
สั่งกองทัพจ่าย2.2ล.2แนวร่วมนปช.
ศาลสั่งกองบัญชาการกองทัพไทยและกองทัพบก ชดใช้เงิน 2.2 ล้าน ให้ 2 แนวร่วม นปช. ที่ถูกกระสุนยิงจนพิการแขนซ้าย ขาขวา ใช้งานไม่ได้ ระหว่างการสลายการชุมนุม นปช. บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง 13 เม.ย.2552
ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 5971/2554 เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2554 ที่นายไสว ทองอ้ม อายุ 40 ปี ประกอบอาชีพ ช่างซ่อมรถยนต์ประจำแผนกซ่อมตัวถังรถยนต์ของบริษัท เอ็ม เอส ดี เซอร์วิส จำกัด ย่านศรีนครินทร์ ผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ซึ่งถูกยิงพิการแขนซ้าย และนายสนอง พานทอง อายุ 35 ปี ประกอบอาชีพ ช่างซ่อมเครื่องยนต์ประจำบริษัท เอส พี เซอร์วิส จำกัด ผู้ชุมนุม นปช. ซึ่งถูกยิงพิการขาขวา
โดยได้มอบอำนาจให้นายคารม พลพรกลาง ทนายความ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี , กองบัญชาการกองทัพไทย , นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2552 , พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เมื่อปี 2552 และกองทัพบก เป็นจำเลยที่ 1- 5 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย กรณีถูกกองกำลังทหารบก ใช้อาวุธปืนหลายชนิดยิงตามคำสั่งสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 เม.ย.52 บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง โดยวิธีการไม่ชอบด้วยหลักสากลของนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ทรงกิตติ ผบ.สส. จนเป็นเหตุให้ผู้ร่วมชุมนุมทั้งสอง ได้รับอันตรายสาหัสจนแขนซ้าย และขาขวา ประกอบภารกิจตามปกติไม่ได้จนถูกเลิกจ้างและขาดรายได้ จึงขอให้จำเลยทั้งห้า ร่วมกันชดใช้กับนายไสว โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,857,534 บาท และนายสนอง โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 2,245,205 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
โดยศาลแพ่งมีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องเฉพาะกองบัญชาการกองทัพไทย และกองทัพบก จำเลยที่ 2 และที่ 5 ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจกองบัญชาการกองทัพไทย จำเลยที่ 2 เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม นปช. ในวันที่ 13 เม.ย.52 อีกทั้ง ผบ.สส. หรือ ผอ.กองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ได้สั่งการให้ใช้กำลังทหารกับการชุมนุมดังกล่าว และจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลต่างหากแยกจากกองทัพบก จำเลยที่ 5 นอกจากนี้การชุมนุมของ นปช. มีการใช้ความรุนแรงโดยก่อความไม่สงบเรียบร้อย และใช้กำลังอาวุธ จนเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงและพนักงานเจ้าหน้าที่ ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของ พระราชกำหนด ( พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งหากผู้ร่วมชุมนุมและโจทก์ทั้งสองทำการฝ่าฝืนบทบังคับของกฎหมายนั้น โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 422
ส่วนการเปิดการจราจร บริเวณแยกทางด่วนดินแดงของกองทัพบก จำเลยที่ 5 ในวันเกิดเหตุก็เพื่อให้ประชาชนใช้เส้นทางจราจรได้ตามปกติ เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ภายใต้กฎหมายทุกประการ โดยจำเลยที่ 5 ได้รับอนุมัติให้ใช้กำลังทหารเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย.52 เป็นต้นไปจนจบภารกิจ และใช้อาวุธยิงได้เฉพาะกรณีที่จะมีอันตรายต่อชีวิตของกำลังพลและประชาชน และให้ใช้การยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่เท่านั้น ไม่มีการยิงปืนจากทหารแถวที่ 3 ซึ่งใช้กระสุนจริง โดยขณะปฏิบัติหน้าที่กลุ่ม นปช. ใช้ระเบิดเพลิง แก๊สน้ำตาและจัดคนซุ่มยิงจากทางด่วนดินแดง ขับรถแท็กซี่และรถโดยสารพุ่งชน ใช้ท่อนไม้ เหล็ก อิฐ หิน ต่อต้านเป็นเหตุให้กำลังพลของจำเลยที่ 5 ได้รับบาดเจ็บ 23 ราย
