ข่าว

เปิดเฟสบุ๊คจับตา'วรวัจน์'เปลี่ยนพรมแดง

เปิดเฟสบุ๊คจับตา'วรวัจน์'เปลี่ยนพรมแดง

24 ส.ค. 2554

ปชป.แฉ “รมว.ศึกษาฯ” ใช้งบ 2-3 ล้านบาท เปลี่ยนพรมแดงเข้าห้องทำงาน หวั่นวิสัยทัศน์ไม่ถึงขั้นปฎิรูปการศึกษา เปิดเครือข่ายเฟสบุ๊คตั้งกลุ่ม "จับตาวรวัจน์" "ชินวรณ์" อัดรัฐบาลวางคนไม่เหมาะกับงาน

           24ส.ค. 2554  ในการประชุมรัฐสภาเปิดโอกาสให้รัฐบาลแถลงนโยบายก่อนการบริหารแผ่นดิน นายประกอบ รัตนพันธ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายนโยบายด้านการศึกษาโดยได้ตำหนินายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รมว.ศึกษาธิการว่า จะมีวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปการศึกษาขนาดไหนเพราะก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ปรากฎว่ามีการสั่งให้เปลี่ยนสีพรมทางเข้าห้องทำงานจากสีชมพูเป็นสีแดง โดยใช้เงินประมาณ 2-3 ล้านบาท แทนที่จะเอาเงินจำนวนนี้ไปสร้างโรงเรียนได้ถึง 1 แห่ง หรือเอาไปเป็นทุนอาหารกลางวันเด็ก และนมโรงเรียนจะดีกว่า

            นายประกอบ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีความสับสนในนโยบายหลายด้าน เช่นเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะครอบคลุมผู้จบการศึกษาในระดับอาชีวะศึกษาหรือเทียบเท่าหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นความเลื่อมล่ำและปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน เช่นเดียวกับการจัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้ ในวงเงินประมาณ 1 พันล้านบาท ให้กับสถาบันอุดมศึกษาที่ร่วมโครงการสนับสนุนสร้างผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่กระทรวงศึกษาฯ จะดำเนินการได้หรือไม่ และจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการตั้งกองทุนดังกล่าวจะสามารถไปสร้างอาชีพได้จริง แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือการให้สัมภาษณ์ของ รมว.ศึกษาฯว่า จะยกเลิกระบบวิทยฐานะให้กับครู ซึ่งจากเดิมที่ประเมินโดยฝ่ายวิชาการของภาคราชการ แต่จะเปลี่ยนเป็นให้ผู้ปกครองประเมินแทน แนวคิดนี้จะส่งผลเสียอย่างรุนแรง จะทำให้ครูวิ่งเข้าหาผู้ปกครองมากกว่าจะผลิตผลงานทางวิชาการออกมาเพื่อพัฒนาระบบการศึกษา จึงอยากขอความชัดเจนจากรัฐบาล เพราะจะกระทบต่อกำลังใจของครูทั่วประเทศ


เปิดเครือข่ายเฟสบุ๊คตั้งกลุ่ม"จับตาวรวัจน์"


            ผู้สื่อข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า การปรับปรุงห้องทำงานรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ครั้งนี้ถือเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สุด  ที่ผ่านมาเมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรี  ก็จะมีการปรับปรุงห้องทำงานเป็นปกติ แต่เป็นการปรับเพียงเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนวอลเปเปอร์ เปลี่ยนพรมภายในห้อง  หรือกั้นห้องเพิ่มเติม ล่าสุดห้องทำงานของ รมว.ศธ.เพิ่งมีการเปลี่ยนพรมและวอลเปเปอร์ในสมัยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตรมว.ศธ.   จนถึงปัจจุบันห้องทำงานยังอยู่ในสภาพดีดังนั้นเมื่อนายชินวรณ์  บุณยเกียรติ อดีรมว.ศธ.ที่มารับงานต่อจึงไม่ได้ปรับปรุงอะไร

