ข่าว

ปรบมือลั่น'ปู'ขอบคุณสมาชิกรัฐสภา

ปรบมือลั่น'ปู'ขอบคุณสมาชิกรัฐสภา

25 ส.ค. 2554

ปรบมือลั่นห้องประชุม หลัง "ยิ่งลักษณ์" อภิปรายสรุปการแถลงนโยบาย สภาจัดหนัก ​3 ฝ่าย รุมยำ “สมศักดิ์”​ เละต้นเหตุสภาล่ม “อภิสิทธิ์” ชี้ประธานฯมองข้ามฝ่ายค้าน

          เมื่อเวลา 13.20 น.​ วันที่ 25 ส.ค.2554  การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาการแถลงนโยบายรัฐบาล ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ได้เริ่มขึ้น หลังจากเกิดเหตุการณ์สภาล่ม จากปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ โดยมีนายสมศักดิ์​ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยทันที่เปิดประชุมนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นผู้เสนอญัตติขอปิดการอภิปรายฯ เป็นผู้ลุกขึ้นขอถอนญัตติดังกล่าว โดยระบุว่ายังมีสมาชิกบางส่วนที่ยังไม่ได้อภิปราย

          จากนั้นนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์​ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์​ในฐานประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า หลังจากที่อยู่ในห้องประชุมมากว่า 2 วัน สาเหตุที่ทำให้เกิดสภาล่มมาจาก 2 เรื่องคือ รัฐบาลไม่รักษาคำพูดเนื่องจากมี ส.ส.ฝ่ายค้านเหลืออีก 6-7 คน และมี ส.ว.ที่ยังไม่ได้อภิปรายเหลืออีกจำนวนหนึ่งทั้งที่เวลายังเหลืออยู่

          และ 2. ตัวประธาน เป็นอุปสรรคทำให้องค์ประชุมเกิดปัญหาและติดขัด ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การใช้ข้อบังคับควรทำจริง ๆ ไม่ใช่ทำตามอำเภอใจ โดยเฉพาะอยากให้ทบทวนการใช้อำนาจ พร่ำเพรื่อกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่จำเป็นจนทำให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกว่าประธานทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง ตรงนี้ตนขอเป็นกระจกสะท้อนให้การประชุมสภาสามารถดำเนินต่อไปได้ 

          ด้านนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนขอน้อมรับคำชี้แนะ แต่ประชาชนเขาดูอยู่ที่บ้านจะเป็นผู้พิจารณา

           จากนั้นนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ยังเหลือส.ว.ที่ยังไม่ได้อภิปราย 11 คน คนละ 4 นาที ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง บางคนรอมาตั้งแต่เช้าส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งการจะทำอะไรประธานรัฐสภาต้องเข้าใจว่ามีส.ว.อยู่ด้วย ไม่ใช่มีเฉพาะส.ส.ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ขอประธานอย่าเคร่งครัดจนไม่สามารถประนีประนอมได้ และอยากให้มีการหารือร่วมกัน เพราะหาก ส.ส.กับ ส.ว.จะทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต ก็จะต้องมีการหารือประนีประนอมกันให้มากกว่านี้ ​หากเราจะยึดความปรองดองให้คนอื่นมาดูกัน

           พ.ต.ท.สนธยา แสงเภา ส.ว.สรรหา กล่าวว่า อย่ามอง ส.ว.เป็นแค่ไม้ประดับเท่านั้น เพราะเราทำหน้าที่ตรวจสอบด้วยความสุขุม

