
'ปู'ลุกขึ้นแจงสภายันไม่เอื้อพวกพ้อง
"ยิ่งลักษณ์"ลุกแจงสภาแนวคิดเลิกกองทุนน้ำมันยันไม่ได้ทำเพื่อคนๆเดียว จะไม่ให้เอื้อประโยชน์ต่อญาติและพวกพ้องเกี่ยวกับนโยบายการมีบ้านหลังแรกอย่างแน่นอน
23 ส.ค.2554 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังจากได้ทำหน้าที่เสนอร่างนโยบายบริหารราชการแผ่นดินต่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาแล้ว จนกระทั้งเวลา 20.15 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ได้ลุกขึ้นอภิปรายชี้แจงเป็นครั้งแรก ต่อข้ออภิปรายของ ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ตรงกับได้หาเสียงไว้ เรื่องการยกเลิกกองทุนน้ำมันว่า การยกเลิกกองทุนน้ำมันตามที่หาเสียงเอาไว้ เพราะเห็นว่าขณะนั้นค่าครองชีพสูงมากและเป็นต้นทุนของสินค้าหลายๆอย่าง แต่เมื่อ ได้มาทำงานก็เห็นว่ามีหลายวิธีที่ไม่ต้องยกเลิกกองทุนน้ำมัน เพื่อลดค่าครองชีพ แต่จะลดราคาน้ำมันลงแทน
"ส่วนกรณีที่เป็นห่วงว่าดิฉันจะทำเพื่อคนคนเดียว ประชาชนเลือกดิฉันและพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นการเลือกจากประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ และถือว่าได้รับความไว้วางใจให้มาทำงานเพื่อประชาชน แต่ถ้าดิฉันทำเพื่อคนคนเดียวประชาชนคงจะไม่ให้ดิฉันอยู่ในตำแหน่งนี้" น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจง
ยันนโยบายบ้านหลังแรกไม่ได้ทำเพื่อผู้ประกอบการ
ต่อมาเวลา 21.10 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงอีก หลังจากที่นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายเกี่ยวกับนโยบายบ้านหลังแรกว่า นโยบายบ้านหลังแรกต้องการให้ประชาชนที่เริ่มตั้งตัว เพื่อช่วยลดหย่อนภาษี เพราะมีหลายครอบครัวต้องเช่าบ้านอยู่ ไม่มีบ้านและจะเริ่มตั้งตัวได้ด้วยบ้านหลังแรก จึงเป็นที่มาของนโยบายลดหย่อยภาษี โดยไม่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการใดๆ หากคิดจะช่วยผู้ประกอบการก็มีหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องด้านภาษี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลุกขึ้นชี้แจงแต่ละครั้งนั้นไม่ถึง 5 นาที ต่อจากนั้นได้มีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงแทน
“กรณ์”ข้องใจปมพักหนี้รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร
ทั้งนี้นายกรณ์ ได้อภิปรายในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเน้นไปยังคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลออกโยบาย การพักหนี้ให้เกษตรกรรายละ 5 แสนบาท โดยมองว่าปัญหาจะเกิดจากวินัยทางการเงิน การคลัง ที่รัฐบาลออกนโยบาย เพราะเกษตรกรที่มีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนคนมีจำนวน 16 ล้านคน ดังนั้นรัฐบาลจะมีความชัดเจนจะพักหนี้ให้กับประชาชนส่วนนี้เมื่อไหร่ จะสนองตอบพี่น้องประชาชนอย่างไร พักหนี้นอกระบบด้วยอะไร รวมถึงการพักหนี้ทั้งในและนอกระบบสถาบันการเงิน ที่รัฐบาลจะดำเนินการช่วยเหลืออย่างไร
ส่วนในเรื่องค่าแรง 300 บาทนั้น มั่นใจว่าการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ประชาชนจะไม่มีใครได้รับ รวมทั้งการเพิ่มเงินเดือนวุฒิการศึกษาปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท ยังไม่มีความชัดเจนกับทางรัฐบาล พี่น้องประชาชนควรเลิกหวังได้แล้ว อีกทั้งนโยบายภาษีรถยนต์คันแรกไม่เกิน 1 ล้านบาทจะได้รับเงินมูลภาษีเพิ่มคืน การส่งเสริมระบบขนส่งมวลชน ขณะเดียวกันรัฐบาลนกำลังแก้นโยบายให้น้ำมันถูกลง ก็มีผลทำให้คนเลิกใช้แก๊สโซฮอล์
นอกจากนี้ นายกรณ์ อภิปรายว่า ไม่เข้าใจนโยบายบ้านหลังแรก ที่นอกจากจะได้รับการลดภาษีนิติบุคคล แต่ทำไมถึงมีการลดภาษีธุรกิจเฉพาะ ลดภาษีค่าโอนในส่วนผู้ประกอบการ เปรียบเหมือนการช่วยพวกพ้อง เพราะบริษัทอสังหาริมทรัพย์มีกำไรขณะนี้มีกำไรเพิ่มขึ้น 33% หรือ จาก 2.7 เป็น 3.6 หมื่นล้าน ในขณะที่บริษัทเอสซีเอสเสสซึ่งมีธุรกิจอสังหาฯ มีกำไรเพิ่มขึ้น 55% ดังนั้นทำไมรัฐบาลต้องเข้าไปช่วยเหลือ เข้าข่ายการเอื้อประโยชน์หรือไม่ และนายกฯจะถูกครหาเรื่องนี้แน่นอน