            แต่เมื่อนายวรวัจน์ เข้าดำรงค์ตำแหน่ง รมว.ศธ. ได้สั่งปรับปรุงห้องทำงานครั้งใหญ่ทั้งที่ห้องทำงานยังอยู่ในสภาพดี  แต่กลับรื้อทิ้งของเดิมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผนัง พรม พื้น และฝ้า  โดยมีกระแสข่าวว่างบประมาณในการปรับปรุงครั้งนี้สูงมาก  ขณะนี้อาคารราชวัลลภนั้น ขึ้นทะเบียนโบราณสถานไว้กับกรมศิลปากร  การปรับปรุงอาคารต้องทำด้วยความระมัดระวังไม่ให้กระทบต่อโครงสร้างเดิม

            ทั้งนี้มีเสียงวิจารย์จากข้าราชการศธ.ว่า ไม่เหมาะสมที่จะทุ่มงบประมาณเพื่อปรับห้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพราะสภาพห้องทำงานยังดีอยู่ และเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น น่าจะนำงบฯไปใช้ในเรื่องอื่นมากกว่า   “ ถ้าแค่เปลี่ยนวอลเปเปอร์ เปลี่ยนพรม ยังพอเข้าใจได้ สีเดิม ลายเดิมอาจไม่ถูกโฉลก ไม่ถูกฮวงจุ้ย แต่เล่นทุบทิ้งทำใหม่แบบนี้ มันเกินไป จะอยู่ได้ซักกี่เดือนก็ไม่รู้ เพราะเจ้าตัวก็คงไม่อยากเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้เท่าไหร่ “ ข้าราชการ รายหนึ่ง กล่าว

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้  ในเว็บไซต์ Facebook ได้มีผู้ตั้งหน้าเพจใช้ชื่อว่า จับตาอย่ายอมให้ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล โกงประเทศ ( รมต ศธ.)  ซึ่งหน้าเว็บเพจดังกล่าวถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ที่ 22 ส.ค.เป็นต้นมาขณะนี้มีผู้เข้ามากดไลค์ (like) หน้าเพจดังกล่าวถึง 659 คน ( ณ เวลา 13.00 น. )  โดยข้อความที่โพสต์ส่วนใหญ่ จะเป็นการให้ความเห็นเกี่ยวกับการออกคำสั่งบริหารงานที่ไร้สาระ โดยเฉพาะข้อห่วงใยเรื่องการผลิตครูตามโครงการครูพันธุ์ใหม่ ที่นายวรวัจน์ ระบุว่าจะให้มีการยกเลิกนั้น มีหลายความเห็น

            อาทิ “อย่างนี้ครูพันธ์ใหม่ 5 ปี ก็เสียเปรียบสิใช้สมองส่วนไหนคิด เป็นทั้งรัฐมนตรีและรัฐบาล ช่วยบริหารประเทศให้สมกับที่ได้มาจากการเลือกตั้งหน่อยได้โปรด "อย่าเห็นแก่ตัว" , “คิดแต่ว่าจะแก้บน นโบายกัน ครูพันธุ์ใหม่ มันดีอยู่แล้ว คุณจะต่อยอด ใครเค้าก้อไม่ได้ว่าคุณลอกเรียนแบบหรอก”,“ครูสร้างคน คนสร้างชาติ วรวัจน์ ริอาจ ล้างครู”, “ความยุติธรรมอยู่ตรงไหนคะ ช่วยบอกเราด้วย นึกอยากจะทำอะไรก็ทำโดยไม่ได้คิดถึงผลกระทบต่อเด็กน้อยตาดำๆเลยหรอคะ ถ้าทำแบบนี้แล้วที่เราเรียนมา5ปีมันมีประโยชน์อะไร ทำไมอะไรๆมันต้องมาตกที่รุ่นของช้านนนนนนนนด้วย นี่ก็ใกล้จะจบอยู่แล้วอีกแค่ปีเดียวเอง แต่กลับต้องมาเจอข่าวแบบนี้ หมดกำลังใจ”

             "ไม่สนใจหลักสูตรครูพันธุ์ใหม่ว่ามีการเรียนการสอนอย่างไร" คุณกำลังดูถูกบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการทำหลักสูตรนี้ทั้งประเทศถ้ามันห่วยนักคุณไล่เค้าออกให้หมดเลยนะแล้วทำหลักสูตรเองเอาให้มันเจ๋งๆด้วยรมต.คนต่อไปจะได้ไม่ต้องมารื้ออีกเสียเวลา เสียงบประมาณ เสียความรู้สึก !!!!!!!!!!! เป็นต้น

