ข่าว

ส.ส.ปชป.ห่วงแจก'แท็บเล็ต'เด็กป.1

ส.ส.ปชป.ห่วงแจก'แท็บเล็ต'เด็กป.1

24 ส.ค. 2554

ส.ส.ปชป.ห่วงแจก "แท็บแล็ต"ให้เด็กป.1 ด้าน "วิฑูรย์" หยามรถไฟความเร็วสูงไม่มีทางเกิดในรัฐบาลนี้ “เกียรติ” ถล่มนโยบายจำนำข้าว ชี้ผิดระเบียบ WTO ระวังถูกฟ้อง

ส.ส.ปชป. ห่วงแจก"แทบเล็ตพีซี "ให้เด็กป.1 ก่อปัญหา  แนะแจกเด็ก ม. 1 แทน  ด้าน “วิฑูรย์” หยาม รถไฟความเร็วสูงไม่มีทางเกิดในรัฐบาลนี้
 
         นายกนก วงศ์ตระหง่าน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายว่า นโยบายเร่งด่วนข้อ15 การจัดหาแทบเล็ตพีซีให้นักเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 นโยบายดังกล่าวไม่ตรงกับนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงที่บอกว่าจะแจกแทบเล็ตให้นักเรียนทุกคน  จึงทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเด็กนักเรียนทุกคนจะได้แทบเล็ตพีซีครบทุกคน  เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รับผิดขอบต้องอธิบายกับผู้ปกครองทุกคนด้วย
 
          นายกนก กล่าวว่า ตนยังคิดว่าการเลือกให้แทบแล็ตกับเด็กป.1 เป็นเรื่องไม่ถูกต้องเพราะยังเป็นชั้นที่ต้องการพัฒนาทักษะการอ่านการเขียน การใช้แทบเล็ตที่ใช้มือสัมผัสในการอ่านการเขียนจึงไม่ช่วยพัฒนาทักษะการอ่านการเขียน  เด็กในขั้นนี้ต้องการครูมากกว่าต้องการแทบเล็ต  ผลเสียที่ตามมาคือผลกระทบกับพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็น ปัญหาสิ่งยั่วยวนทางอินเทอร์เน็ตที่จะมีต่อเด็กอายุ 6 ปีที่ยังไม่มีความสามารถในการกลั่นกรองสิ่งที่พบในโลกอินเทอร์เน็ต ปัญหาเหล่านี้จะเกิดผลกระทบกับโรงเรียนและสังคมไทยในที่สุด
 
          นายกนก กล่าวต่อว่า อนาคตเด็กนอกจากจะติดเกมจะติดแทบเล็ตเพราะมีโอกาสใช้แทบเล็ตเล่นเกมได้ตลอดเวลา หากจำเป็นต้องแจกแทบเล็ตตามที่หาเสียงควรแจกกับเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความพร้อมจะเหมาะสมกว่า ประเด็นสำคัญคือเนื้อหาที่จะใช้ในแทบเล็ตยังไม่มีใครทำ การปฏิบัตินโยบายโดยการอบรมครูเพื่อการสอนโดยใช้แทบเล็ตจะทำอย่างไร ถ้าครูไม่พร้อมจะทำอย่างไร และความไม่พร้อมของโรงเรียนในชนบทที่ไม่พร้อมเรื่องอินเทอร์เน็ตไร้สายจะทำอย่างไร หากจำต่อไปเกรงว่าจะเกิดการมี 2 มาตรฐานเกิดขึ้นกับเด็กในชนบท
 
          นายกนก กล่าวอีกว่า ประเด็นสำคัญการจัดซื้อเพื่อให้ได้ระดับราคา 3 พันบาทจะเกิดปัญหาคำถามการจัดซื้อทั้งคุณภาพ เพราะการจัดซื้อต้องซื้อมาสต๊อกไว้เพื่อกแจกในแต่ละปีจะทำอย่างไรกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยภาพรวมแล้วสิ่งที่รัฐบาลหาเสียงกำลังเป็นสิ่งที่ไม่ตรงกับสิ่งที่จะทำได้ เพราะนโยบายนี้กำลังจะสร้างปัญหาและมีความเสี่ยงทำให้เกิดผลลบต่อเด็ก ต่อพ่อแม่ และเป็นภาระของสังคม
 
