'วสันต์'นั่งปธ.ศาลรธน.คนใหม่
มติเอกฉันท์เลือกวสันต์ นั่งปธ.ศาลรธน.คนใหม่ แทน'ชัช'ที่ขอลาออกไป
24 ส.ค.54 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมเพื่อคัดเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่แทนนายชัช ชลวร ที่ได้ลาออ เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งในการประชุมวันนี้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมทั้ง 9 คน โดยในทีประชุม นายจรูญ อินทจาร ตุลาการฯ ได้เสนอชื่อ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการฯ ซึ่งมีอาวุโสสูงที่สุด โดยไม่มีการเสนอใครเข้าแข่งขัน คณะตุลาการจึงมีมติเอกฉันท์เลือกนายวสันต์เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้แจ้งว่าจะมีการแถลงข่าวในเวลา 14.00 น. แต่เมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เชิญสื่อมวลชนไปยังห้องประชุมชั้น 4 ซึ่งได้มีการจัดเตรียมโพเดียม พร้อมป้ายชื่อ เตรียมให้ นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะโฆษก แถลงข่าว แต่ปรากฏว่าผู้สื่อข่าวได้นั่งรออยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง จึงมีการแจ้งว่า นายเชาวนะ เปลี่ยนใจที่จะไม่แถลง โดยให้เจ้าหน้าที่นำเอกสารข่าวของสำนักงานฯแจกให้กับสื่อมวลชนแทนการแถลงข่าว โดยมีรายละเอียดเพียง 4 บรรทัด มีเนื้อหาว่า วันนี้ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ เลือกนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะได้แจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาพิจารณาดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550มาตรา 204 วรรคสามและวรรคสี่ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขั้นตอนต่อไปนั้น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา 204 วรรค สามและสี่ ระบึว่าเมื่อตุลาการฯที่ได้คัดเลือกมาแล้วคัดเลือกผู้ทำหน้าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ แล้วให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญ
อีกทั้ง รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมคัดเลือกเมื่อนายนายจรูญ เสนอชื่อ นายวสันต์ โดยที่ไม่มีชื่อตุลาการคนใดเสนอตัวหรือเสนอชื่อผู้อื่นเข้าแข่งขัน จากนั้นประธานในที่ประชุมก็ได้ขอเสียงรับรอง ซึ่ง นายวสันต์ ก็ได้เสียงรับรองเป็นเอกฉันท์ทำให้ไม่ต้องมีการลงคะแนน โดย นายวสันต์ ได้ให้คำยืนยันต่อที่ประชุมว่า จะไม่อยู่ในตำแหน่งประธานฯจนครบวาระ
อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวผู้หนึ่งระบุว่า ที่ประชุมได้ถามถึงความตั้งใจในการที่จะดำรงตำแหน่งนี้ ซึ่ง นายวสันต์ ก็บอกกับที่ประชุมว่า เดิมตั้งใจจะอยู่ในตำแหน่งตุลาการฯเพียงแค่ต้นปีหน้า แต่เมื่อเพื่อนตุลาการฯมอบหมายภาระนี้มาให้ก็จะขอเข้ามาจัดระเบียบงานในสำนักงาน และอย่างที่ทุกคนทราบตนเป็นคนมาเร็วเคลมเร็วไปเร็ว เพราะฉะนั้นทุกคนต้องช่วยตน ถ้าจัดระเบียบเสร็จเรียบร้อยก็จะไปทันทีไม่อยู่จนครบวาระ
ขณะที่ นายวสันต์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ได้ขอบคุณเพื่อนตุลาการที่ไว้วางใจให้ทำหน้าที่ประธานซึ่งมีภาระงานอีกมากที่ต้องสะสางปัญหาใหญ่ก็คือเรื่องความสามัคคีในองค์กร ซึ่งก็ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญเกรงว่า ตนมาเป็นประธานฯแล้วจะมาล้างบาง แม้ตนเองจะถูกมองว่าเป็นคนดุแต่ก็ประนีประนอมพอสมควรและไม่เคยกัดใคร รวมทั้งมองว่าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องทำงานเป็นบอร์ดกำกับดูแลสำนักงานเท่านั้นซึ่งผู้บังคับบัญชาสูงสุดของเจ้าหน้าที่ก็คือ เลขาธิการสำนักงานฯ ซึ่งตนไม่มีนโยบายที่จะเข้าไปล้วงลูกสำนักงานฯ
ทั้งในเรื่องการบริหารงบและการบริหารงานบุคคล นอกจากนี้อีกงานที่สำคัญของศาลรัฐธรรมนูญคือการแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์ ซึ่งก็จะเปิดตัวองค์กรให้ประชาชนรู้จักบทบาทของศาลมากขึ้นโดยผ่านทางสื่อ เพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจศาลฯมากขึ้น
