ข่าว

นับถอยหลังเผด็จการรัฐสภารีเทิร์น

นับถอยหลังเผด็จการรัฐสภารีเทิร์น

26 ส.ค. 2554

อย่าให้เผด็จการรัฐสภารีเทิร์น : ขยายปม โดย เณริศา เนยเขียว

          อะไรก็เกิดขึ้นได้ในสภา กับยุคตระกูล “ชิน” ครองเมือง หรือบรรดาเสือ-สิงห์-กระทิง-แรด ตามป้ายรณรงค์ช่วงเลือกตั้งของ "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" เข้าสภา ก่อนแปลงโฉมเป็นผู้ทรงเกียรติ

           เพราะเพียงแค่ชั่วข้ามคืนได้เนรมิตสภาหินอ่อน กลายเป็นเวทีมวย ย่านราชดำเนิน ไปซะอย่างนั้น!

           จากที่คิดว่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี เป็นสภายุคใหม่ ที่ใช้เวทีสภาเป็นที่ติเพื่อก่อ เป็นการเมืองสร้างสรรค์ ยกระดับสติ-ปัญญา ของผู้แทนชาวไทย

           แต่สุดท้ายกลายเป็นเพียงการยกระดับการเมืองข้างถนน จากเสื้อยืด กางเกงยีน สู่รัฐสภาทรงเกียรติ ที่ผูกไท ใส่สูท

           จากเดิมที่ตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะระหว่าง 3 ฝ่าย รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-วุฒิสภา ขอจัดเต็ม อภิปรายแถลงนโยบายเพียง 2 วัน 2 คืน สุดท้ายกลับเหลวไม่เป็นท่า

           เมื่อ "ประธานรัฐสภา" สวมบทบาทหัวโขนใหม่ กลายเป็น “ขุนพลอยพยักตามนายใหญ่” เป็น “องครักษ์พิทักษ์นาย” ที่ห้ามใครแตะใครต้อง

           แค่สวมบทประมุขสภาหินอ่อนนั่งบนบัลลังก์เพียงไม่กี่ครั้ง จนถูกตราหน้าตีตราจากฝ่ายค้านว่า “ใช้อำนาจตามอำเภอใจ” เสมือนย้อนยุคกลับไปสมัย “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์”

           และหลายครั้งที่ "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" ประธานสภาผู้แทนราษฎร มักพูดเสมอหลังการวินิจฉัยเมื่อถูกประท้วงว่า "เป็นอำนาจของประธานในการวินิจฉัย" ทำให้มีเสียงคัดค้านจากด้านล่างของห้องประชุมอยู่บ่อยครั้ง

           เรียกได้ว่า เหตุการณ์ป่วนกลางดึกของค่ำคืนวันที่ 24 สิงหาคม ของวันแถลงนโยบายรัฐบาลที่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นถึงการใช้อำนาจของคนเป็นประธานในที่ประชุมเลยทีเดียว

           เพราะแม้ไฟจะสุ่ม รุมกันจุด สร้างชนวน ปล่อยหมัดเด็ดกันบนฟอร์ แต่หากประมุขสภาหินอ่อน แข็ง-ไม่โอนอ่อน ใช้หลักคุณธรรม ยึดตามข้อบังคับการประชุม ใช้น้ำเย็นราดไฟ สภาคงไม่กลายเป็นเวทีป่วน องค์ประชุมล่มอย่างวันนี้

           และไม่รู้ว่า! ด้วยความยึดมั่นถือมั่น “ตัวกู ของกู” หรือไม่ ทำให้ “ท่านประธานสมศักดิ์” ถึงไม่เอ่ยปากขอคำแนะนำจากใคร แต่กลับหนีปัญหาด้วยการเออออห่อหมก หนุนปิดการอภิปรายทันทีหลังเจอเหตุป่วน

           จนสุดท้ายกลายเป็นปัญหาองค์ประชุมล่ม เพราะฝ่ายค้านไม่แสดงตน ด้านฝ่ายสภาสูงมึนกับวิธีการพวกมากลากไป เลยงามไส้ เพราะท้ายที่สุดเหลือองค์ประชุมแค่ 314 เสียง