ส่วนบาดแผลของโจทก์ทั้งสอง ผลการตรวจพิสูจน์ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่าเกิดจากกระสุนปืนพก ไม่ใช่กระสุนปืนสงคราม เอ็ม 16 ของทหาร ขณะที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างจำนวนรายได้ต่อเดือนขึ้นเองลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐาน และโจทก์ทั้งสองไม่เสียค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล เพราะโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิประกันสังคม โจทก์ที่ 2 ใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค
ทางนำสืบนายไสว ทองอ้ม โจทก์ที่ 1 ระบุ เป็นช่างซ่อมรถยนต์ประจำแผนกซ่อมตัวถังรถยนต์ของบริษัท เอ็ม เอส ดี เซอร์วิส จำกัด ย่านศรีนครินทร์ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท ถูกยิงพิการแขนซ้าย ส่วนนายสนอง พานทอง โจทก์ เป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ประจำบริษัท เอส พี เซอร์วิส จำกัด เดือนละ 6,000 บาทโดยโจทก์ทั้งสองร่วมชุมนุม นปช. ประท้วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ซึ่งนายไสว โจทก์ที่ 1 ถูกกระสุนปืนไม่ทราบชนิดจากฝ่ายทหารยิงใส่ ถูกที่บริเวณต้นแขนซ้าย จนหมดสติมารู้สึกตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาลราชวิถี ในวันที่ 16 เม.ย.52 ที่รักษาด้วยการต่อเส้นเลือดและกระดูก แต่มีเส้นเอ็นที่ขาดและได้รับความเสียหายเต็ม 100 % ไม่สามารถรักษาได้ จนทำให้ไม่สามารถใช้มือซ้ายจับสิ่งของใด ๆ ได้อีก ต้องมีสภาพพิการตลอดชีวิต ตามใบความเห็นแพทย์ ส่วนโจทก์ที่ 2 ถูกกระสุนปืนไม่ทราบชนิดที่หัวเข่าขวา ซึ่งก่อนถูกยิงโจทก์ที่ 2 เห็นทหารขนอาวุธปืนขึ้นรถและถ่ายรูปไว้ได้ โดยหลังจากถูกยิง ทหารไม่ได้นำโจทก์ที่ 2 ไปรักษาพยาบาลทันทีแต่นำไปขังที่กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ต่อมาจึงส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก แล้วโจทก์ที่ 2 ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล ประมาณ 10 วัน เข้ารับการผ่าตัด 4 ครั้ง ซึ่งแพทย์ระบุว่า ลูกสะบ้าแตก กระสุนฝังใน และแผลติดเชื้อเพราะกระโดดลงคลองน้ำครำแล้วไม่ได้รับการรักษาเบื้องต้น โดยโจทก์ที่ 2 ไม่สามารถงอเข่าได้ ยืนนานไม่ได้
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้น รับฟังได้ว่า ในวันที่ 8- 14 เม.ย.52 มีการชุมนุมของ นปช. หลายสถานที่ ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าการชุมนุมดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญ เพราะมีการปิดถนน ตรวจค้นรถยนต์ประชาชนที่สัญจรไปมา และปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล แล้วในวันที่ 12 เม.ย.52 มีกลุ่ม นปช. ประมาณ 500 คน นำกำลังขัดขวางการจราจร บริเวณสี่แยกใต้ทางด่วนดินแดง
ส่วนหนึ่งพยายามบุกรุกเข้ายึดโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาครั้งที่ 14 อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน นายกรัฐมนตรีจึงได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่ กทม.และบริเวณใกล้เคียง โดยออกข้อกำหนดห้ามไม่ให้ชุมนุมหรือมั่วสุมใด ๆ กันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีวันที่ 13 เม.ย.52 จัดตั้งกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ กอฉ. ขึ้น โดยมี ผบ.สส.เป็น ผอ.กอฉ. และมี ผบ.