
'วิชา'ชี้แก้ทุจริตไม่ได้ไทยไม่รอดแน่
"วิชา" เผยทุจริตในเมืองไทยมีการพัฒนาการ ระบุหากแก้ไม่ได้เชื่อประเทศไปไม่รอดแน่ ด้านรองปธ.คกก.อำนวยการสถาบันตลาดทุนฯ ชัดความขัดแย้งเกิดในสังคมมาจากผู้นำประเทศขาดจริยธรรม ใช้วิธีศรีธนญชัยเพื่อหนีความผิด เสนอตั้งศาลคดีเศรษฐกิจ เพื่อเอาผิดกับคนกระทำอย่างจริงจ
24 ส.ค.2554 ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ได้มีการประชุมนิติศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 8 หัวข้อ"การทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐและเอกชน" จัดโดยคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขานิติศาสตร์ เพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการกับผู้กระทำผิด ในสถานการณ์ปัจจุบัน
ในการอภิปรายช่วงเช้า ศาสตราจารย์ (พิเศษ) วิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กล่าวตอนหนึ่งในการอภิปราย เรื่อง "การทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐและเอกชน" ว่า ในขณะนี้ ป.ป.ช. ได้ผลักดันร่างกฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการปกป้องและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2554 (ฉบับที่2) ซึ่งขณะนี้ผ่านรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว โดยมีเนื้อหาสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการทุจริตของสหประชาชาติ ทั้งนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าว มีเนื้อหาที่เข้มข้นและครอบคลุมประเด็นการตรวจสอบเรื่องทุจริต โดยเฉพาะในเรื่องความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ (Conflict of Interest) เนื่องจาก การทุจริตในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องติดสินบนเท่านั้น แต่พัฒนาเป็นเรื่องการทุจริตเชิงนโยบาย และผลประโยชน์ทับซ้อน หากแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ ประเทศคงไปไม่รอด
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) วิชา กล่าวว่า การดำเนินการเอาผิดกับการทุจริตในภาครัฐและเอกชนจะต้องยกระดับให้เท่าทันกับวิธีการทุจริต และกลโกงที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากการกระทำผิดในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องใบเสร็จทิ้งเป็นหลักฐาน อย่างกรณีการทุจริตซื้อยา สมัยรัฐมนตรีรักเกียรติ์ สุขธนะ ซึ่งถือเป็นกรณีที่ต้องจารึกบนหน้าประวัติศาสตร์ ที่มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด แม้จะไม่มีหลักฐานใบเสร็จ แต่ผู้กระทำผิดมีพฤติกรรมส่อการกระทำการทุจริต ที่นำไปสู่การตรวจสอบและดำเนินคดีต่อไป อย่างไรก็ตาม การทุจริตคอรัปชั่น ไม่ได้หมายถึงการให้สินบนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการกระทำที่ฝ่าฝืนความไว้วางใจประชาน โดยมีการสำรวจประเทศในภูมิภาคเอเชียที่ปรากฎ มีเจ้าหน้าที่รัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบทางกฎหมายมากที่สุด ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ตามลำดับ โดยประเทศเหล่านี้ได้มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อดำเนินการกับผู้กระทำการทุจริตภาครัฐและเอกชน ด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์การกระทำผิดที่เข้มข้นมากขึ้น
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) วิชา ระบุว่า มีรายงานสำรวจจำนวนการติดสินบน ปรากฎตัวเลขการจ่ายเงินใต้โต๊ะของแอกชนที่ให้กับภาครัฐเพิ่มขึ้นจากเดิม 40 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มจาก 20 เปอร์เซ็นต์ โดยตนเห็นว่า การออกกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตคงไม่สามารถช่วยได้ หากนักการเมืองยังไม่มีจริยธรรม นอกจากนี้ จะต้องขอความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยการปลูกฝังจริยธรรมให้กับสังคมทุกระดับชั้น
ด้านนายวิเชษ ตันติวานิช รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ สถาบันวิทยาการตลาดทุนตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เกิดจากผู้นำประเทศทำผิดจริยธรรม อย่างกรณีชินคอร์ปเปอร์เรชั่นและกุหลาบแก้ว ที่ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่เป็นเรื่องศรีธนญชัย ซึ่งเป็นเรื่องที่บุคคลมีอำนาจสั่งการ ใช้อำนาจทางกฎหมายที่มีไว้สำหรับนำไปพัฒนาประเทศ ไปใช้ประโยชน์เพื่อธุรกิจส่วนตัว พอถูกตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมาย ก็หนีออกนอกประเทศไป ทิ้งความขัดแย้งแตกแยกไว้ให้กับสังคม
นายวิเชษ กล่าวอีกว่า การดำเนินคดีบุคคลที่กระทำผิดในเรื่องนี้ ก็มีความล่าช้า เนื่องจากผู้เอาผิดไม่เข้าใจประเด็นว่าใช้กลโกงทำผิดกฎหมายอย่างไร และไม่แยกแยะว่า คดีไหนสำคัญก่อนหลัง ที่ควรหยิบมาพิจารณาทันที ทำให้ผู้กระทำผิดมีจังหวะเวลากลบเกลื่อนหลักฐานที่กระทำผิด และเผ่นหนีไปต่างประเทศได้ทัน ดังนั้นตนขอเสนอให้จัดตั้งศาลคดีเศรษฐกิจ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ ในช่วงบ่าย ได้มีการจัดประชุมกลุ่มย่อย ในหัวข้อ “การทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบาย” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคเนติ กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขานิติศาสตร์ กล่าวว่า การทุจริตเชิงนโยบายไม่สามาถแยกออกจากอำนาจรัฐได้ ซึ่งเกิดจากการที่ประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่แพงเป็นตัวกระตุ้น ทำให้การเมืองไทยเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการถอนทุนคืน และเมื่อไรที่อำนาจรัฐกับอำนาจทุนอยู่ในตัวบุคคลๆ เดียวกัน จะยิ่งทำให้โอกาสการทุจริตเกิดขึ้นได้ง่าย จึงจะเห็นว่า การทุจริตเชิงนโยบายยังเห็นได้ด้วยนโยบายประชานิยม ที่เป็นการวางรากฐานที่สร้างประโยชน์ส่วนตน พวกพ้องในระยะยาว
นอกจากนี้ การทุจริตเชิงนโยบาย มักใช้ฐานมติครม. หรือความตกลงระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล เนื่องจากการดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำการทุจริตในลักษณะการออกเป็นมติ ครม.จะถูกตัดตอนและความผิดตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ ส่วนการทุจริตในลักษณะของการทำความตกลงระหว่างประเทศ มีความเชื่อมโยงกับมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทำให้การตรวจสอบเข้าไปไม่ถึง เนื่องจากได้รับความเห็นชอบระดับผู้นำประเทศ
รองศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด กล่าวด้วยว่า สำหรับประเทศไทย ได้มีการกำหนดกฎหมายสารบัญญัติ ที่ครอบคลุมการดำเนินการเอาผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ใช้อำนาจรัฐในการบริหารประเทศแล้ว ที่ระบุอยู่ใน มาตรา 100 - มาตรา 103/1ของ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการปกป้องและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2554 (ฉบับที่2) อย่างไรก็ตาม หากมีระบบตรวจสอบจริยธรรมดีขึ้น ก็จะช่วยกระตุ้นต่อมจริยธรรมให้ทำงานดีขึ้นด้วย โดยตนขอเสนอให้มีการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนในการปกป้องและปราบปรามการทุจริต รวมทั้งมีการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ป.ป.ช. ปปง. และสตง. อีกด้วย