“นโยบายทั้งหมดของรัฐบาล จะทำให้หนี้สาธารณะที่เหลือเพียง 41% ของ จีดีพี แต่ภายใน 1 ปีจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% และจะเพิ่มปริมาณใกล้เคียงกันในทุกๆปีในอีก 4 ปีข้างหน้า ที่รัฐบาลสร้างกระแสว่าการกู้มหาศาลจะเข้ามาใช้หนี้ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กู้มา ซึ่งขอชี้แจงว่าไม่จริง เพราะรัฐบาลนี้จะกู้สูงขึ้นมากกว่า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการตามนโยบาย แต่ไม่ได้คิดเผื่อไว้ว่า จะหารายได้อย่างไร ” นายกรณ์กล่าว
"อรรถพร"ตั้งตำแหน่งใหม่"เฉลิม"โฆษก"นายกฯ"
ร.ต.อ.เฉลิม ได้ชี้แจงเรื่องการซื้อขายหุ้นแอมเพิลริช ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีตามที่นายกรณ์อภิปรายจนถึงเวลา 22.03 น. นายอรรถพร พลบุตร ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ประท้วงว่า รองนายกรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่โฆษกนายกฯ ขอให้ร.ต.อ.เฉลิมรีบสรุปประเด็น เพราะชี้แจงแบบนี้พ.ต.ท.ทักษิณก็ยิ้มแก้มปริแล้ว
จากนั้นร.ต.อ.เฉลิม ได้ลุกขึ้นชี้แจงสวนทันทีว่า อย่ามาดูแคลนในสภา ตนไม่ใช่โฆษกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่โฆษกของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นรองนายกฯจึงต้องชี้แจงเรื่องนี้ ตนบุญน้อยไม่ได้เป็นโฆษก แต่ที่ต้องพูดเพราะเป็นบทต่อเนื่อง
"กิตติรัตน์"ยันเดินหน้าขึ้นค่าแรง300บาทต้นปี55
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ กล่าวชี้แจงว่า นโยบายของรัฐบาลไม่ได้เป็นนโยบายที่เป็นประชานิยมหวังผลประโยชน์เพียงระยะสั้น แต่เป็นนโยบายที่มุ่งมั่นทำได้จริงด้วยความโปร่งใส ระวังความเสียง และดูเรื่องความสมดุลทางเศรษฐกิจ ในส่วนของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทที่มีการหาเสียงไปนั้น เป็นความจริงใจของรัฐบาลที่จะทำได้ทันที แต่เนื่องจากขณะนี้อยู่ในเดือนส.ค.การจะทำนโยบายใหม่ต้องรองบประมาณในปีถัดไป อย่างไรก็ตาม ครม.ได้เตรียมทำรายละเอียดเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาให้เร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าช่วงต้นปี 2555 จะเริ่มสามารถดำเนินการได้ รัฐบาลมีความจริงใจที่จะทำเรื่องนี้ ส่วนเรื่องเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท นั้นเชื่อว่านายจ้างจะเทียบเคียงให้เงินเดือนนี้กับเงินเดือน ในวุฒิการศึกษาอื่น
นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของโครงการจำนำสินค้าเกษตร ที่ผ่านมาจากโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลที่ผ่านมาจุดอ่อนอยู่ตรงที่ทำให้ข้าวราคาไม่สูงเต็มศักยภาพ ซึ่งการจำนำข้าวจะมีประสิทธิภาพต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตในการดำเนินการ ซึ่งในการจำนำรอบใหม่ ยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ซึ่งในการเตรียมงบประมาณสำหรับความการเป็นแสนล้านนั้นไม่ใช่เพื่อรองรับความเสี่ยง แต่เป็นวงเงินที่ใช้รับจำนำซึ่งอาจจะถูกใช้น้อยมาก หากราคาในตลาดราคาสูง
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การทำงานจากนี้จะทำงานร่วมกับครม.เศรษฐกิจ ที่จะสอดคล้องกับนโยบายด้านอื่นๆ ของรัฐบาล ซึ่งทุกนโยบายสามารถเริ่มต้นได้ทันที ซึ่งจะไม่รวดเร็วจนเกินไปจนปรับตัวไม่ทัน และก็จะไม่ช้าจนเป็นนโยบายที่เขียนบนกระดาษ ที่ไม่เกิดผลทางปฏิบัติ
“ปุระชัย"ขอครม.ซื่อสัตย์เป็นแบบอย่างประชาชน