 

ปลัดชี้ซ่อมไม่กระทบโครงสร้างไม่ต้องขอกรมศิลป์ 

              นายอภิชาติ จีระวุฒิ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงว่า ปกติหน่วยงานราชการจะมีงบประมาณสำหรับการปรับปรุงห้องรัฐมนตรีอยู่แล้ว ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นการปรับปรุงใหญ่อีกครั้งนับจากสมัยนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เป็นรมว.ศธ. ตั้งแต่ปี 2542  ปรับปรุงเพื่อแก้ปัญหาหลังคารั่ว และได้มีการซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ มาโดยตลอด อีกทั้งอาคารดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว ดังนั้น ในการซ่อมครั้งนี้ไม่กระทบโครงสร้าง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอาคารเราก็สามารถทำได้ เพราะหากการซ่อมแซมกระทบกับโครงสร้างศธ.จะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากรก่อน


"ชินวรณ์"อัดรัฐบาลวางคนไม่เหมาะกับงาน

            ขณะที่นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช อดีตรมว.กระทรวงศึกษาธิการ อภิปรายว่า นโยบายด้านสังคมของรัฐบาลชุดนี้เหมือนเป็นนโยบายแก้บนหาเสียงไม่บูรณาการ รมต.อาจมีที่มาด้านธุรกิจก็เป็นไปได้ และรัฐบาลชุดนี้ไม่ให้ความสำคัญในการมอบหมายงานให้รมต. เป็นการมอบหมายงานให้บุคคลไม่ตรงกับงาน อย่างนพ. สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ แทนที่จะดูกระทรวงสาธารณสุขก็ไปเป็นรมต.สำนักนายก นายสันติ พร้อมพัฒน์ เชี่ยวชาญด้านรับเหมาก่อสร้างก็ไปดูกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เป็นการเลือกงานไม่ถูกกับคน

            นายชินวรณ์ อภิปรายต่อว่า หลายคนเป็นห่วงนโยบายปรับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) เป็นกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับราย ได้ในอนาคต (กรอ.) ว่าจะไปเอาเงินตรงไหนมาใช้ในการกองทุน ที่บอกว่าคนรวยก็กู้ยืมเงินเรียนได้จริงหรือไม่ แล้วรัฐบาลได้มีการเตรียมการอย่างไรในเรื่องนี้ ส่วนนโยบายแจกแท็บเล็ตให้เด็กป. 1 นั่น จริงๆแล้วหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือเราต้องสร้างคือบัณฑิตยุคใหม่ หัวใจก็คือครู ตนจึงได้อนุมัติเห็นชอบให้ขึ้นเงินเดือนครู 13 % และมีการพัฒนาครูเป็นสายวิชาชีพเชียวชาญ แต่รัฐบาลนี้จะยกเลิกครูพันธุ์ใหม่ อยากให้ตอบให้ได้ว่าแล้วเราจะพัฒนาครูอย่างไร

            ขณะที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ชัยชนะของนโยบายประชานิยมถือว่าเป็นความเหนือกว่าในการเข้าถึงประชาชน แต่ชัยชนะในการเลือกตั้งไม่ได้หมายความถึงชัยชนะที่แท้จริง ชัยชนะที่แท้จริงคือการนำเอานโยบายไปปฏิบัติให้ได้ และไม่เกินความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น 3-6 เดือนต่อจากนี้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินนโยบายให้ชัดเจน ขณะที่นายกรัฐมนตรีต้องเป็นตัวของตัวเองรู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ ความร้อนรนในการแก้ไขปัญหาบางประการอาจนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงในบ้านเมืองได้ นโยบายที่รัฐบาลประกาศและประชาชนรอความหวังคือนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เงินผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท นโยบายแจกแท็บเล็ตพีซี นโยบายบ้านหลังแรก รถคันแรกเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ขอให้ระมัดระวังการทำนโยบายต้องมีความชัดเจน โดยคำนึงถึงผลกระทบสิ่งใดที่ได้ ทำไม่ได้ขอให้ยอมรับกับประชาชน

            นายสมชาย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้การตรวจสอบความจริงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.53 เหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. 53 เบื้องหลังการเสียชีวิตของพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ,พลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม กรณี 6 ศพ วัดปทุมวนารามต้องชัดเจน