ทบ. เป็นหนึ่งในผู้ปฏิบัติงานในกองอำนวยการดังกล่าว ซึ่ง กอฉ. มีอำนาจจัดชุดปฏิบัติการของตำรวจ ทหาร และพลเรือน เข้าระงับการก่อความไม่สงบและช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และออกประกาศตามมาตรา 11 พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ ห้ามกระทำการใด ๆ ที่เป็นการปิดจราจร ปิดเส้นทางคมนาคม แล้วปรากฏว่า กลุ่มนปช. ยังคงชุมนุมต่อมา ดังนั้นในวันที่ 13 เม.ย. เวลา 02.00 น. จึงสั่งการให้ใช้กำลังทหารบก เข้าระงับเหตุและเปิดการจราจรบริเวณดังกล่าว ซึ่งมีการจัดกำลังทหารบก 2 กองพัน คือ ร.2 พัน 3 รอ. และ ร.21 พัน 1 รอ. เข้าปฏิบัติในพื้นที่ สี่แยกใต้ทางด่วนดินแดง ระหว่างปฏิบัติการโจทก์ที่ 1-2 ที่ร่วมชุมนุมอยู่ด้วยถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส กลายเป็นผู้พิการจึงยื่นฟ้องคดีเพื่อให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 รับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า กองกำลังทหารบก กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ซึ่งต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องหรือไม่ ศาลเห็นว่า กองกำลังทหารที่ออกมาปฏิบัติภารกิจในวันเกิดเหตุ คือ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน 3 รอ.) และกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 พัน 1 รอ.) ที่เป็นไปเพื่อระงับเหตุไม่สงบ และเปิดเส้นทางจราจร บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง กอฉ. ที่มี พล.อ.ทรงกิตติ ผบ.สส. เป็น ผอ.กอฉ. โดยข้อเท็จจริงยุติว่า กองกำลังทหารดังกล่าว จัดกองกำลังออกเป็น 3 แถว แถวที่ 1 เป็นพลทหารถือโล่และกระบอง อยู่ห่างกลุ่มผู้ชุมนุม 50 เมตร แถวที่ 2 เป็นทหารชั้นประทวน มีอาวุธปืนเอ็ม 16 ประจำกาย อยู่ห่างออกไปประมาณ 15 -20 เมตร ซึ่งฝ่ายจำเลยเบิกความว่าใช้กระสุนซ้อมรบ และ แถวที่ 3 เป็นทหารชั้นประทวนมีอาวุธปืนเอ็ม 16 บรรจุกระสุนจริงประจำกาย อยู่ห่างออกไปประมาณ 20 - 25 เมตร และมีนายทหารสัญญาบัตรประจำอยู่กองพันละ 6-7 คน มีอาวุธปืนสั้นขนาด 11 มม. ประจำกาย 1 คน
ซึ่งฝ่ายโจทก์ เบิกความว่า กองกำลังทหารตั้งแถวเดินเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุม โดยทหารแถวที่ 2 และแถวที่ 3 ที่ถือปืน บางส่วนยิงปืนขึ้นฟ้า บางส่วนยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมทำให้ผู้ชุมนุมแตกกระเจิง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 5 เบิกความว่า ทหารไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ชุมนุม ทหารใช้กระสุนจริงยิงเฉพาะยางรถยนต์โดยสารที่กลุ่มผู้ชุมนุมขับเข้าพุ่งชนแถวทหาร กระสุนที่ถูกนายไสว โจทก์ที่ 1 เป็นขนาด 9 มม. ไม่ใช่อาวุธสงคราม เช่นเดียวกับนายสนอง โจทก์ที่ 2 ที่ถูกยิงก็ไม่ใช่อาวุธปืนในกองกำลังทหารที่ออกปฏิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าว ขณะที่มีทหารบางคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บด้วยกระสุน 9 มม.เช่นเดียวกับฝ่ายโจทก์ ศาลเห็นว่า แม้ฝ่ายจำเลยจะอ้างว่า กองกำลังทหารมีอาวุธปืนเอ็ม 16 ประจำกาย แต่ในแถวทหารที่ปฏิบัติภารกิจในวันดังกล่าวก็มีบางส่วนที่มีอาวุธปืนพกสั้นร่วมอยู่ด้วย ซึ่งมีภาพถ่ายแสดงเห็นทหารถือปืนกลเบาและปืนพกสั้น โดยพยานของจำเลยที่ 2 และที่ 5 ก็เบิกความรับว่า ทหารในภาพที่ถืออาวุธปืนกลเบาไม่ใช่ทหารชั้นสัญญาบัตร โดยน่าจะเป็นทหารชั้นประทวน และไม่ทราบว่าอาวุธปืนกลเบาหรือปืนอูซี่ จะใช้กระสุนปืนขนาด 9 มม.หรือไม่ และยังรับว่าตามภาพถ่ายเป็นภาพทหารถืออาวุธปืนพกสั้น แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นนายทหารชั้นประทวนหรือสัญญาบัตร และพยานของจำเลยที่ 2 และ 5 ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าทหารที่ออกปฏิบัติภารกิจในวันเกิดเหตุมีเฉพาะอาวุธปืนเอ็ม 16 เท่านั้น แต่พยานของจำเลยที่ 2 และที่ 5 ทุกปากยอมรับว่าในแถวของผู้ชุมนุมไม่เห็นว่ามีผู้ชุมนุมคนใดถืออาวุธปืนไม่ว่าชนิดใด การที่ฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 5 ระบุว่าผู้ชุมนุมใช้พลซุ่มยิงกลุ่มทหาร จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐาน
