ข่าว

'ไทย-กัมพูชา'ถกกรอบปรับกำลังทหาร

'ไทย-กัมพูชา'ถกกรอบปรับกำลังทหาร

24 ส.ค. 2554

ถก'อาร์บีซี'เสร็จสิ้น แม่ทัพภาค2 ระบุ มีกำหนดกรอบการปรับกำลังทหาร ตามมติศาลโลก เตรียมส่งคณะกรรมการ GBC. หารือร่วมอีกครั้งที่กรุงพนมเปญ ต้นเดือนหน้า

          ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 ส.ค.54  ที่ห้องประชุมอรพิม ภายในโรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมา คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (อาร์บีซี) ฝ่ายไทย นำโดย พลโทธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะประธานฝ่ายไทย พร้อมด้วย พลตรีชาสร วายโสกา รองแม่ทัพภาคที่ 2 , พลตรีมารุต ลิ้มเจริญ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 , นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ , นายสุรพล สายพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี , นายพิภพ ดำทองสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ , พันเอกประจักษ์ ประเมศรี รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์   และหัวหน้าส่วนราชการที่ประจำอยู่ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา รวม 25 คน 

          ทั้งนี้ ได้เข้าร่วมประชุมกับทางคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ภูมิภาคทหารที่ 4  ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอกเนียง พาด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ที่ปรึกษาส่วนตัวสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา , พลเอกเจีย มอน รองผู้บัญชากรทหารบก ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 , พลเอกสรัย ดึ๊ก รองเสนาธิการร่วม กองบัญชาการทหารสูงสุด กัมพูชา,  นายอุม มารา ผู้ว่าราชการจังหวัดพระวิหาร , นายอิง วอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่แนวชายแดนไทย - กัมพูชา และคณะรวม 25 คน

          เพื่อปรึกษาหารือและหาข้อสรุปในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย - กัมพูชา ครั้งที่ 15 โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 08.00 - 09.00 น. กองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย - กัมพูชา 2 ฝ่าย ได้มีการประชุมหารือกัน ในส่วนของประเด็นการพูดคุย เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการหารือกันในที่ประชุมใหญ่ ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย - กัมพูชา ครั้งที่ 15 โดยมีการกำหนดวาระการประชุมหารือในเบื้องต้นออกมาเป็น 3 วาระ วาระที่ 1 เป็นการแนะนำตัวของคณะกรรมการทั้ง 2 ฝ่าย ต่อที่ประชุม วาระที่ 2 เป็นการนำเสนอผลการหารือของกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อให้คณะกรรมการชุดใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายพิจารณาร่วมกัน รวมทั้งจะมีการพูดคุยหารือกันในรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

          ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 ส.ค.54  ทางพลโทธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ จะมีการหารือเพื่อแก้ไขปัญหา และส่งเสริมความร่วมมือกันของไทย - กัมพูชา ในส่วนของเศรษฐกิจ , สังคม และด้านความมั่นคง การรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ส่วนกรณีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการปรับกำลังทหารทั้ง 2  ฝ่าย ออกจากบริเวณเขาพระวิหารนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีการบรรจุลงในวาระการประชุมครั้งนี้อย่างชัดเจน แต่ทางแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ระบุว่า การหารือในกรณีดังกล่าว อาจจะมีการพูดคุยระหว่างกันถึงรายละเอียดความเป็นไปได้อย่างคร่าวๆ เพื่อหาข้อมูลความเป็นไปได้ แต่หากไม่สามารถพูดคุยกันได้ ก็จะต้องให้เป็นหน้าที่ของระดับรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศหารือกันเอง 

          อย่างไรก็ตามภายในที่ประชุมไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าร่วมสังเกตการณ์และรับฟังข้อหารือกันระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย แต่ทางผู้นำคณะทั้ง 2 ฝ่ายจะออกมาแถลงผลการประชุมต่อสื่อมวลชนภายหลังจากการประชุมเสร็จสิ้นแล้ว โดยการประชุมดำเนินไปจนถึงเวลา 10.15 น. พลโทธวัชชัย แม่ทัพภาคที่ 2 และพลเอกเจีย มอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารพื้นที่แนวชายแดนทั้ง 2 ฝ่าย ได้เข้าประชุมนอกรอบภายในห้องประชุมอีกแห่ง ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 2 ของโรงแรม นานเกือบ 2 ชั่วโมง จากนั้นได้ลงมาทำพิธีปิดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย - กัมพูชา ที่ห้องประชุมอรพิม