เมื่อเวลา 22.40 น.ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ หัวหน้าพรรครักษ์สันติ ได้อภิปรายว่า ขอฝากไปถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ในเรื่องการปราบปรามยาเสพติด การจัดระเบียบสังคม ที่ขณะนี้ยังเป็นปัญหา โดยมีการเปิดนอกโซนนิ่ง และล่วงเวลา เห็นได้จากกรณีที่มีสมาชิกบางท่านได้แสดงหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าปัญหาเช่นนี้ยังดำรงอยู่ โดยสำหรับประเด็นเรื่องการทุจริตนั้น ตนเห็นว่าความซื่อสัตย์ควรจะเริ่มจากคณะรัฐมนตรีทั้ง 35 คน และนายกฯอีก1คนก่อน และนายกฯต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยหลักนิติธรรม ไม่ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง เช่นเดียวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่เป้นบ่อนทำลายระบบคุณธรรม ทำลายระบบราชการ ทั้งนี้รัฐบาลยังต้องคำนึงถึงนโนบายต่างประเทศ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับวิกฤติธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นด้วย
"สุรพงษ์”ยันยึดเอ็มโอยูปี44 เดินหน้าพัฒนาพื้นที่ทะเลไทย-กัมพูชา
เวลา 23.30 น. นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ได้ชี้แจงกรณีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ไทย-กัมพูชา ภายหลังนางอานิก อัมระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายว่า มีสมาชิกมีความเป็นห่วงในพื้นที่ทับซ้อน ทั้งนี้ได้มีบันทึกความเข้าใจร่วมไทย-กัมพูชา (เอ็มโอยู2544 ) เมื่อวันที่13ส.ค.44 สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมีการเจรจากับกัมพูชา เพื่อตกลงพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จำนวน 26,000 ล้านตารางกิโลเมตร และมีการตกลงตัวเลขกันอย่างชัดเจนว่า ส่วนไหนใกล้ทะเลของประเทศใดก็จะเป็นสิทธิ์ของประเทศนั้น และส่วนตรงกลางก็จะแบ่งกัน 50-50 เพื่อให้สมดุลทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนเรื่องตัวเลขนั้นตนยังไม่อยากพูด เพราะเป็นเรื่องที่อ่อนไหว และในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า แต่บังเอิญรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เข้ามาบริหารประเทศได้มีมติผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเห็นชอบให้กระทรวงต่างประเทศ ดำเนินการบอกเลิก เอ็มโอยู ในวันที่ 10 พ.ย. 52 ซึ่งเหตุผลชัดเจนอย่างเดียว เพราะประเทศกัมพูชาได้ตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจประเทศกัมพูชา อีกทั้งยังเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่ที่สำคัญที่สุดแม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะบอกเลิกเอ็มโอยู แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการบอกเลิกอย่างเป็นทางการ จนในวันที่ 15 พ.ย. 53 ครม.มีมติตั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯให้ไปเป็นประธานคณะกรรมการร่วมกรอบเจรจาเอ็มโอยูดังกล่าว ดังนั้นตนจึงไม่เข้าใจว่าทำอะไร โดยในวันที่25 ส.ค.นี้ตนจะเข้ามาดูเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพราะอาจจะกระทบกับความสัมพันธ์ในอนาคต
แถลงนโยบายรัฐบาลวันแรกนโยบายลดราคาน้ำมันโดนถล่มเละ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการแถลงนโยบายรัฐบาลในวันแรกได้จบลงในเวลา 00.57 น. วันที่ 24 ส.ค.โดยได้ใช้เวลาในการอภิปรายเกือบ 16 ชั่วโมง โดยบรรยากาศการอภิปรายตั้งแต่หลัง 22.00 น.วันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา มีบรรยากาศเริ่มกร่อยการอภิปรายของส.ส.ฝ่ายค้าน รัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา มีการอภิปรายทั้งคัดค้าน และชื่นชมนโยบายของรัฐบาล โดยนโยบายที่มีการหยิบยกและถูกอภิปรายมากที่สุด คือ นโยบายเกี่ยวกับการลดราคาน้ำมันเพลิง และการพักชำระหนี้ให้เกษตรกร เป็นต้น อย่างไรก็ตามนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้สั่งพักการประชุม และได้นัดประชุมใหม่ในเช้าวันเดียวในเวลา 08.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เดินทางมาชุมนุมกันบริเวณหน้าอาคารรัฐสภาเพื่อให้กำลังใจกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา จนถึงในขณะนี้ยังคงมีคนเสื้อแดงบางส่วนปักหลักชุมนุมและพักค้าง เพื่อให้กำลังใจและรอฟังการการอภิปรายในวันเช้าของวันนี้ต่อ



