
169 + 2
169 + 2 : เลียบค่าย อนลัส [email protected]
เมื่อสัปดาห์ก่อนมีข่าวอาชญากรรมที่น่าสนใจอยู่ 2 เรื่อง หนึ่งคือปริศนา 169 ศพในป่าช้าวัดจังหวัดระยอง กลายเป็นความอึกทึกที่น่าตื่นใจยิ่งของกลุ่มคนเสื้อแดง
อึกทึกถึงขั้นรัฐมนตรีช่วยคมนาคมต้องออกโรงมาเล่นมหรสพด้วยตนเองในฐานะตำรวจเก่า
แถมมีชื่อบิ๊กตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เข้ามาเกี่ยวพัน ในฐานะผู้สั่งการให้ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.กมส.ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเพียวชั่วข้ามคืนที่มีข่าวออกมา
จะว่าไปแล้วก็ไม่ผิดที่ผู้มีอำนาจรัฐและนายตำรวจใหญ่จะกระโดดเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะปริศนาที่มา 169 ศพต้องได้รับการคลี่คลาย ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงเท่านั้นถึงจะได้รับการเอาใจใส่และหาข้อยุติ
เพียงแต่ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีบางคนดูเหมือนจะชี้นำไปแล้วว่า มีความเป็นไปได้มากที่ทั้ง 169 ศพคือกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกระบุว่า หายสาบสูญไปเมื่อครั้งการสลายการชุมนุมกลางปี 2553
รัฐบาลคิดไม่ผิดและพอเข้าใจได้จากบริบทของการดำรงอยู่กับการได้มาเป็นรัฐบาล เพียงแต่สิ่งที่คิดนั้นสะท้อนออกมาด้วยการกระทำที่ส่งผ่าน สตช.กลายเป็นตำรวจถูกใช้เป็นเครื่องมือ ถ้าจะพูดว่าเพื่อหวังผลทางการเมืองก็คงไม่มากเกินไป
สิ่งที่ผมอดเป็นห่วงไม่ได้คือ สตช.จะก้าวพ้นบ่วงแห่งอำนาจการเมืองได้หรือไม่ ในยุคที่เรามีนายกรัฐมนตรีหญิงผู้บันทึกสถิติอะไรไว้มากมายในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
อีกเรื่องที่น่าขบคิดไม่แพ้กัน คือ ร.ต.ท.สันติบาลคลั่งยิงผู้ใต้บังคับบัญชาตาย 2 ศพ สิ่งนี้สะท้อนอะไรบางอย่างหรือเปล่า งานตำรวจเคร่งเครียดมากขนาดนั้นเลย หรือว่าตำรวจเคยมีการตรวจสภาพจิตกันบ้างหรือไม่ตลอดอายุการทำงานที่คร่ำเคร่ง
เรื่องนี้สำคัญมากถ้าหากว่า ตำรวจผู้ปฏิบัติที่คลุกคลีอยู่กับประชาชน และยังพกปืนติดตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จะเกิดบ้าระห่ำขึ้นมาเมื่อไร
เอาเข้าจริงบทเรียนของทั้ง 2 เรื่องอาจจะไม่แตกต่างกันเลยคือเราต้องการความเอาใจใส่ กล้ายืนหยัดอยู่บนหนทางที่ถูกต้อง และกล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งอันเหมาะสม
ไม่แปลกถ้าตำรวจจะปฏิเสธนักการเมืองและลุกขึ้นมาตรวจสภาพจิตกันเอง !?!



