานด้านนี้ จึงมีความเข้าใจพอสมควร

         ส่วน นางกิตสะรา นากานูมะ สตรีไทยอีกคนที่แต่งงานกับคนญี่ปุ่น เล่าว่า ตอนเกิดเหตุกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย เมื่อกลับไปเมืองอิชิโนมากิก็พบว่าบ้านมีน้ำท่วมถึงอก จึงต้องย้ายไปอยู่ชานเมือง ซึ่งเป็นบ้านพ่อแม่สามี โดยพ่อสามีถ่ายรูปก่อนเกิดสึนามิไว้ด้วย ซึ่งน้ำบริเวณชายหาดลดลงไปมากแล้วก็ตีขึ้นมา เป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบและปริมาณน้ำที่ตีขึ้นมาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

         ส่วนเรื่องความปลอดภัยของอาหารนั้น นางกิตสะรา กล่าวว่า ญี่ปุ่นเข้มงวดมาก มีการตรวจสอบตลอด และถ้าไม่ผ่านมาตรฐาน ผู้ขายอาจถึงขั้นถูกปิดโรงงาน

         ใกล้กับเมืองอิชิโนมากิ คือเมืองเซนได ซึ่งได้รับผลกระทบจากสึนามิที่ทะลักเข้าไปพื้นดินตอนใน 4-5 กม. จุดที่เผชิญสึนามินั้น รวมถึงสนามบิน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทะเล และสึนามิทะลักเข้ามาโอบล้อมอาคารที่พักผู้โดยสารของสนามบิน ทำให้ผู้คนติดอยู่ 3 วัน

         อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูสนามบินดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เริ่มจากวันที่ 14 มีนาคม ที่กองทัพอากาศสหรัฐและกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นนำอุปกรณ์หนักไปเก็บกวาดเศษซากบนรันเวย์ จากนั้นวันที่ 13 เมษายน สนามบินก็เริ่มเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้

         ปัจจุบันการให้บริการเที่ยวบินในประเทศกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดภัยพิบัติ ขณะที่เที่ยวบินระหว่างประเทศบางเที่ยวก็เริ่มมาใช้บริการ รวมถึงสายการบินของชาติอาเซียนที่จะบินมาลงตามปกติในวันที่ 25 กันยายน ในส่วนของอาคารที่พักผู้โดยสารนั้น คาดว่าจะให้บริการเต็มรูปแบบได้ภายในปลายเดือนกันยายน

         นายคัตสุฮิโกะ อิโต ประธานบริษัทที่ดูแลอาคารที่พักผู้โดยสารประจำสนามบิน เล่าว่า ได้ดำเนินการปรับปรุงหลายอย่างหลังจากเจอสึนามิ อย่างการย้ายศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติ ซึ่งมีอุปกรณ์สื่อสาร ไปยังชั้น 2 ของอาคาร จากเดิมที่อุปกรณ์สำคัญต่างๆ เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบบสื่อสาร เครื่องปรับอากาศ รวมถึงศูนย์บริหารภัยพิบัติ อยู่ชั้น 1 เพราะสมัยเปิดใช้งานเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ไม่คาดคิดว่าจะเจอคลื่นยักษ์ที่มีความแรงถึงขนาดข้ามคลองไปถึงสนามบินได้

         นายอิโต เล่าว่า แม้ชั้น 1 ของอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ในวันที่เกิดสึนามิมีเหตุประจวบกันหลายอย่างที่ทำให้ความเสียหายไม่มากไปกว่านี้ อย่างแรกคือ ไม่มีเครื่องบินจอดอยู่ที่สนามบินเลย อย่างที่สองคือกระจกชั้น 2 และ 3 ของอาคารไม่แตก อย่างที่สามคือ เสาค้ำเพดานเทอร์มินอล งอหรือร้าว แต่เพดานไม่พังลงมา

