
'กองทุนความมั่งคั่งฯ' เจอแรงต้าน
จับตาแรงต้านรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์1" ตั้งเป้านำเงินทุนสำรองของประเทศ มาใช้ภายใต้ชื่อ "กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ"
กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ถูกโยนเข้าสู่ความสนใจของสังคมไทย และขณะเดียวกัน ก็ถูกต่อต้าน คัดค้านอย่างสูงเช่นกัน
ยิ่งถือว่า เป็นนโยบายที่รัฐบาล 'ยิ่งลักษณ์ 1' พยายามผลักดันด้วยแล้ว ยิ่งนับว่าน่าสนใจ
ทั้งนี้เนื่องมาจาก กระทรวงการคลัง โดย นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เรื่องนี้เคยทุกเสนอมาหลายยุคหลายสมัย แต่ถูกคัดค้านมาตลอด
โดยระบุว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund : SWF) โดยหลักการเรื่องการจัดตั้งกองทุนนี้ ถือว่าสำคัญ เพราะจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการการลงทุนภาครัฐ ทั้งยังเป็นกลไกการรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจด้วย
และแทบไม่ต้องสงสัยว่า นี่เป็นการปัดฝุ่น SWFs เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาลเพื่อไทย ที่มีแนวคิดจัดตั้งกองทุนในลักษณะนี้มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแล้ว
ผอ.สศค. พูดชัดว่า "รัฐบาลใหม่มีนโยบายให้ตั้งกองทุน SWF เพื่อบริหารเงินทุนของประเทศ เหมือนกับกองทุนเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ ดังนั้น คลังจึงต้องศึกษาความพร้อมเพื่อเสนอให้รัฐบาลตัดสินใจว่าจะดำเนินการหรือไม่ อย่างไรก็ดี การจัดตั้งกองทุน SWF ก็มีผลกระทบในหลายด้านด้วย จึงจำเป็นต้องมีการศึกษารายละเอียด เช่น การบริหารความเสี่ยง ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และความพร้อมของบุคลากร..." (ไทยโพสต์ 1 สิงหาคม)
ถามว่าประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ อยู่ตรงไหน คำตอบก็อย่างที่ พิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่า ตั้งเป้าหมายที่จะนำเงินทุนสำรองของประเทศ ซึ่งมีวงเงินสูง นำมาใช้ประโยชน์ในการลงทุนเพื่อเศรษฐกิจและประชาชน โดยเห็นว่า ควรจะไปลงทุนขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม ทองคำ และอื่นๆ...
แน่นอน, เหตุผลหลักอีกอย่างในการผลักดัน SWFs ก็คือ เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้นั่นเอง
แต่การใช้เงินทุนสำรอง อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนที่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่า ธปท. เตือนเอาไว้ว่า
"ทุนสำรองของประเทศไทย เป็นทุนสำรองประเภทที่มีเจ้าหนี้คือนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนทั้งในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ พร้อมจะนำเงินออกไปทุกเมื่อ หากเกิดความไม่ปกติกับเศรษฐกิจไทย ไม่เหมือนบางประเทศ เช่น นอร์เวย์ ที่ทุนสำรองฯ ได้มาจากการขายน้ำมัน ไม่มีเจ้าหนี้อยู่ ดังนั้น ต้องมีการจัดระบบดูแลจัดการที่ดี ระมัดระวังในการเลือกลงทุนสินทรัพย์แต่ละประเภท" (ประชาชาติธุรกิจ 23 สิงหาคม)



