
ผวา"เงินเฟ้อ"ขึ้นดบ.นโยบาย0.25%
กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ 3.5% กังวลเงินเฟ้อยังเสี่ยงสูง แม้ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลกจะเพิ่มขึ้น รับดอกเบี้ยนโยบายใกล้สู่จุดสมดุล ด้านเอกชนมอง ธปท. ควรขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งสุดท้ายในปีนี้ ห่วงเงินไหลเข้าหากส่วนต่างดอก
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มาอยู่ที่ 3.5% เนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในอนาคตยังมีอยู่สูง ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีแรงขับเคลื่อนให้ขยายตัวได้ แม้จะมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายรอบนี้ กนง. จะติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เพื่อดูแลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องอย่างมีเสถียรภาพ
"กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีสูงกว่าด้านเศรษฐกิจโลก และดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันก็ยังอยู่ระดับต่ำกว่าปกติ จึงควรปรับขึ้นให้เข้าใกล้ระดับสมดุลมากขึ้น" นายไพบูลย์กล่าว และว่า จากการสำรวจคาดการณ์เงินเฟ้อในทุกเดือนพบว่าตัวเลขดังกล่าวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีความกังวลว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อระยะต่อไปยังมีสูงอยู่ แต่หลังจากขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้แล้ว ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายเริ่มใกล้สู่จุดสมดุลมากขึ้น ดังนั้น ในการประชุม กนง. ครั้งถัดไปก็คงต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน
ทั้งนี้ คณะกรรมการได้มีความเห็นเช่นเดียวกับประชาชนว่า รัฐบาลมีนโยบายที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งนโยบายของรัฐคงทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี เพียงแต่เศรษฐกิจที่ขยายตัวดีอยู่แล้วและไปกระตุ้นก็อาจทำให้เศรษฐกิจเติบโตเกินกว่าศักยภาพได้ และถ้าเศรษฐกิจโตกว่าศักยภาพก็เป็นธรรมดาที่เงินเฟ้อย่อมสูงขึ้น
ด้านนายตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของกนง.ครั้งนี้ถือว่าเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เพราะเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังติดลบ โดยคาดว่ากนง.อาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ทำให้สิ้นปีนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 3.75% ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยของธนาคารนั้น จะต้องรอดูภาวะตลาดและการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ก่อน
ขณะที่นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กนง.ควรปรับดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้ เพราะดอกเบี้ย 3.5% ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย จะะทำให้เงินไหลเข้ามาภูมิภาคและไทยมาก เพราะมีส่วนต่างดอกเบี้ยมาก และจะส่งผลทำให้เงินบาทแข็งค่ามากขึ้น ส่วนปี 2555 ค่อยมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะปรับดอกเบี้ยขึ้นอีกหรือไม่