           ทั้งที่เสียงของรัฐบาลมีอยู่ในมือ 300 เสียง เมื่อบวกกับสมาชิกวุฒิสภาอีก 150 เสียง รวมเป็น 650 เสียง แต่เมื่อนับองค์ประชุมของสองสภาแล้วได้เสียงไม่ถึงครึ่งคือ 325 เสียง ทำให้ "สมศักดิ์" สั่งปิดประชุม

           แสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจของส.ส.พรรคเพื่อไทยในการเสนอปิดอภิปรายไม่ได้รับการสนับสนุนจาก "สมาชิกวุฒิสภา" เนื่องจากมีสมาชิกฝ่ายค้านและวุฒิสภาอีกหลายคนยังไม่ได้อภิปราย

           การตัดสินใจของ "รัฐบาล" อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานร่วมกันของสองสภา

           ขนาด “นายหญิงคนใหม่” ต้องเรียกไปหลังบัลลังก์ ปรามผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ ให้ใจเย็น ใช้สติ อย่าใช้ไม้แข็งเกินความจำเป็น

           แถมมีเสียงให้แซดจากหมู่เฮาบ้านเดียวกันว่า “เอาแล้วๆๆ” พร้อมกับส่ายหัวว่า “ทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง ให้เป็นเรื่อง”

           ซ้ำแฉแต่เช้าว่า ก่อนเริ่มคัดสรรนั่งแท่นตำแหน่งประมุขนิติบัญญัติ เคยมีหลายฝ่ายทักท้วงว่า ถ้าเอา “ขุนค้อน” นั่งแท่นประธานสภา อาจกลายเป็นเรื่องยุ่ง ด้วยนิสัย “หัวแข็ง ไม่ยอมใคร” แต่เมื่อ “นายใหญ่แดนไกล” กาหัวเลือกนั่งแท่น กระแสค้านเลยถูกกลบไปโดยปริยาย

           ซึ่งหากประเมินคะแนนนิยมของการแถลงนโยบายรอบนี้ ถือว่ารัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ พลพรรคฝ่ายค้านเป็นต่อ เพื่อไทยยอมถอย ถอนญัตติปิดอภิปรายในวันรุ่งขึ้น เกรงภาพ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" จะกลายเป็นพวกมากลากไป เข้าสู่ยุคมืดเผด็จการรัฐสภาอีกครั้ง

           เพราะในอดีตมีให้เห็น โดยเฉพาะช่วงฮุบรวมกิจการ รัฐบาลพรรคเดียว 400 เสียง สร้างเผด็จการตรายางรัฐสภาแบบเบ็ดเสร็จ จนได้รับฉายาสภา “ปลอกคอพันธุ์ชิน” สมัยมี “โภคิน พลกุล” นั่งคุมแท่น

           สุดท้ายหากไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จนทำให้เป็นที่ค้างคา ติดใจว่าเป็นประธานใบสั่ง อย่างที่ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวหา

           และหากยังทำพฤติกรรมซ้ำซาก ทำตัวเป็นพนักงานบริษัทให้บางตระกูล สุดท้ายอาจกลายเป็นเชื้อชนวน ถูกยื่นถอดถอน โทษฐานทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เอียงข้างพวกพ้องเกินกว่าเหตุ

           นี่ขนาดเพิ่งแค่เปิดม่านโหมโรง สวมหัวโขน “ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ” จัดหนัก เกิดเหตุป่วนกันจนเสียภาพขนาดนี้

           แต่ “หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” คงต้องให้โอกาสคน ในห้วงเวลาวิกฤติความขัดแย้งเช่นนี้ เพราะอย่าลืมว่า หน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจยิ่งใหญ่ ที่มีผลเกี่ยวโยงกับทุกฝ่ายในสังคม

           แต่หากไม่มีใจยึดหลักธรรมาภิบาลสร้างความเป็นกลางให้เกิดขึ้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคงถึงเวลารัฐสภาลุกเป็นไฟ

           แล้วสุดท้ายหนีไม่พ้น กลายเป็นการรีเทิร์นระบอบทักษิณ สร้าง “เผด็จการรัฐสภา” อีกครั้งแน่