           จากนั้นนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ตัวแทนวิปวุฒิสภา กล่าวว่า เมื่อมีการประชุมร่วม เราก็มีส่วนประกอบในการประชุม แต่ 3 ปีที่ผ่านมา ความสำคัญวุฒิสภาในมุมมองของฝ่ายรัฐบาลจะเห็นความสำคัญเมื่อมีเรื่ององค์ประชุม 3 ปีเราพยายามทำหน้าที่เพื่อให้ระบบรัฐสภาเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่เสียเวลาเสียโอกาสแค่เรื่ององค์ประชุมเท่านั้น จึงอยากให้ทบทวนการพูดคุยอย่างเป็นระบบ ประธานกับตัวแทนวิปสามฝ่าย ขณะนี้เมื่อยังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรายังทำหน้าที่ร่วมกัน หวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะเป็นบทเรียนที่ดี ประธานควรจะทบทวนหรืออาจปรับเปลี่ยนวิธีการ รับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะของ ส.ว.149 คนบ้าง

            ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา ประธานปฏิบัติตัวเหมือนกับไม่มีพวกเราอยู่ในห้องประชุม ท่านก็เห็นแต่ไม่ให้โอกาสใช้สิทธิ ถูกจำกัด แม้ตนจะยกมือแสดงตน รวมถึงประธานสภาที่ปรึกษาพรรคยกมือเพื่อเสนอทางออก​แต่ประธานก็กลับทำไม่เห็นจึงทำให้เกิดเหตุวุ่นวายตามมา รวมถึงล่าสุดก็เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการทำหน้าที่ของประธาน ซึ่งจะมอบให้นายสาทิตย์​​ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรังเป็นผู้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ที่ประชุมได้ฟัง  จากนั้นนายสาทิตย์ ได้ลุกขึ้นพร้อมกับโชว์ภาพเหตุการณ์บริเวณหน้ารัฐสภา

            น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สาเหตุสภาล่ม เกิดจากประธานไม่เห็นความสำคัญฝ่ายค้าน และ ส.ว. มองเพียงแต่ข้างเดียว ตาท่านเหล่หรือเปล่า เพราะฝ่ายค้านพูดอะไรก็ไม่ฟัง ไม่อยากเอาคำพูดที่เคยพูดกับนายสุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาฯที่ว่า "เวลา ท่านแข็งก็แข็งเกินไป"  ถ้าผ่อนปรน ฟังความคิดเห็นของคนอื่น สภาจะไม่เป็นแบบนี้ ท่านต้องฟังความเห็นคนอื่น สภาถึงจะเดินหน้าต่อไปได้ ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ สภาก็จะอยู่ไม่ครบสี่ปี

            นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นเสนอว่าข้อความ SMS แจ้งนัดประชุม แจ้งเข้ามาในวันนี้ เวลา 00.03 น. ซึ่งผิดข้อบังคับการประชุม ข้อ 12 วรรคสอง ที่ต้องแจ้งล่วงหน้า 1 วัน ดังนั้นตนจึงอยากให้ประธานใช้ข้อบังคับข้อ 116 เพื่อยกเว้นข้อบังคับการประชุมข้อ 12 จึงจะทำให้การประชุมถูกต้อง ซึ่งนายสมศักดิ์ ได้ถามที่ประชุมว่ามีใครคัดค้านหรือไม่ปรากฏว่าไม่มีใครคัดค้านจึงได้ใช้ข้อบังคับข้อ 116 ยกเว้นข้อบังคับการประชุมและดำเนินการประชุมต่อไป

            นายธาดา ไชยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ตนได้รับโทรศัพท์จากประธานสภาเยาวชนเด็กจ. อุทัยธานี ต่อว่าว่า ประธานทำหน้าที่ไม่สง่างาม แทบจะกดบัตรให้กับรัฐบาล​ทำไมสิ่งที่ฝ่ายค้านอึดอัดกับการกระทำของรัฐบาล แต่เวลาเป็นรัฐบาลกลับมาทำพฤติกรรมแบบเดียวกัน ประธานต้องนำปัญหาที่เกิดขึ้นมาบูรณาการและทบทวนตัวเอง

            นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ ส.ส.เพื่อไทย กล่าวว่า ประธานเปลี่ยนไป เมื่อก่อน เป็นขุนค้อนที่น่าเกรงขาม แต่วันนี้ค้อนที่ท่านมีอาจจะเล็กเกินไป จึงอยากให้ประธานเปลี่ยนให้ใหญ่ขึ้น

