ข่าว

สภาล่มปิดประชุมหลังเดือดประท้วงวุ่น

สภาล่มปิดประชุมหลังเดือดประท้วงวุ่น

25 ส.ค. 2554

อุณหภูมิสภาร้อน ! ปชป.เปิดประเด็น 'ปรองดอง' ซัด พท. ใช้ 2 ขา 'พรรคการเมือง-เสื้อแดง' ส่งผลประเทศป่วน สภาวุ่น 2 ฝ่าย ประท้วงพัลวัน หลังพักประชุมร่วมครึ่งชั่วโมง เปิดประชุมใหม่ องค์ประชุมไม่ครบ สั่งปิดประชุม

          เมื่อเวลา 20.50 น.ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาฯ ซึ่งมีการอภิปรายในประเด็นการต่างประเทศและการสร้างความปรองดอง โดยนายนิพิฐฏ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกอภิปรายตอนหนึ่งว่า การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ เขาจำเป็นต้องพูดถึงบุคคลและกลุ่มการเมืองภายนอกไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็ตาม ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะสำเร็จหรืออุปสรรคในการสร้างความปรองดองในประเทศ  เพราะในระบอบประชาธิปไตยไม่มีทางหาความเห็นร่วมกันได้เลย ดังนั้น หลักคือต้องสนับสนุนความเห็นต่าง แต่อย่าทำร้ายกัน

          "วันนี้ เราขัดแย้งเรื่องประชาธิปไตยนำผู้คนออกมา ทำร้ายกันฆ่ากันเพื่อกำหนดนิยามประชาธิปไตย ตอนยุบสภา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ วีดีโอลิ้งค์บอกว่า จะทำยุทธศาสตร์การเดินสองขา ซึ่งนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ แกนนำนปช. ก็รับนโยบายนี้มา ขาหนึ่งคือเพื่อไทย ขาที่สองคือคนเสื้อแดง เวลาที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ไปที่จ.นครปฐม และหลายจังหวัดในประเทศนี้ ปรากฎว่า พบปะปราศรัยไม่ได้"

          ทั้งนี้ เคยมีผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า จะห้ามคนเสื้อแดงไม่ให้ขัดขวาง นายอภิสิทธิ์ ได้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์บอกห้ามไม่ได้ เพราะมันเป็นสิทธิของประชาชน เลยอยากถามนายกฯ ว่า มีมนุษย์ไหน ห้ามขาตัวเองไม่ได้ มีประเภทเดียวคือคนพิการท่อนล่าง นี่คือยุทธศาสตร์การเดิน 2 ขา ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความปรองดองคนในชาติ

          “สิ่งที่คนเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือเสื้อสีอะไรก็ตามทำในประเทศยอมรับว่า นี้ใจเขาถึงกว่าผม เพราะเป็นการทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย และวันนี้ เขาชนะมาเป็นรัฐบาล ทุกคนที่ทำความผิดต้องขึ้นศาล เมื่อวาน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ บอกว่า การแทรกแซงทำอย่างไร รัฐบาลทำไม่เป็น แล้วการทำถุงขนมหล่นสองล้านที่ศาลเป็นการแทรกแซงหรือไม่ เราไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้น แต่ใครทำผมไม่รู้” นายนิพิฐฏ์กล่าว

 

2 ฝ่าย เปิดศึก ประท้วงวุ่น

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อพูดถึงประเด็นเรื่องยุทธศาสตร์2ขา และถุงขนม2ล้านบาท นายพิชิต ชื่นบาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยได้ลุกขึ้นประท้วง ขอให้นายนิพิฐฏ์ ถอนคำพูด จากนั้น นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นประท้วงว่า นโยบายของรัฐบาลไม่มีการพูดถึงเรื่องการเดินด้วย2ขา ดังนั้น ขอให้ประธานสภาห้ามผู้อภิปราย ไปอภิปรายเกี่ยวกับเรื่อง 2 ขา ถ้าพูดเช่นนี้ต่อคงไม่จบ ดังนั้นให้การอภิปรายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

          เช่นเดียวกับนายจตุพร พรหมพันธ์ ที่ลุกขึ้นประท้วง ขอให้ถอนคำพูด อย่าให้พูดพาดพิง นายพิชิต โดยอ้างว่าคำวินิจฉัยในเรื่องถุงขนมนั้นอยู่ในชั้นศาล จนนายนิพิฏฐ์ ยอมถอนคำพูด