          ซึ่งก่อนที่จะเข้าทำพิธีปิดการประชุมครั้งนี้ พลโทธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผย หลังจากที่ได้มีการพูดคุยหารือนอกรอบกับทาง พลเอกเจีย มอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา ถึงข้อสรุปของการหารือในระดับภูมิภาค ระหว่าง ไทยและกัมพูชา ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ( GBC ) ที่กำลังจะมีขึ้นหลังจากนี้ที่กรุงพนมเปญ ว่า ในเรื่องที่จะนำไปเสนอต่อทางคณะ GBC นั้น คงไม่สามารถที่จะตอบได้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทางเบื้องบนจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจ สำหรับในส่วนของภูมิภาคนั้นเป็นเพียงแต่แค่ข้อเสนอของทั้ง 2 ฝ่าย ที่อยู่ในระดับพื้นที่ ที่จะมีการนำเสนอไปยังรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศไปพิจารณาและจะมีคำสั่งลงมาในระดับพื้นที่ว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร 

          ผู้สื่อข่าวถามว่า สำหรับกรณีการปรับกำลังทหารออกจากพื้นที่เขาพระวิหารตามมติของศาลโลก อาจจะมีแนวทางการการปรับกำลังทหารออกและนำตำรวจตระเวนชายแดนไปประจำในพื้นที่แทนนั้นเป็นไปได้หรือไม่ พลโทธวัชชัย  กล่าวว่า เท่าที่เราคิดไว้ก็คงจะเป็นอย่างนั้นส่วนหนึ่ง แต่ในส่วนของการปรับกำลังนั้นต้องเป็นการพูดคุยกันในระดับคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย - กัมพูชา  ( GBC ) ที่จะหารือกัน สำหรับในส่วนของการประชุม RBC นั้นเป็นเพียงการกำหนดกรอบส่งไปให้กองเลขนนุการ GBC นำไปพิจารณาและดำเนินการอีกทางหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทราบว่าการประชุมระดับ GBC นั้นจะมีขึ้นในต้อนเดือนกันยายนนี้ ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

          ทั้งนี้แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่า จากการที่ได้มีการหารือกันในระดับ RBC ในครั้งนี้ไม่มีอะไรน่าหนักใจ มีแต่เรื่องที่ดีๆ ซึ่งก็คิดว่าหลังจากนี้คงไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ส่วนการพูดคุยเกี่ยวกับกรณีที่จะมีการส่งผู้สังเกตการณ์จากอินโดนีเซียเข้ามาสังเกตการณ์ในพื้นที่นั้น ในเรื่องนี้ก็ได้มีการพูดคุยกันบ้าง แต่ในส่วนของการตัดสินใจก็คงจะเป็นทางเบื้องบนว่าจะสั่งการลงมาอย่างไร ส่วนการประชุมนอกรอบที่มีขึ้นนั้น เป็นเพียงการวางกรอบแนวความคิดเพื่อเสนอให้ทาง GBC นำไปพิจารณาเท่านั้นและยังไม่สามารถที่จะให้รายละเอียดได้ 

          จากนั้นทั้งพลโทธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 และทาง พลเอกเจียมอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา ได้เป็นประธานร่วมกันกล่าวปิดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย - กัมพูชา ก่อนที่จะออกมาแถลงผลการประชุมต่อสื่อมวลชนในเวลาต่อมา โดยทางพลโทธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ฝ่ายไทย เป็นตัวแทนแถลงข่าวกับสื่อมวลชน 

          พลโทธวัชชัย  แถลงว่า สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย - กัมพูชา ด้านกองทัพภาคที่ 2  และภูมิภาคทหารที่ 4 ครั้งที่ 15  (สมัยวิสามัญ) การประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีงามของทั้งสองฝ่าย ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความปรารถนาดีต่อกัน โดยฝ่ายกัมพูชา ได้แสดงความยินดีต่อฝ่ายไทย ในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังจากที่ได้จัดให้มีการเลือกตั้งในห้วงที่ผ่านมา 