            นายสมชาย กล่าวอีกว่า ดูจากคำแถลงนโยบายของรัฐบาลแล้วดูเหมือนจะมีข้อบกพร่องในการดำเนินนโยบายรักษาความมั่นคงแห่งรัฐโดยเฉพาะการไม่ยอมให้ใครล่วงละเมิดสถาบันที่นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ต่างจากชุดที่ผ่านมาตรงที่ไม่ได้เขียนให้ชัดเจนถึงการไม่ยอมให้ใครล่วงละเมิดสถาบัน แนวทางรัฐซ้อนรัฐในกลุ่มคนเสื้อแดงหรือการแจกซีดีหมิ่นฯ  ควรได้รับการดูแลเพราะมีบุคคลที่มีความแค้นเคืองเรื่องเก่ากับสถาบันอาศัยช่องทางนี้มาดำเนินการ ตนเชื่อว่ารัฐบาลมีความรู้ความสามารถจะดำเนินการให้เกิดความสงบได้จึงขอให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังและเร่งดำเนินการ

            ด้านร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ความเป็นห่วงของ ส.ว.เป็นสิ่งที่รัฐบาลคิดและจะดำเนินการเรื่องเว็บไซต์ไม่เหมาะสมรัฐบาลจะเร่งดำเนินการขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีแนวคิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 สิ่งใดที่สมาชิกคิดและจะทำให้เกิดประโยชน์รัฐบาลจะเร่งนำไปดำเนินการ

 

รุมติงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

           นายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าขอให้รัฐบาลเข้าไปแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินที่พบว่ามีความทับซ้อนระหว่างที่ดินทำกินของประชาชนและพื้นที่ป่า นอกจากนั้นแล้วขอให้รัฐบาลยืนยันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาที่ดินที่ค้างอยู่ในสภาหลายฉบับ อาทิ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีมรดก, ร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน เพื่อลดความเลื่อมล้ำด้านที่ทำกินในสังคมไทย ทั้งนี้ตนขอเสนอแนะการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินด้วยว่า 1.ระหว่างการปฏิรูปที่ดิน ขอให้ระงับการจับกุมประชาชนที่เข้าไปใช้พื้นที่ป่าทำมาหากิน 2.ขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลผู้ถือครองที่ดินทั่วประเทศ ให้สาธารณะรับทราบ 3. กำหนดเขตใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรให้ชัดเจน โดยอาศัยข้อมูลด้านที่ดินและการมีส่วนร่วมของประชาชน 4.จำกัดการถือครองที่ดิน เพื่อลดการกระจุกตัวที่ดินให้กับบางครอบครัว และ 5.กำหนดมาตรการจัดเก็บภาษีที่ดิน

            จากนั้นนายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายท้วงติงที่รัฐบาลได้ประกาศตอนหาเสียงว่าจะบูรณาการลุ่มน้ำ 25 ลุ่มน้ำ ว่า เป็นการพูดเหมือนว่ารัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ดูแล ความจริงทุกรัฐบาลมีการดำเนินการทุกลุ่มน้ำ เพียงแต่อาจจะไม่ได้ผลชัดเจน ซึ่งในสมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาล ก็มีการเลือกปฏิบัติ เฉพาะลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำมูล ทำให้ลุ่มน้ำที่เหลือไม่ได้รับการดูแล ไม่ว่าจะในภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออก จนเกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำในภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก ดังนั้นเมื่อรัฐบาลได้ประกาศไว้ก็ขอให้ทำให้ครบทั้ง 25 ลุ่มน้ำ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรในทุกพื้นที่ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่าในนโยบายรัฐบาลไม่มีการบรรจุเกี่ยวกับการสนองโครงการพระราชดำริ ทั้งที่มีพระราชดำรัสในเรื่องการปลูกป่า และเมื่อตรวจสอบนโยบายพรรคเพื่อไทย ก็ไม่พบเช่นกัน ตนเห็นว่าแม้ไม่มีทั้งนโยบายรัฐบาลและของพรรค ก็ขอให้ทำเถอะ เพราะเป็นเรื่องที่เป็นประโยขน์กับประชาชน ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