            จากนั้นนายสมศักดิ์ ได้ชี้แจงว่า ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายนั้น ตนก็เพิ่งทราบ แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดนอกรั้วสภา จึงไม่อยู่ในอำนาจสั่งการได้ แต่เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงขอฝากให้นายกฯ​ช่วยดูแล

           จากนั้นเวลา 14.25 น. จึงเริ่มเข้าสู่การอภิปรายฯ โดยนายสมศักดิ์​ ได้แจ้งกับที่ประชุมว่า ฝ่ายค้านเหลือเวลาอีก 40 นาที วุฒิสภา เหลือเวลาอีก 66 นาที

 

"จุรินทร์"ชี้นโยบายของรัฐบาลเหมือนแก้บนแบบเลี่ยงบาลี 

          นายจุรินทร์อภิปรายนโยบายของรัฐบาลว่า เหมือนการแก้บนแบบเลี่ยงบาลี ทั้งนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันที่สัญญาไว้ แต่เมื่อมาแถลงนโยบายกลับกลายเป็นว่า ใช้คำว่ารายได้ขั้นต่ำ 300 บาท ซึ่งอาจจะไปรวมกับค่าโอทีและสวัสดิการอื่นๆ ไม่ใช่แค่ค่าแรง  ส่วนการลดค่าครองชีพยกเลิกกองทุนน้ำมัน ประกาศสัญญาว่า จะกระชากราคาลงมาให้ได้ตามราคาที่บอกไว้ แต่พอเอาเข้าจริงรัฐบาลกลับลำ ทั้งๆที่บอกว่าจะยกเลิกกองทุนน้ำมันก็ไม่ยกเลิก แต่บอกว่าจะยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนชั่วคราวแทน แปลว่าราคาน้ำมันจะลดลงชั่วคราวประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้นราคาจะปรับตามราคาตลาด นโยบายลดค่าครองชีพประชาชนจึงเป็นเหมือนการแก้บนแบบเลี่ยงบาลี ตอนบนบอกจะให้ไก่ทั้งตัว แต่เอาจริงมีแค่หนังกับปีก

         พท. บอกว่าจะทำให้ค่าครองชีพลดลง แต่ต้องยอมรับว่ามาถึงวันนี้ ค่าครองชีพแพงกว่าสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เสียอีก อีกนโยบายคือการแจกแทบเล็ต ที่บอกว่าจะแจกให้นักเรียนป.1 แต่พอแถลงจริงคือแจกให้ ป.1 ในโรงเรียนนำร่อง ก็ไม่ตรงกับที่สัญญาต่อประชาชนไว้

         แต่เรื่องที่ทำตามที่พูดเหมือนตอนหาเสียงมีเรื่องเดียว คือที่นายกฯประกาศว่า จะแก้ไข ไม่แค้แค้น ซึ่งมาได้คำตอบว่า นายกฯแก้ไขจริง คือจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้านายกฯบอกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน จะเอามาใส่ในนโยบายทำไม ซึ่งตนเองเป็นห่วงว่าจะไปกระทบต่อนโยบายสร้างความปรองดอง ที่จะจุดชนวนไปสู่ความแตกแยกขัดแย้งวาระใหม่ แต่ก็เบาใจที่รองนายกฯได้ให้คำมั่นสัญญาว่า จะไม่แก้มาตรา 112 เรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และจะไม่แก้รัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การนิรโทษกรรมให้ใครคนใดคนหนึ่ง จึงอยากให้รัฐบาลรักษาคำพูด

         นายจุรินทร์อภิปรายด้วยว่า ส่วนกรณีการออกวีซ่าของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ระบุว่ารัฐบาลไทยร้องขอนั้น นายกฯปฎิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะนายกฯเป็นหัวหน้ารัฐบาลไทย และถ้าเรื่องนี้ไม่จริง ทำไมรัฐบาลถึงไม่แสดงท่าทีตอบโต้หรือปฏิเสธไปที่รัฐบาลญี่ปุ่น หรือทำไมนายกฯไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ว่าถ้อยแถลงของ รัฐบาลญี่ป่นเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง

 

"ยิ่งลักษณ์"อภิปรายสรุปขอบคุณสมาชิกรัฐสภา

         หลังจากนั้นนายสมศักดิ์ได้ขอมติขอปิดการอภิปรายเนื่องจากไม่มีผู้ประสงค์จะอภิปรายแล้ว และเปิดโอกาสให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้อภิปรายสรุปส่งท้ายว่า ตนเองไม่เคยละเลยข้อห่วงใยของสมาชิกรัฐสภา และชี้แจงว่า ทุกนโยบายที่แถลงได้ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นโยบายของรัฐบาลได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม และทุกนโยบายไม่ได้บิดเบือนไม่ได้หลอกลวงอย่างที่สมาชิกได้กล่าวไว้ เพราะไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลที่มาจากประชาชน จะไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชน ซึ่งรัฐบาลได้มุ่งที่ผลลัพที่ประชาชนจะได้ ไม่ได้มุ่งที่การตีความนโยบาย

         การเข้าไปทำงานต้องมีอุปสรรค แต่ตนเองจะรับฟังข้อคิดเห็นของทุกคน ถ้าเป็นประโยชน์และอยู่บนหลักการที่ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุด  ส่วนรายละเอียดของนโยบาย รัฐบาลจะมุ่งเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น  สำหรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท มีเจตนาชัดเจนที่ต้องการช่วยเหลือแรงงาน ซึ่งสี่ห้าปีที่ผ่านมา ค่าแรงขึ้นไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ โดยความหมายของรายได้ มุ่งให้ครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน และรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกให้เอกชนสามารถปรับตัวได้

         ส่วนเงินเดือน 15,000 บาท จะเริ่มปรับให้ข้าราชการที่จบ ป.ตรี ทันทีที่งบประมาณปี 2555 ผ่าน ส่วนภาคเอกชน รัฐบาลพร้อมให้ความร่วมมือ สนับสนุนให้เอกชนสามารถทำได้ตามนโยบายนี้  ส่วนเรื่องแท็บเล็ต รัฐบาลไม่ได้มองแค่ผลลัพที่จะได้จากเด็ก ป. 1 แต่ที่ใช้โรงเรียนนำร่อง เพราะมองว่าเด็กวัยเรียนมีพัฒนาการสูงที่สุด ซึ่งรัฐบาลต้องการทำให้สื่อการเรียนการสอนพร้อม ที่จะให้เด็กวัยเรียนพัฒนาศักยภาพได้สูงสุด และรัฐบาลจะมีมาตรการดูแลกรณีเด็กจะนำไปเล่นเกม

         ส่วนความปรองดอง ที่อยากให้เริ่มจากรัฐบาล ตนเองยินดีและเต็มใจทำตาม และได้มอบหมายให้ คอป. ที่ตั้งโดยรัฐบาลที่แล้วทำงานอย่างอิสระ ไม่แทรกแซง  ส่วนการเยียวยา มีทั้งเยียวยาส่วนที่มีผลกระทบจากการเมืองทุกฝ่าย ซึ่งเป็นจุดเร่มต้นของการปรองดอง และเยียวยาใน 3  จว.ชายแดนภาคใต้

         สำรหับความเป็นห่วงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมน้อมรับทุกคำติติง แต่ยืนยันว่า การออกวีซ่าของประเทศญี่ปุ่น เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละประเทศ และขณะนั้น ตนเองยังไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศตามกฎหมาย ตอนนี้ตนเองยังไม่ได้เริ่มทำงาน จึงขอโอกาสให้ได้ทำงานก่อน

         สุดท้ายนายกฯได้ขอบคุณสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมอภิปรายยืนยันน้อมรับทุกคำแนะนำ และขอโอกาสทำงาน เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า จะต้องทำข้อสอบถูกทุกข้อ แต่เชื่อมั่นว่า จะทำข้อสอบผ่าน 

          เมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์อภิปรายสรุปเสร็จสิ้นลงสมาชิกฝ่ายรัฐบาลได้ปรบมือลั่นห้องประชุมรัฐสภา เสร็จแล้วนายสมศักดิ์สั่งปิดการประชุมในเวลา 16.47 น.