          สำหรับแนวทางการหารือกับฝ่ายกัมพูชาได้ยึดถือกรอบเจรจาของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - กัมพูชา ( GBC ) ใน 15 ประเด็น มาเป็นแนวทางในการหารือกับฝ่ายกัมพูชา ได้แก่ ด้านความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน และความร่วมมือด้านอื่นๆ ในการพัฒนาพื้นที่ชายแดน การรักษาสิ่งแวดล้อม และความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย มีความกินดีอยู่ดี และมีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

          นอกจากนี้ได้หารือร่วมกัน ที่จะป้องกันและปราบปรามการค้ายาเสพติด รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดอื่นๆ ตามแนวชายแดน ซึ่งการประชุมดังกล่าวไม่มีการลงนาม เนื่องจากรัฐบาลไทยยังไม่ได้แถลงนโยบาย สรุปผลการหารืออย่างไม่เป็นทางการได้ดังนี้

          1. ให้กำลังตำรวจ ทหาร ของทั้งสองฝ่าย เพิ่มความร่วมมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ด้วยการจัดให้มีการประสานงาน ร่วมมือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นตามลำดับ 

          2. เพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามการค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อตัดช่องทางการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้เยาวชนและประชาชนได้ทราบถึงพิษภัยและโทษของยาเสพติด 

          3. สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพิ่มความร่วมมือ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดามแนวชายแดน อาทิ  ให้มีการแลกเปลี่ยนข่าวสาร และมีความร่วมมือในการลาดตะเวนเพื่อปราบปรามการกระทำผิดตามแนวชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ 

          4. สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในด้านสาธารณสุข ด้านการเกษตร ด้านการท่องเที่ยว การศึกษาและสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือน แลกเปลี่ยนประเพณีวัฒนธรรมระหว่างกันและกระชับความสัมพันธ์ที่มีให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

          ผู้สื่อข่าวถามถึงการประชุมครั้งนี้มีการพูดคุยถึงการปรับกำลังทหารออกจากพื้นที่เขาพระวิหารบ้างหรือไม่ พลโทธวัชชัย  กล่าวว่า ในส่วนนี้ได้มีการหารือร่วมกันไปแล้ว แต่ว่าไม่สามารถจะให้คำตอบได้ เพราะว่าเป็นข้อมูลที่จะต้องส่งให้ทางคณะกรรมการ GBC ตกลงร่วมกันระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งทั้งนี้การพูดคุยในเรื่องดังกล่าว ถือเป็นการรู้กันภายในของคณะกรรมการระดับ RBC ของทั้ง 2 ฝ่าย โดยที่จะไม่มีการให้ข่าวทางสื่อมวลชน ซึ่งมีการสัญญากันไว้ในเรื่องนี้ด้วย 

          แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวอีกว่า การพูดคุยในเรื่องปรับกำลังทหารนั้นเป็นเพียงกรอบย่อยๆ ซึ่งทาง GBC อาจจะมีการกำหนดกรอบการพิจารณาที่ใหญ่กว่านี้ได้อีก ซึ่งในเรื่องดังกล่าวทาง GBC  ก็จะมีการพิจารณากันอีกครั้ง เมื่อได้ข้อสรุปร่วมกันออกมาแล้วทางรัฐบาลก็จะมีคำสั่งลงมาถึงตนเอง ตามสายการบังคับบัญชา และตนเองมีหน้าที่เพียงปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น

          "อยากบอกว่าการพูดคุยกันในครั้งนี้ภาพรวมมีแต่เรื่องดีๆ ทั้งหมด รวมถึงเรื่องที่จะเกิดการปะทะกันขึ้นอีกนั้น มองจากวันนี้แล้วคงไม่น่าที่จะมีเกิดขึ้นอีก เพราะทางทหารระดับพื้นที่ก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันอยู่แล้ว และจริงๆ แล้วปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาจากปัจจัยภายนอก กำลังพลทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้มีปัญหาต่อกัน ซึ่งปัจจัยภายนอกมาจากปัญหาทางการเมืองบ้าง ที่อาจจะทำให้เกิดการพลาดพลั้งขึ้นมาในช่วงก่อน แต่ต่อไปก็คงจะมีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้น ซึ่งต่อไปทางผู้ว่าราชการจังหวัดแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ ก็จะมีการพูดคุยปรึกษาหารือกัน ในเรื่องของการพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกัน รวมถึงเรื่องต่างๆ ที่จะมีการร่วมมือกันในอนาคต" พลโทธวัชชัย กล่าว