ข่าว

เอาเงินจากไหนสนองนโยบาย

เอาเงินจากไหนสนองนโยบาย

26 ส.ค. 2554

เรือนชานบ้านเมือง : เอาเงินจากไหนสนองนโยบาย'ประชานิยม' โดย...ภัทรพล เวทยสุภรณ์

           หากศึกษาลึกๆ แบบลงรายละเอียดของนโยบาย “ประชานิยม” ที่กลายเป็น “สัญญาประชาคม” ของรัฐบาลชุดใหม่แถลงต่อสภา ก็อดที่จะวิตกไม่ได้ครับ เพราะมีการประมาณการอย่างคร่าวๆ เอาไว้ว่าจะต้องใช้เงิน จำนวนอภิมหาศาลถึงกว่า 2 ล้านล้านบาท เอาแค่ กระทรวงคมนาคม หากดำเนินโครงการเมกะโปรเจกท์ต่างๆ ภายในระยะเวลา 5 ปี คาดว่าต้องใช้เงินกว่า 1.07 ล้านล้านบาท ในทางกลับกันรายได้จากการจัดเก็บภาษีมีแนวโน้มว่าจะลดลง

           ขณะนี้สิ่งที่ภาคเอกชนเกิดความกังวลเป็นอย่างยิ่งคือ นโยบายเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน และเพิ่มเงินเดือนลูกจ้างจบปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท ก่อให้เกิดความวิตกกันว่าจะส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงสูงขึ้นจนอยู่กันไม่ได้ ขณะที่ “กูรู” ทางการเงินการคลังก็กังวลว่าจะกระตุ้นให้ “เงินเฟ้อ” สูงขึ้น โดยจะก่อให้เกิดการกักตุนสินค้าและขึ้นราคาดักหน้าอัตราค่าจ้างใหม่และหวั่นเกรงว่าหา

           “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดกั้น “เงินเฟ้อ” ก็จะทำให้ผู้ประกอบการบอบช้ำจากต้นทุนดอกเบี้ยจนรับไม่ไหว ดังนั้น ควรที่จะใช้วิธีการลดต้นทุนในด้านภาษีแทนดีกว่า เพราะมีผลไปลดราคาสินค้าปลายทาง ขณะเดียวกันก็ลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ในรายที่ซื้อสินค้าในระบบเช่าซื้อหรือซื้อเงินผ่อน 

           ในมุมมองอีกด้านค่าแรงที่เพิ่มขึ้น 300 บาท จะช่วยให้ผู้บริโภคมีเงินเพื่อใช้จ่าย (Disposable Income-DI) เพิ่มขึ้นและสามารถแบ่งส่วนหนึ่งไปเป็นเงินออมอีกด้วย ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่หาเสียงไว้ว่าจะลดนั้น ในความเห็นของผมดูแล้วว่าจะไม่ใคร่จำเป็นสักเท่าไร เพราะคนไทยคุ้นชินกับภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% มานับสิบปีแล้ว นอกจากนั้น รายได้จากภาษีดังกล่าวยังมีสัดส่วนถึง 25% ของรายได้จากการจัดเก็บภาษีทั้งหมด แต่ถ้าจะเก็บเพิ่มก็จะเป็นภาระผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่มีรายได้น้อย และอาจกระตุ้นอัตราขยายตัวของ “เงินเฟ้อ” ให้เพิ่มสูงขึ้นไปอีก 

           นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และ กระทรวงพลังงาน ที่มีนโยบายพักการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงโดยเฉลี่ยลิตรละ 7 บาท หวังลดภาระต้นทุนสินค้า โดยมั่นใจว่า จะควบคุมกลไกราคาตั้งแต่ต้นทางคือ “โรงงาน” กลางทางคือ “โลจิสติกส์” ไปสู่ปลายทางคือถึงมือ “ผู้บริโภค” ได้ แต่มีผู้ท้วงติงว่าการลดภาษีกับการอุดหนุนราคาน้ำมัน จะขยายตัวเลขติดลบงบประมาณจากกรอบ 4 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2555 เป็น 5 แสนล้านบาทได้ แม้ว่า กระทรวงการคลัง จะจัดเก็บภาษีใน 10 เดือนแรกของปีงบประมาณได้ 1.79 ล้านล้านบาท เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ก็สูญเสียรายได้ไปกับมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละต่ำกว่า 30 บาทเป็นยอดเงินรวมกันแล้วสูงถึง 2,300 ล้านบาท

           หากมีมาตรการยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อลดราคาเชื้อเพลิงเกือบทุกประเภทยกเว้น เบนซิน 91 และ 95 ยิ่งทำให้รายได้ของรัฐหดหายไปอีก นอกจากนี้ ยังกระตุ้นการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น หากต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นอาจจะติดลบเพิ่มขึ้นเกือบ 1 แสนล้านบาท (ทั้งนี้คำนวณจากตัวเลขที่รัฐบาลในอดีตต้องกู้เงินมาชดเชยราคาน้ำมันถึง 9.7 หมื่นล้านบาท) ทางออกคือ มาตรการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงก็คงจะสามารถปฏิบัติได้เพียงแค่ระยะหนึ่งเพื่อไม่ให้ผิด “นโยบายประชานิยม” ที่นำไปสู่ “สัญญาประชาคม” ที่ให้ได้เป็นการชั่วคราว 

           จากนั้นคงจะ อั้นไม่ไหวจำเป็นต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด และคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ จะต้องขึ้นภาษีสรรพสามิต เพื่อชดเชยเงินกองทุนที่หายไป หรือหาก “มองต่างมุม” ก็อาจจะเป็นไปได้ที่ว่ารัฐบาลชุดนี้อาจจะ “ตั้งใจอยู่” ไม่นานเป็นเพียง “ลิเก” หน้าม่านชุด “ขัดตาทัพ” มา “ออกแขก” เพื่อ “โหมโรง” กันไปสักพักเดียวเดี๋ยวก็ต้องยุบ ปรับ เปลี่ยน เอาบรรดา “ดารา” ที่เป็น “ตัวจริงเสียงจริง” ที่นั่งรออยู่อย่างกระสับกระส่ายกันแทบไม่ติดเก้าอี้ที่หลังม่าน (ทั้งที่อยู่นอกประเทศและในประเทศ) ออกมาเล่นแทนครับ