          ขณะที่นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ท่านกล้านำเสนอนโยบายที่ท้าทาย แต่คำพูดเป็นนายเรา ของจริงอยู่ที่การกระทำหลายเรื่องบรรจุในนโยบายและน่าทำได้ แต่ความจริงก็คือความจริง มีหลายหลักการขั้นตอนที่ทำได้ทำไม่ได้ จนทำให้บางนโยบายเลี่ยงใช้คำไป อย่างนโยบายรถไฟความเร็วสูง ตนเชื่อว่ารัฐบาลนี้อยู่หนึ่งปี สองปีหรือสามปี แต่โครงการรถไฟความเร็วสูงจะไม่เกิดในรัฐบาลนี้ เพราะตนตรวจดูในหน้านโยบายไม่มีตรงไหนที่จะลงมือทำ เขียนไว้เพียงศึกษาโครงการเท่านั้น ซึ่งการศึกษาไม่ผิดไปจากการประวิงเวลา ตนอยากให้นายกฯทบทวนนโยบาย เพราะอยากให้รถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งเดิมสภาฯแห่งนี้วางโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงไว้ที่ 5 สาย แต่ปรากฎว่ามีสายที่ถูกยกเลิกไป ทั้งสายกรุงเทพ-ระยอง สายกทม.-ภาคใต้ หรือเป็นเพราะในอดีตที่ผ่านมาเคยมีการพูดกันว่าจังหวัดไหนเลือกทำให้ จังหวัดไหนไม่เลือกไม่ทำให้ อยากถามว่าผิดอะไร  จะตอบคำถามอย่างไร หากอยากสร้างความปรองดอง ก็อย่าแบ่งภาค แบ่งฝ่าย อย่าทำหินแตกอย่าแยกแผ่นดิน นายกฯจะเริ่มที่สายกทม.-เชียงใหม่ก่อนก็ได้ แล้วค่อยขยับขยายไปสายอื่นๆ

'เกียรติ'ถล่มนโยบายจำนำข้าว

          เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 24 ส.ค.54  ได้มีการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญมาตรา 176 เป็นวันที่สอง โดยนายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า  ตนรอดูผลงานของรัฐบาลชุดนี้อยู่ว่าจะเป็นอย่างไร  โดยนโยบายที่จะเปลี่ยนจากการประกันราคาข้าว เป็นรับจำนำข้าว เชื่อว่าหากไม่ดังก็ดับไปเลย เพราะตนไม่เชื่อว่าทำได้ หากมองย้อนหลังไป 30 ปี การจำนำราคาต่ำกว่าตลาดมาตลอด ในปี 2551 ต้องใช้เงินรับจำนำข้าวถึงแสนกว่าล้านบาท มีสต๊อกเพิ่มขึ้นจาก 2.75 ตันเป็น 5 ล้านตัน ได้ประโยชน์แต่รายใหญ่ รายเล็กไม่ได้ประโยชน์ช่วยเกษตรกรได้แค่ 1 ใน 3 เท่านั้น แต่วันนี้หลังเปลี่ยนนโยบายมาเป็นประกันราคาปรากฎว่าราคาข้าวเพิ่มขึ้น แต่อยากถามว่าดูระเบียบการค้าโลกดีแล้วหรือยัง เพราะเราเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก( WTO) ที่ห้ามไม่ให้มีการเข้าไปแทรกแซงราคา และมีข้อยกเว้นทำได้แต่ไม่เกิน 10 %
 
          “รัฐบาลบอกว่าจะทำนโยบายจำนำข้าวโดยใช้เงิน ทั้งสิ้น 472,000 ล้านบาท รัฐบาลต้องขายขาดทุนทันที 150,000 ล้านบาท จะเข้าข่ายละเมิดระเบียบขององค์กรการค้าโลกหรือไม่ และถ้าผิดจนนำมาสู่การฟ้องร้องระหว่างประเทศ อยากถามว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร เพราะประเทศคู่แข่งก็จะตอบโต้ไทย ด้วยมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมด้านอื่นๆที่ต้องพึ่งพาการส่งออก เสี่ยงต่อการตกงานและคนไทยต้องกินข้าวแพงกว่าตลาดโลก และต้องหันไปกินข้าวเวียดนามก็ได้ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลกล้าทำ กล้าคิดก็ต้องรับผิดชอบด้วย” นายเกียรติกล่าว