            โดยนายอรรถพล พลบุตร ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงโครงการถมทะเล ของพรรคเพื่อไทย ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้หาเสียงนโยบายดังกล่าวไว้ระหว่างการปราศรัยหาเสียง ซึ่งโครงการดังกล่าวตนขอคัดค้านเพราะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจทางทะเลอ่าวไทย และแนวคิดดังกล่าวตนกังวลว่าจะล้มเหลวเหมือนโครงการเมืองใหม่นครนายก ที่มีผู้ลงทุนแต่ไม่สามารถก่อสร้างได้ และโครงการอิลิคการ์ด ที่ได้สร้างภาระหนี้สินให้กับประเทศจำนวนมาก

            “เมื่อปี 51 สมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ได้มีการเชิญประธานกลุ่มทุนดูไบเวิล์ดให้มาแสดงวิสัยทัศน์ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทางทะเล ซึ่งผู้ที่มาแสดงวิสัยทัศน์ ได้ย้ำว่าจะนำประสบการณ์มากำหนดเป็นแนวทางเพื่อเกิดประโยชน์กับประเทศไทย ซึ่งตนมองว่านโยบายการถมทะเลแสนไร่ของพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นโครงการที่เรียกว่า ดูไบคิด เพื่อไทยทำ คนทะเลรับกรรม ใช่หรือไม่”นายอรรถพร กล่าว

            ทำให้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงทันทีว่า โครงการถมทะเลนั้นเป็นเพียงแนวคิดที่แก้ไขปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียนเท่านั้น ซึ่งโครงการจะถมทะเลนั้นมีขนาดความกว้าง 10 กิโลเมตร และยาว 30 กิโลเมตร เท่านั้น ซึ่งไม่ได้สร้างผลกระทบต่อทะเลอ่าวไทย ส่วนประเด็นประธานกลุ่มดูไบเวิล์ดมาแสดงความเห็นนั้นนั้นอย่าคิดไปไกล เพราะเป็นการมาแสดงความเห็นเพื่อแสดงความคิดเท่านั้น

 

ปชป.ซัด "พท." ใช้กลุ่มแดงปูฐานการเมืองเป็นรัฐบาล

            นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าที่ผ่านมาช่วงก่อนการเลือกตั้งมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง และได้มีการสร้างวาทะกรรมไพร่ อำมาตย์ เพื่อสร้างฐานมวลชนให้กับพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ได้เปรียบเทียบว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมาเป็นอำมาตย์และไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนกับประชาชน เพราะต้องการให้ประชาชนยากจน เพื่ออำมาตย์จะได้มีอำนาจอยู่ต่อได้ ทั้งที่รัฐบาลที่กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกว่าอำมาตย์นั้นมีนโยบายช่วยคนจน อาทิโครงการบ้านมั่นคง และภายหลังเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคเพื่อไทยเป็นเนื้อเดียวกันกับคนเสื้อแดง เหตุที่กลุ่มเคลื่อนไหวได้สร้างวาทะกรรมแบ่งชนชั้นเพื่อดึงฐานมวลชนมาปูทางให้กลุ่มทุนในพรรคเพื่อไทยได้เสวยสุข ซึ่งตนจะจับตาดูว่าพรรคเพื่อไทยจะละทิ้งประชาชนหรือไม่

            ทำให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ใช้สิทธิ์ประท้วงและอภิปรายว่า ตนเป็นคน 2 สถานะคือ ส.ส.เพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง ที่พรรคฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องวาทะกรรม ไพร่-อำมาตย์นั้น เป็นคำอธิบายทางการเมืองให้เห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ด้านกระบวนการยุติธรรม

            ในจังหวะเดียวกันนั้น นายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงนายจตุพรว่าทำผิดข้อบังคับการประชุม เพราะได้ใช้เวลาประท้วงไปอภิปรายขยายความ ทำให้นายจตุพร โต้เถียงไปว่า "เป็นผู้แทนมานาน ทำไมฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง" ซึ่งนายเจะอามิง กล่าวตอบว่า "ขอให้สมาชิกถอนคำพูดที่ว่า พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง เพราะผมไม่ใช่ลิงอุรังอุตัง ที่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง" ซึ่งนายจตุพรได้ถอนคำพูดแต่โดยดี