เมื่อรับฟังพยานของโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า กระสุนปืนที่ยิงมาถูกโจทก์ทั้งสองมาจากกลุ่มทหาร โดยคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง บรรยายให้เห็นเหตุการณ์ที่ประสบซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโจทก์ที่ 1 เบิกความว่าวิ่งหนีตามรถแกนนำไป และถูกยิงขณะกำลังหันมองกลับมาด้านหลัง จึงเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 เห็นว่ากระสุนปืนมาจากทิศทางใด ส่วนโจทก์ที่ 2 เบิกความให้เห็นภาพการปฏิบัติการของฝ่ายทหารที่สอดคล้องตรงข้อเท็จจริงกับโจทก์ที่ 1 ว่า เมื่อทหารยิงปืนขู่ขึ้นฟ้าแล้วฝ่ายชุมนุมไม่ยอมสลายตัว กลุ่มทหารจึงยิงปืนในระดับแนวระนาบ เป็นเหตุให้กลุ่มผู้ชุมนุมแตกกระเจิงและพากันวิ่งหนี เกิดการอลม่าน ขณะเดียวกันกองกำลังทหารได้กระจายตัวเข้าโอบล้อมกลุ่มผู้ชุมนุมไว้ ขณะนั้นโจทก์ที่ 2 เห็นผู้ชุมนุมคนหนึ่งถูกทหารยิงล้มลงจึงเข้าไปช่วยเหลือ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 โดนยิงที่หัวเข่า เชื่อว่าแม้โจทก์ที่ 2 ไม่สามารถระบุได้ว่าบุคคลใดเป็นคนยิง แต่ย่อมรู้ว่ายิงมาจากทิศทางใด และเห็นกลุ่มผู้ที่ยิงและวิ่งไล่ติดตามโจทก์ที่ 2 มาจนต้องกระโดดน้ำครำริมถนนวิภาวดีรังสิต ที่เป็นเหตุใดบาดแผลของโจทก์ที่ 2 ต้องติดเชื้อตามคำวินิจฉัยการรักษา
แม้จะได้เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ ซึ่งอนุญาตให้ใช้อาวะจริงได้ในการปฏิบัติภารกิจ แต่เมื่อโจทก์ทั้งสอง ยืนยันว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอาวุธ และฝ่ายจำเลยไม่ได้โต้แย้ง โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่บุคคลที่จะเป็นเป้าหมายให้ฝ่ายทหารใช้กำลังอาวุธประจำกายกับโจทก์ทั้งสองได้ เพราะตามกฎการใช้กำลังของกองทัพไทย ในภาคผนวก จ.ข้อ 5.8 ทหารที่ปราบจลาจลจะใช้กำลังได้เฉพาะเพื่อป้องกันตนเอง หรือป้องกันชีวิตผู้อื่นจากอันตรายใกล้จะถึงกลุ่มที่มีอาวุธเท่านั้น เมื่อการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวใช้กำลังทหารติดอาวุธโดยสภาพย่อมต้องกระทำโดยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะการใช้วิธีการดังกล่าวย่อมสุ่มเสี่ยงเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ชุมนุมโดยสุจริตได้ เมื่อฟังได้ว่า บุคคลในกองกำลังที่ออกปฏิบัติภารกิจในวันเกิดเหตุซึ่งพยานของจำเลยที่ 2 และที่ 5 รับว่ามีเฉพาะกองกำลังทหารบกแล้ว จึงเพียงพอที่ให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด รับผิดจากเหตุการณ์ละเมิดโจทก์ทั้งสอง แต่ศาลเห็นว่านายไสว โจทก์ที่ 1 ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าได้รับเงินค่าจ้างตามจำนวนที่ฟ้องจริง ขณะที่โจทก์ที่ 1 ยังสามารถประกอบอาชีพอื่นได้บ้าง จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1.2 ล้านบาท เช่นเดียวกับนายสนอง โจทก์ที่ 2 ที่ศาลเห็นว่า แม้น่าเชื่อว่าเคยมีรายได้เดือนละ 6,000 บาทจริง แต่ไม่ได้เสียความสามารถในการประกอบอาชีพทั้งหมด จึงให้ชดใช้ค่าเสียหาย 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 เม.ย.52 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ชำระค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสองด้วยจำนวน 8,000 บาท
อย่างไรก็ดี คดีนี้ ยังไม่ถึงเป็นที่สุดจนกว่า ฝ่ายจำเลยจะไม่ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งฝ่ายจำเลยได้ขออนุญาตศาลขยายระยะเวลาอุทธรณ์จนถึงวันที่ 16 ก.ย.นี้



