
ขอตั๋วหนึ่งใบกลับไปสู่อดีต
ขอตั๋วหนึ่งใบกลับไปสู่อดีต : วันเว้นวันจัน พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล
วันก่อนผมไปร่วมการเสวนาแนะนำหนังสือ "ขอตั๋วหนึ่งใบกลับไปสู่วัยเด็ก" ร่วมกับคุณเหงวียน เหญิต อั๋นห์ (Nguyen Nhat Anh) นักเขียนชาวเวียดนาม เจ้าของบทประพันธ์ คุณบินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนรางวัลซีไรต์ และอาจารย์มณฑิรา ราโท แห่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แม้ไทยกับเวียดนามจะมีความสัมพันธ์ทางการทูตกันมาเป็นเวลานานถึง 35 ปี แต่ก็ดูเหมือนว่าคนไทยกับคนเวียดนามจะรู้จักกันไม่มากนัก และความสัมพันธ์ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องธุรกิจ การค้า และการท่องเที่ยว ทั้งๆ ที่ยังมีเรื่องอื่นๆ ซึ่งสามารถจะสร้างปฏิสัมพันธ์กันได้เป็นอย่างดี
หากย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์เราก็จะพบว่า ดินแดนที่เป็นประเทศไทยและประเทศเวียดนามในปัจจุบันนี้ ในอดีตล้วนเคยเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชนเชื้อสายไทย-ลาว หลายๆ ท่านคงจะจำเพลง "ไทยดำรำพัน" ของ ก.วิเสส นักร้องลาว ซึ่งมาโด่งดังในเมืองไทยเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้วได้นะครับ
ไทยดำ หรือ ไตดำ ในเพลงนั้น ก็คือคนไทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองเดียนเบียนฟู ในเวียดนาม มาแต่ดึกดำบรรพ์ และเหตุที่ไทยดำต้องรำพัน ก็เป็นเพราะในช่วงสงครามกู้เอกราช ฝรั่งเศสกับเวียดนามได้รบกันอย่างหนักที่เมืองเดียนเบียนฟู และนายพลโวเหวียนยาบ แม่ทัพของเวียดนาม ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญด้วยการเอาชัยชนะเหนือกองทัพฝรั่งเศส ส่งผลให้ฝรั่งเศสต้องยอมจำนน
ผมเชื่อว่า นอกจากคนไทยดำ และเพลง "ไทยดำรำพัน" แล้ว ไทยกับเวียดนามน่าจะมีความผูกพันหรือเกี่ยวข้องกันทางด้านวัฒนธรรมในเรื่องอื่นๆ อีกมาก เพียงแต่เรายังขาดการศึกษาค้นคว้า หรือการวิจัย เพื่อย้อนเวลากลับไปหาอดีต และมีบางช่วงบางตอนของประวัติศาสตร์ ที่ทำให้ประเทศทั้งสองต้องห่างเหินกัน
เมื่อปี 2547 ในช่วงที่ผมเป็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ผมได้ดำเนินโครงการวรรณกรรมสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม โดยได้รับความสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศ โดยผมได้นำคณะนักเขียนไทยไปเยือนเวียดนาม และได้ลงนามในบันทึกช่วยจำ ระหว่างสมาคมนักเขียนไทย-สมาคมนักเขียนเวียดนาม โดยได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจาก คุณหิว ถิ่นห์ นายกสมาคมนักเขียนเวียดนาม และในบันทึกช่วยจำนั้น มีข้อหนึ่งซึ่งระบุให้มีการส่งเสริมการแปลวรรณกรรมทั้งสองชาติ เพื่อให้คนไทยและคนเวียดนามได้อ่านผลงานวรรณกรรมของกันและกัน แต่บังเอิญผมหมดวาระจากตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนและเดินทางไปรับราชการต่างประเทศ โครงการดังกล่าวจึงชะงักไป
มาในปีนี้ เมื่อทางนานมีบุ๊คจัดพิมพ์นิยายเยาวชนเวียดนาม เรื่อง "ขอตั๋วหนึ่งใบกลับไปสู่วัยเด็ก" ผมจึงมีความยินดีเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากหนังสือเล่มนี้จะเป็นเรื่องที่สนุกสนาน เพลิดเพลินแล้ว ยังเป็นหนังสือที่ทำให้ผู้อ่านมีความสุขในการที่ย้อนกลับไปมองวัยเด็กของตนเอง ซึ่งอาจจะเหมือนหรือแตกต่างจากเรื่องราวของตัวละครทั้ง 4 ในเรื่องนี้ แต่ผมเชื่อว่า เสน่ห์แห่งวัยเยาว์ของแต่ละคนนั้น ไม่เคยแตกต่างกัน และยังจารึกอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำของเราทุกคนเสมอมา
ผมมีความเชื่อมั่นเช่นเดียวกันว่า ยังมีวรรณกรรมเยาวชนของไทยหลายเรื่อง ซึ่งคนเวียดนามน่าจะได้อ่าน เพื่อรู้จักและเข้าใจคนไทยมากขึ้น และมีวรรณกรรมของทั้งสองชาติที่คนไทยและเวียดนามน่าจะได้ทำความรู้จัก เพราะผมมีความเชื่อว่า การที่เราได้อ่านหนังสือเล่มเดียวกันจะทำให้เรามีโลกทัศน์ มีวิสัยทัศน์ และมีทัศนคติที่ดีต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ จะรวมเป็นประชาคมเดียวกันในปี 2558 นี้
ครับ "ขอตั๋วหนึ่งใบกลับไปสู่วัยเด็ก" ให้เรากลับไปสู่วัยเด็กและรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ฉันน้องพี่ซึ่งมีมาแต่โบราณกาล