 

ปชป.- ส.ว. จัดเต็ม รุมจวกนโยบายรัฐ รถไฟฟ้า -จำนำข้าว

          นายสามารถ ราชพลสิทธิ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นโยบายรถไฟฟ้าของรัฐบาลเป็นนโยบายที่ดี ขอส่งเสริมให้ทำ แต่สงสัยว่ารัฐบาลจะทำรถไฟฟ้าพร้อมกัน 13 สาย จะเอาเงินมาจากไหนเพราะรัฐบาลต้องลงทุนถึงร้อยละ 80 การก่อสร้างรถไฟฟ้าพร้อมๆ กันยังจะทำให้รถติดทั่วกรุงเทพฯ การเก็บค่าโดยสาย 20 บาทต่อสาย ดูจะเป็นเรื่องดีแต่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าจะแก้ไขปัญหาเส้นทางที่ให้สัมปทานไปแล้วอย่างไร ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส และเอ็มอาร์ที  ที่เก็บค่าโดยสารโดยคำนวณจากระยะทางจะให้กลับมาเก็บอัตราเดียวจะทำอย่างไร  ทางเดียวหากรัฐบาลจะทำต้องซื้อสัมปท่านคืน  ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก หากจะทำแบบนั้นสู้เอางบประมาณไปทำรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายปริมณฑลจะดีกว่าหรือไม่
 
          นายสามารถ กล่าวอีกว่า การลดราคาค่าโดยสารเหลือ 20 บาท ไม่ได้ทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น อัตราค่าโดยสารไม่ใช่เรื่องสำคัญของบริการสิ่งที่สำคัญคือสายการเดินรถอยู่ในเส้นทางที่ประชาชนอยากใช้งานหรือไม่ การลดค่าบริการลงยังจะส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการเดิมเสียรายได้สุดท้ายแล้วรัฐบาลต้องจ่ายเงินค่าชดเชยรายได้ นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาท ต่อยังทำให้เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมกับผู้โดยสารที่นั่งในเส้นทางสั้นกับคนที่นั่งในเส้นทางไกล อนาคตจะมีรถไฟฟ้าระยะทาง 500 กิโลเมตร ย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจกับผู้โดยสารที่ใช้บริการระยะทางไม่เท่ากัน หากปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าเป็นราคาเดียว รถเมล์ปรับอากาศอาจจะเรียกร้องให้ลดค่าโดยสารเป็นอัตราเดียวบ้างรัฐบาลจะทำอย่างไร
 
          “หากรัฐบาลตระหนักว่าการเก็บค่าโดยสาร 20 บาทต่อสายจะส่งผลกระทบกับส่วนต่างๆ จะถอยก็ได้ เพราะตนไม่อยากเห็นกิจการรถไฟฟ้าต้องขาดทุนถึง 40,000 ล้านบาทต่อปี จากที่ต้องเอาเงินภาษีไปชดเชยรายได้ให้กับผู้ประกอบการขณะที่ประมาณผู้โดยสารไม่ได้เพิ่มขึ้น”นายสามารถกล่าว
 
          ด้านนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายว่า ปัญหาระยะสั้นที่เกิดขึ้นกับการรับจำนำข้าว เท่าที่สังเกตุดูการรับจำนำข้าวไม่ทั่วถึง เท่าที่ทำมาในอดีต มีชาวนาที่ได้รับประโยชน์แค่ 15 % คิดเป็น 570,000 คน ทั้งที่มีชาวนาทั้งหมด 3,700,000 กว่าคน คนที่ไกลปืนเที่ยง ไกลจากโรงสีก็ไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายนี้ นอกจากนี้ยังมีบางเอาข้าวประเทศเพื่อนบ้านมาสวมรอย ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องดูดีๆ  ส่วนปัญหาระยะยาวคือรัฐบาลไม่มีโกดังเป็นของตัวเอง ต้องไปเช่าโกดังที่โรงสี ต้องจ่ายค่าเช่า จ่ายอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ธกส.คิดไม่ถูก ดอกเบี้ยเดือนหนึ่ง 180 ล้าน ปีหนึ่งก็แสนล้าน ซึ่งบางโกดังเก็บข้าวไว้เป็นปีก็ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม ตนคิดว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสภาพซานต้าครอสเพื่อที่จะอุปภัมป์ค้ำชูคนอื่น  นอกจากนี้ตนยังเป็นห่วงเรื่องตลาดข้าว เราทนงตัวว่าเราไม่มีใครสู้ข้าวหอมมะลิของไทยได้  ทั้งที่ตอนนี้ข้าวหอมมะลิเวียดนามเกือบเทียบเท่าของไทยแล้ว ดังนั้นอย่าประมาทต้องทุ่มเงินในการพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ต่อไป
 