          จากนั้น นายนิพิฐฏ์  จึงได้อภิปรายต่อว่า การฟื้นฟูประชาธิปไตยทั้งหมดที่เกิดขึ้นเรามองประชาธิปไตยต่างกัน ดังนั้น เราต้องหาจุดร่วมว่า ประชาธิปไตยคืออะไร วาทะบางเรื่องขอให้หยุดได้หรือไม่ อาทิ คำว่ามือที่มองไม่เห็น มีอำนาจบอกบารมี

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อการอภิปรายถึงช่วงนี้ ทำให้ประธานปิดไมค์ และตัดบทว่า เรื่องอดีตลืมได้ก็ดีอย่าไปนึกถึง หากลืมอดีตมันเดินหน้าได้เลย มามองว่านโยบายปรองดองฝ่ายค้านมอง จะเดินหน้าอย่างไร อย่ารื้อฟื้นความหลัง

          จากนั้น นายนิพิฐฏ์ กล่าวว่า การปรองดองวิวาทะบางเรื่องต้องยุติ ถ้าไม่ยุติฝ่ายหนึ่งออกมาโต้ก็ไม่สิ้นสุด คำบางคำที่บอกต่อไปนี้จะไม่มีแล้ว ส่วนเรื่องการยึดมั่นการปกครองระบอบปชต.อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ต้องยอมรับความจริงบ้าง และอาจจะเจ็บปวด เขาชื่นชมนายกฯ เขียนไว้หลายเรื่อง ซึ่งกังวลว่า อย่าเขียนแต่ในนโยบายต้องปฏิบัติด้วย

          นอกจากนี้ นายนิพิฏฐ์ ได้อ้างถึง หนังสือเรดพาวเวอร์ที่มีเนื้อหาพาดพิง สถาบัน ที่มีการแจกให้กับที่ประชุมส.ส.พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่5ส.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงการจัดงานทักษิณมหาราษฎร์ เมื่อเร็วๆนี้

 

"สมศักดิ์" สุดต้าน ปล่อยอภิปราย

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถึงช่วงนี้นายสมเกียรติพยายามตัดบทว่าส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้พูดออกนอกประเด็น จนทำให้ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประท้วงเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับส.ส.พรรคเพื่อไทยที่พยายามตอบโต้ว่าได้ใส่ร้าย และขอใช้สิทธิ์พาดพิง จนทำให้นายสมศักดิ์ ต้องตัดบทว่าให้ทั้ง2ฝ่ายใช้เวลาอภิปรายได้อย่างเต้มที่ โดยมีกติกาว่าต้องไม่ประท้วงกัน จนนายนิพิฏฐ์พูดจบ

 

“เฉลิม" ยันจงรักภักดี

          จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้ลุกขึ้นอภิปรายโต้ตอบ ว่า พรรคเพื่อไทยมีความจงรักภัคดี และไม่มีใครสักคนเดียวที่ไม่จงรักภัคดี ไม่อยากให้พรรคการเมืองมีการแอบอ้างสถาบัน ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีบุคลากรที่เป็นนายตำรวจและทหารเป็นจำนวนมาก ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์อย่าใส่ร้ายกันเหมือนที่เคยใส่ร้ายนายปรีดี พนมยงค์ ดังนั้นเลือกพูดถึงสถาบันสักที

          ด้านนายจตุพร ได้ลุกขึ้นอภิปรายโต้ตอบ ในประเด็นการจัดงานทักษิณมหาราษฎร์ว่า ขอให้นายนิพิฏฐ์เอาหลักฐานมาแสดง อีกทั้งหลังพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง มีพวกมือดีพยายามทำลายคนเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย โดยพยายามใช้ป้ายข้อความที่มีคำพ้องเสียง

 

“สุเทพ" ลุกขึ้นแจง “เต้น” วอนอย่าเอาล้มสถาบันทำลาย

 

          นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี อภิปรายว่า ได้มีการกระทำของกลุ่มบุคคลได้กระทำการจาบจ้วงเบื้องสูง สมัยที่เขาเป็นรองนายกฯ เมื่อเห้็นว่า คนเหล่านี้มีการลบหลู่สถาบัน ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมทาย ไม่ได้ใส่ร้าย และกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ได้ตั้งข้อกล่าวหากลุ่มคนเหล่านี้ 19คน โดยมีนายจตุพร และพรรคพวกซึ่งเป็นส.ส.พรรคเพื่อไทยรวมอยู่ด้วย

          ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า การกล่าวหาเช่นนี้ไม่มีหนทางจะปรองดองได้ การนำเอาสถาบันมาโจมตี ไม่มีสิ่งใดดีเลย ตนขอบอกว่า วันนี้เราอภิปรายนโยบาย การกล่าวหาเรื่องนี้มันทำลายทุกฝ่าย นายกรัฐมนตรีที่มีประชาธิปไตย ข้อกล่าวหานี้ทำลายประชาชน

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายชี้แจงของนายณัฐวุฒิ ทำให้มีการประท้วงอย่างมากมาย จากพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายสุเทพ ได้ขอให้ถอนคำพูด และขอให้ประธานวินิจฉัย โดยเฉพาะในประโยคที่ว่า มีการนำเอาสถาบัน มาเป็นใบอนุญาตสั่งฆ่าประชาชน ซึ่งการประท้วงได้ดำเนินไปโดยใช้เวลาพอสมควร ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ แม้กระทั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ลุกขึ้นยืนประท้วง และขอให้นายณัฐวุฒิ ยืนยันอีกครั้งว่า ไม่ได้พูดตามที่ว่านี้

 

เกินควบคุม ประธานสั่งพักการประชุมชั่วคราว 

 

         ทั้งนี้ ประธานในที่ประชุม ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะการประท้วงจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่นายสุเทพ ยืนยันให้ประธานวินิจฉัย ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปราย ซึ่งนายสุเทพ ได้ส่งเอกสารที่ระบุว่า เป็นคำพูดของนายณัฐวุฒิ ให้ประธานวินิจฉัย โดยอ้างว่า ไม่ต้องการพูดเพื่อตอกย้ำในที่ประชุมสภาอีก

          อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในที่ประชุมสภาเป็นไปอย่างตึงเครียด ขณะที่นายณัฐวุฒิ และนายจตุพร พยายามจะขอใช้สิทธิ์อภิปรายชี้แจง ซึ่งทำให้ประธานตัดสินใจ พักการประชุมชั่วคราว โดยอ้างว่า จะขอพิจารณารายละเอียดในเรื่องดังกล่าวก่อน

 

เปิดประชุมใหม่ รัฐบาลขอปิดอภิปราย ฝ่ายค้านขอเปิดต่อ

 

          เวลา  22.30 น. ภายหลังจากนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา สั่งให้พักการประชุม 10 นาที ปรากฎว่า ส.ส.ประชาธิปัตย์ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินมาหารือนอกห้องประชุมกับส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำส.ส. ยังอยู่ภายในห้องประชุม โดยมีส.ส.หลายคนเดินเข้ามาหารือด้วยเช่นกัน ขณะที่ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็ได้จับกลุ่มกันหารือ

           จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ได้เรียก ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาหารือนอกรอบ จากนั้นส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้เดินกลับมาหารือกันอีกครั้งหนึ่งก่อนที่นายสมศักดิ์จะเปิดการประชุมอีกครั้งหนึ่ง

           ต่อมาในเวลา 23.10 น. หลังจากที่พักการประชุมไป 40 นาที  นายสมศักดิ์ ได้ดำเนินการประชุมต่อ  โดยได้วินิจฉัยตามที่นายสุเทพ ประท้วง  โดยให้นายณัฐวุฒิ ถอนคำพูด

           จากนั้น นายณัฐวุฒิ ได้ถอนคำพูด พร้อมกล่าวว่า "ผมไม่มีเจตนาอื่น บริสุทธิ์ใจ จึงขอถอนเพื่อให้สภาเดินหน้าได้"

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้น นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นคราชสีมา พรรคเพื่อไทย ได้เสนอปิดการอภิปราย ทำให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานวิปฝ่ายค้านได้ลุกขึ้นพร้อมกล่าวว่า "ยังดำเนินการไม่ครบตามที่กำหนดไว้ จึงขอเสนอเปิดอภิปรายต่อ"

 

สภาล่ม องค์ประชุมไม่ครบ สั่งปิดประชุม

 