“สมัยที่ผมเป็นอธิบดีผู้พิพากษาภาคเคยมีคนมาพูดกับผมว่าตอนที่รู้จักผมครั้งแรก รู้สึกว่าผมเป็นคนที่ดุมากจนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เมื่อรู้จักกันจริงๆแล้วเขารู้สึกว่าผมเป็นคนที่ใจดี ให้คำปรึกษาได้ ซึ่งถ้าผมใจร้ายอย่างที่หลายคนมองว่าผมดุ ถามว่าถึงวันนี้ทำไมจึงยังมีลูกศิษย์ลูกหามาขอคำปรึกษาอยู่เรื่อย เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ไม่ต้องกลัว ถ้าเราได้พบปะและพูดคุยทำความเข้าใจกันมากขึ้น ก็เชื่อว่าจะทำให้การทำงานลุล่วงไปได้” นายวสันต์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า การที่มีภาพลักษณ์ที่ใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์จะมีผลต่อการทำหน้าที่ประธานฯหรือไม่ นายวสันต์ กล่าวว่า เป็นการมองกันไปเองกับคนในพรรคเพื่อไทยหลายคนก็รู้จัก จึงอยากให้ดูคำวินิจฉัยเป็นหลัก และอยากให้สังคมเข้าใจว่าการที่เรามาทำหน้าที่ตัดสินคนไม่ใช่เรื่องสนุก และอยากให้สังคมยอมรับในเรื่องของความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ
ด้านนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงเหตุผลส่วนตนที่เลือกนายวสันต์ ว่าเนื่องจากนายวสันต์มีความอาวุโสแล้วยังเห็นว่าเหมาะสมโดยมีความรู้ความสามารถทั้งในเรื่องการบริหารและงานคดี อีกทั้งสามารถทำให้ประชาชนสามารถเชื่อมั่นได้
"ส่วนที่เจ้าหน้าที่ศาลมีความเกรงกลัวในเรื่องของการล้างบางเชื่อจากที่รู้จักนายวสันต์มาไม่ได้เป็นคนเช่นนั้น นายวสันต์เป็นผู้พิพากษามา ตอนนี้เป็นตุลาการมีหน้าที่ต้องให้ความยุติธรรม ซึ่งปัญหาของสำนักงานขณะนี้ก็คือเรื่องความสามัคคี ถ้ามาล้างบางจะเกิดความสามัคคีและยุติธรรมได้อย่างไร อย่างไรก็ตามต้องรอให้มีพระบรมราชโอการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายวสันต์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญลงมาก่อนจึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ระหว่างนี้นายชัช ก็ยังคงทำหน้าที่ประธานในการประชุมไปก่อนเพราะเรื่องคดีและเรื่องสำนักงานฯเป็นเรื่องที่รอไม่ได้" นายสุพจน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ สืบเนื่องจาก นายชัช ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง.ไปเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยขั้นตอนการคัดเลือกนั้น ผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นประธานศาลรธน.ต้องได้รับเสียงข้างมาก จึงจะได้รับเลือกเป็นประธานศาลรธน.
ทั้งนี้ นายวสันต์ ปัจจุบันอายุ 64 ปีเกิดเมื่อวันที่ 5 ส.ค.2490 เป็นบุตรของนายชั้น และนางมาลี สร้อยพิสุทธิ์ จบการศึกษาจากโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยารามและโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จบการศึกษาระดับปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา หลังจากศึกษาจบเคยทำงานเป็นทนายความประจำสำนักงานกฏหมายของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
จากนั้นได้เข้ารับราชการในศาลยุติธรรม โดยเคยผ่านการทำงานในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแพ่ง ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3 รองอธิบดีผู้พิพากษา ภาค 3 อธิบดีผู้พิพากษา ภาค 8 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 ประธานแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา และเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2550 และได้รับตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ภาค 4
และได้เข้ารับตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชุดปัจจุบันเมื่อวันที่ 28 พ.ค.2551 โดยผ่านการสรรหาจากสายนิติศาสตร์ กระทั่งล่าสุดนายวสันต์ได้รับเลือกจากคณะตุลาการให้เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ต่อจากนายชัช ชลวร ที่ขอพ้นจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญในก่อนหน้านี้