          ขณะที่น.ส.รสนา โตสิกตระกูล ส.ว.กทม. อภิปรายว่า เห็นด้วยกับการยกเลิกกองทุนน้ำมันในส่วนการยกเลิกการจัดเก็บก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีเพื่อให้ประชาชนในภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซในราคาถูกแต่สำหรับในภาคอุตสาหกรรมไม่ควรได้รับประโยชน์ในส่วนนี้มากนักเพราะมีตัวเลขจากระทรวงพลังงานแสดงให้เห็นชัดเจนว่าไทยสามารถผลิต 4.4 ล้านต้น โดยในปี 255 2มีการใช้ 2.8 ล้านต้นและเพิ่มขึ้นในปี 2553อยู่ที่ 3.1ล้านตัน ทั้งนี้ในส่วนภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ก๊าซ 9แสนตันในปี 2551 ปี 2552 ใช้ 1.2 ล้านตันและในปี 2553 มีปริมาณในการใช้ 1.5 ล้านตันซึ่งภาคอุตสาหกรรมมีกำไรมหาศาลจากการใช้ก๊าซเป็นปัจจัยในการผลิต
 
          "เกรงว่ากองทุนน้ำมันจะกลายเป็นกองทุนประกันกำไรธุรกิจ เพราะบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน )มีกำไรเฉพาะในส่วนของก๊าซถึง 3 หมื่นล้านบาท โดยกำไรในส่วนของภาคการผลิตอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิถึง 8 หมื่นล้านบาท ในปี 2553  เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ถึง 39.5% ปัญหาพลังงานของไทยอยู่ที่การปล่อยให้มีการผูกขาดเพียงไม่กี่รายตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำทำให้ไม่เกิดการแข่งขันที่แท้จริงและมีการสร้างต้นทุนเทียมขึ้นมา ถ้าดำเนินนโยบายพลังงานลักษณะคนที่ได้ประโยชน์จะอยู่กับผู้ถือหุ้นปตท.จำนวน 48%ที่มีผู้ถือหุ้นอยู่ไม่เกิน 2 หมื่นคนเท่านั้น"  น.ส.รสนา กล่าว
 
          ส.ว.กทม. กล่าวต่อว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการตั้งกองทุนความมั่งคั่งด้วยการนำเงินสำรองของประเทศมาดำเนินการ เพราะกองทุนมั่งคั่งในต่างประเทศใช้เงินที่ได้จากน้ำมัน แต่การที่รัฐบาลจะใช้กองทุนสำรองมาทำนั้นไม่มีใครเขาทำกัน มีแต่เพียงประเทศจีนประเทศเดียวที่ทำ แต่เขามีกองทุนสำรองถึง 3.2 แสนล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยมีกองทุนสำรองอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาทนั้น จึงไม่ควรเห็นช้างขี้แล้วขี้ตามช้าง บริหารไม่ดีอาจกลายเป็นกองทุนหมดคลังก็ได้ ทางที่ดีควรหาเงินจากแหล่งอื่นมาดำเนินการ เช่น การขยายระบบสัมปทานพลังงานให้กระจายมากขึ้น เพราะไทยจัดอยู่ในลำดับที่23ของโลกในการขุดเจาะพลังงานใต้ดินขึ้นมาทำการผลิตแต่เป็นระบบสัมปทานที่กระจายอยู่ไม่กี่รายเท่านั้นคิดเป็นเพียง 10 % ซึ่งตัวเลข 10%ทำให้ได้รับได้รายได้เพียง 3.7 หมื่นล้านบาทแต่ถ้ามีการขยายระบบสัมปทานให้ถึง 50%จะทำให้รัฐบาลมีรายได้ถึง 1.8 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินส่วนนี้เพียงพอที่จะนำไปใช้ตั้งกองทุนความมั่งคั่งได้โดยไม่ต้องใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