          ทั้งนี้ ทำให้นายสมศักดิ์ ได้ขอตรวจสอบองค์ประชุมเพื่อลงมติ จากนั้น ส.ส.ประชาธิปัตย์ ส่วนใหญ่ได้วอคเอ้าท์ ออกมาจากห้องประชุม ซึ่งหลังจากการลงมติปรากฎว่า มีมติเพียง 308 เสียง ซึ่งไม่สามารถปิดประชุมได้ นายสมศักดิ์ จึงเสนอให้มีการแสดงตนใหม่ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากเครื่องอิเลคทรอนิคขัดข้อง จนทำให้เกิดเสียงโห่ขึ้น แต่นายสมศักดิ์ ก็อ้างว่า สามารถทำได้เพราะเป็นอำนาจของประธาน อย่างไรก็ตาม การลงมติในรอบที่ 2 ก็ปรากฏว่า มีมติเพียง 313 เสียง และเมื่อรวมกับอีก 1 เสียง ของนายอนุศักดิ์ ที่ไม่สามารถเสียบบัตรได้ ก็มีเพียง 314 เสียงเท่านั้น ซึ่งถือว่า องค์ประชุมยังไม่ถึงกึ่งหนึ่ง คือ  325 เสียง

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ได้ลุกขึ้นกล่าวว่าไม่ใช่กฎหมายสำคัญ ไม่ต้องมีการลงมติ เป็นแค่การเสนอญัติติ ที่จะเปิดและปิดการอภิปรายเท่านั้น จึงทำให้ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นพร้อมส่งเสียงโห่ จากนั้น นายสมศักดิ์ จึงสั่งปิดการประชุมทันที ในเวลา 23.30 น. ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงนโยบายครั้งนี้ ได้ใช้เวลาในการอภิปรายทั้งสิ้น 31 ชั่วโมง 30 นาที

 

ส่ง เอสเอ็มเอส นัดประชุมใหม่ 25 ส.ค.54 บ่ายโมงตรง

 

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ปธ.สภาฯ ได้ส่ง SMS นัดประชุมรัฐสภาอีกครั้ง ในวันที่ 25 ส.ค.54 เวลา13.00 น.

 

"สาทิตย์"จวก"สมศักดิ์"เป็นตัวปัญหาทำสภาล่ม 


            เมื่อเวลา 00.02 น. นายสาทิต วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังปิดประชุมสภาว่า บรรยากาศแบบนี้เป็นเรื่องไม่ดี เพราะหลักของสภาต้องยอมรับเสียงข้างมาก และเคารพเสียงข้างน้อย แต่รัฐบาลได้นำเรื่องเสียงข้างมากมาดำเนินการ ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดเกิดจากตัวประธานรัฐสภาเองที่ไม่ดำเนินการควบคุมการประชุมให้ผ่อนปรนและยืดหยุ่นมากกว่านี้และไม่เปิดโอกาสให้ส.ส.ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเท่าเทียม

            นายสาทิต กล่าวด้วยว่า หากเทียบกับการทำหน้าที่ของนายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา นายชัยจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เพราะเป็นผู้ที่มีอารมณ์ขัน เป็นผู้ใหญ่ รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว ขณะที่นายสมศักดิ์ไม่มีลักษณะแบบนี้ พยายามตัดเกมวินิจฉัยเสียเอง ซึ่งแบบนี้ ทำให้เกิดความคับข้องใจของสมาชิกสภาได้  ทั้งนี้ บรรยากาศในสภาขึ้นอยู่กับ 2 เงื่อนไข  1.การทำหน้าที่ของประธานสภา 2.อยู่ที่ว่ากำลังพิจารณาเรื่องอะไร ดังนั้นทั้ง 2 เงื่อนไขต้องเดินไปด้วยกัน

            ขณะที่น.พ.ณรงค์ เดชกิจวิกรม  ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ "สำนักข่าวเนชั่น" ว่า รัฐบาลต้องการใช้เสียงข้างมากในการปิดปาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ วิปทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงกันเรื่องเวลาแล้ว ซึ่งปัญหาในการประชุมเกิดจากนายสมศักดิ์ที่ทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง ซึ่งการประชุมครั้งๆ ต่อไปก็อาจจะเกิดปัญหาเช่นนี้

             ดังนั้นประธานสภาต้องปรับวิธีคิดใหม่ ไม่ใช่ควบคุมการประชุมด้วยการปิดไมค์ฝ่ายค้าน และเปิดไมค์ให้ส.ส.รัฐบาล ที่ผ่านมาประธานสภาหลายคนมีประสบการณ์น้อย แต่มีความเป็นธรรมมาก แต่นายสมศักดิ์มีประสบการณ์มากแต่ไม่มีความเป็นธรรม หากเทียบกับการทำหน้าที่ของ พ.อ.อภิวันท์ อดีตรองประธานสภา ยังทำหน้าที่ดีกว่า