 

 ส.ว.ชมนโยบายสวยหรูหวั่นปฏิบัติยาก

           ภายหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาแล้วเสร็จ ทางสมาชิกวุฒิสภาได้แสดงความเห็นต่อนโยบายของรัฐบาลในด้านต่างๆ โดยนายอนุรักษ์ นิยมเวช ส.ว.สรรหา กล่าวว่านโยบายของรัฐบาล ตามที่ฝ่ายค้าน และส.ว.ได้ท้วงติงไม่สามารถตอบข้อสังสัยให้ชัดเจนได้ ทั้งเรื่องนโยบายรายได้ 300 บาท และเงินเดือนปริญญา 15,000 บาทว่าจะมีแนวทางการดำเนินการอย่างไรให้เกิดความเป็นรูปธรรม ส่วนประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ในนโยบายได้กำหนดรายละเอียดในส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งเพื่อเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) นั้นยังไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม

           น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กล่าวว่า ในภาวะที่รัฐบาลเน้นทำในเรื่องของนโยบายประชานิยม อาทิ แจกแท็ปเล็ต, รายได้ 300 บาท , เงินเดือน 15,000 บาท แต่ไม่ได้ระบุถึงมาตรการการหารายได้เข้าประเทศนั้น อาจทำให้ประเทศชาติเจ๊งได้ อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่านโยบายด้านพลังงานถือเป็นหัวใจสำคัญของรัฐบาล หากรัฐบาลจะใช้เป็นช่องทางในการหารายได้เข้าประเทศ จำเป็นต้องทำอย่างโปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างไรก็ตามตนสนับสนุนนโยบายเพิ่มค่าครองชีพของประชาชน แต่ต้องกำหนดกลไกที่จะควบคุมต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม

        “นโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงถือว่ามีความสวยงาม เหมือนลำไม้ไผ่ แต่การปฏิบัติต้องดูว่าจะออกมาเป็นบ้องกัญชาหรือไม่ ” น.ส.รสนา กล่าว

           ด้านนายนิคม ไวยรัชพานิช ส.ว.นนทบุรี ฐานรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ปัญหาการประชุมรัฐสภาที่เกิดขึ้นในวันแรก และวันที่ 2 ซึ่งเกิดปัญหาชุลมุนนั้น ตนมองว่าเป็นเพราะนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ไม่มีศาสตร์และศิลปะในการควบคุมการประชุม ไม่ได้ดูถึงอารมณ์ของสมาชิกในที่ประชุม

           “การทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา ถือว่าเป็นการทำงานที่ผิดพลาด เมื่อมีคนประท้วงแล้วไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง แต่กลับมีการวินิจฉัยทันที จึงทำให้ฝ่ายค้านมองว่าประธานทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง” นายนิคม กล่าว

           นายนิคม กล่าวถึงการทำหน้าที่ของส.ว.ในที่ประชุมรัฐสภาว่า ส.ว.ถือว่าต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ที่คอยสังเกตการในที่ประชุม ไม่เข้าไปยุ่งในความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่สิ่งที่พบมีส.ว.กลุ่มหนึ่งพยายามเข้าไปอยู่ในความขัดแย้ง กล่าวคือ ในวันที่ 24 ส.ค. ที่ประธานในที่ประชุมได้สั่งให้มีการนับองค์ประชุม เพื่อลงมติในญัตติที่ฝ่ายค้านเสนอให้เปิดการประชุมต่อ พบว่ามีส.ว.นั่งอยู่ในห้องประชุมประมาณ 60 คน แต่พบว่ามีส.ว.ที่เสียบบัตรแสดงตนเพียง 30 เท่านั้น