         แม้พื้นที่ชายฝั่งได้รับความเสียหาย แต่พื้นที่ตอนในของเมืองเซนไดไม่ได้รับความเสียหายมากนัก การซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนและถนนหนทางดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่การดำเนินชีวิตของผู้คนกลับสู่ภาวะปกติ ช็อปปิ้งสตรีท "อิจิบังโจ" ที่พาดผ่านถนนหลายสาย มีผู้คนคึกคักทั้งกลางวันและกลางคืน

         นอกจากนั้น เมื่อต้นเดือนสิงหาคม เซนไดยังทำหน้าที่เจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศครั้งแรกหลังเกิดพิบัติ ในรูปของการประชุมเวิร์กช็อปเอเปค "เตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน"

         ทั้งนี้ เมืองเซนได มีมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งวิชาการ มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยจำนวนมากดึงดูดนักศึกษาและนักวิจัยหลายหมื่นคนจากทั่วญี่ปุ่นและทั่วโลก รวมถึงมหาวิทยาลัยโตโฮกุ ที่จัดว่ามีความก้าวหน้ามากด้านการวิจัยทางวิชาการ ซึ่งมีส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคของประเทศ

         นายเกษมไชย ชัยประสพผล หรือน้องแบงก์ หนึ่งในนักศึกษาไทยที่ไปเรียนปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกลที่มหาวิทยาลัยโตโฮกุ น้องแบงก์ เล่าว่า หลังเกิดภัยพิบัติได้อาสาไปช่วยเก็บกวาดเศษซากบ้านเรือนด้วย พร้อมเสริมว่า การก่อสร้างบ้านของญี่ปุ่นมักไม่ใช้คอนกรีต เพื่อไม่ให้อันตรายตอนเกิดแผ่นดินไหว ส่วนอาคารต่างๆ ก็มีทางออกฉุกเฉินเยอะมาก และถ้าตึกไหนเก่าหรือใช้งานมานานก็มีการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้อาคาร

         ส่วน นายอำนาจ บุญขะจาย หรือน้องต้อ ที่ไปศึกษาปริญญาโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร มหาวิทยาลัยโตโฮกุ เล่าว่า นักศึกษาไทยในเมืองเซนไดมีประมาณ 30 คน ในช่วงเกิดภัยพิบัติก็มีการติดต่อกับสถานทูตไทย แต่ช่วงแรกหลังเกิดแผ่นดินไหวนั้น ไม่สามารถติดตามข่าวสารได้เลย เพราะไฟดับ

         นายกฤตย์ มานะต่อ นักศึกษาปริญญาโท วิจัยการตลาด มหาวิทยาลัยโตโฮกุ เล่าว่า ไปอยู่ที่เมืองเซนไดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว คนญี่ปุ่นค่อนข้างชินกับแผ่นดินไหว วันเกิดเหตุอยู่ที่ห้องสมุด เห็นหนังสือร่วงหล่นจากชั้น แต่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยไม่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ เพราะอยู่ห่างจากชายฝั่ง 30 กม.        

         ปัจจุบันเจ้าหน้าที่จากแถบโตโฮกุและเมืองเซนได กำลังโรดโชว์ไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงไทย เพื่อสร้างความมั่นใจว่า พื้นที่ตอนในไม่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ และยังคงความสวยงามเหมือนเดิม ซึ่งหนึ่งในนั้นน่าจะเป็นอ่าวมัตสึชิมา ที่มีวิวทิวทัศน์สวยงามที่สุด 1 ใน 3 แห่งของญี่ปุ่น ความที่ด้านหน้าอ่าวมีเกาะหลายร้อยเกาะแต่งแต้มผืนทะเล และเกาะใหญ่น้อยนี่เอง ที่ช่วยต้านความแรงของสึนามิไว้ได้ระดับหนึ่ง

         ส่วนเส้นทางท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมไปกันนั้น รวมถึงการล่องเรือในผาหินเกบิเค และชม "สโนว์ มอนสเตอร์" ซึ่งเกิดจากหิมะตกลงมาบนต้นสนจำนวนมาก และครอบคลุมจนเป็นสีขาวโพลนไปทั้งต้น ที่ภูเขาซาโอะ