ข่าว

ศาลชี้ขาดรับคดีรถเรือดับเพลิงฉาว

ศาลชี้ขาดรับคดีรถเรือดับเพลิงฉาว

24 ส.ค. 2554

ศาลนัดพิจารณาชี้ขาด 'รับ-ไม่รับ' คดีรถเรือดับเพลิงฉาว 'อภิรักษ์' ไม่หวั่น ลั่น พร้อมสู้คดี

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายโภคิน พลกุล อดีตรมว.มหาดไทย นายประชา มาลีนนท์ อดีตรมช.มหาดไทย นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร(กทม.) รวมทั้ง บริษัทสไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์ซอย์ จำกัด และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. เป็นจำเลยที่ 1- 6

          ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และการระทำผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ. 2542 จากการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ตามโครงการพัฒนาระบบบริหารและเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,687,489,000 บาท

          โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับคำฟ้องไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลขดำที่ อม.5/2554 และนัดฟังคำสั่งว่า จะประทับรับฟ้องคดีหรือไม่ ในวันที่ 24 ส.ค. นี้ เวลา 10.00 น.

          นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ อดีตผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า เขาไม่กังวลหากศาลจะมีการรับฟ้อง พร้อมจะเดินหน้าเตรียมหลักฐานในการสู้คดี โดยมอบหมายให้นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ หัวหน้าสำนักงานทนายความเสนีย์ ปราโมช  เป็นหัวหน้าทีมต่อสู้ดคี

          ทั้งนี้ เขายืนยันความบริสุทธิ์ว่า โครงการจัดซื้อรถเรือดับเพลิงเป็นโครงการที่ฝ่ายออสเตรเลียยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 โดยได้ดำเนินการเรื่อยมาจนมีการทำสัญญาจัดซื้อ เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2546 และได้มีการแจ้งให้ธนาคารกรุงไทยเปิดแอลซี ตามเงื่อนไขบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2547 ซึ่งป็นช่วงก่อนที่จะรับตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.

          นายอภิรักษ์ กล่าวด้วยว่า คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้เคยตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช แล้ว ซึ่งพบว่าคดีดังกล่าวอนุกรรมการ คตส.มีความเห็นว่า การดำเนินการของเขา ไม่ได้มีการทุจริตแต่อย่างใด และต่อมา คตส.หมดวาระ จึงได้ส่งเรื่องให้ ปปช.ดำเนินการ ซึ่ง ปปช.บอกว่า เขาละเว้นการสอบสวนหาความจริง แต่ไม่ได้กล่าวหาว่าทุจริตแต่อย่างใด

          ทั้งนี้ เขาได้ลาออกผู้ว่าฯกทม. ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. 2551 เพื่อแสดงความรับผิดชอบและเปิดโอกาสให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างอิสระแล้ว

          ด้านพล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่า เรื่องนี้ศาลรับอยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่สนใจ เพราะไม่ได้อะไรผิด แต่ถ้าจะสู้ก็ขอสู้แบบอนาถา ยืนยันไม่มีปัญญาทำอะไรเรื่องแบบนี้ เนื่องจากได้ทำตามระเบียบราชการทุกอย่าง และผู้ใหญ่ได้สั่งให้ซื้อบริษัทเดียว หลังจากมีการเซ็นเอ็มโอยูมาแล้ว

          "ที่ผ่านมาหลังผมเกษียณอายุราชการ 7-8 ปี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ก็ไม่เคยเรียกไปสอบ แต่กลับมาชี้ว่าผิด จึงขอถามว่าปปช.รู้ได้อย่างไรว่า โครงการนี้มีมูลค่าสูง จึงอยากให้กลับไปค้นว่า บริษัทสไตเออร์ขายให้ประเทศไหนถูกกว่ากัน"

          อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ เขาเห็นชอบคนเดียวไม่ได้ เพราะมีกรรมการร่วม 4-5 คน แต่สุดท้ายกลับมาจ้องเล่นงานกันอย่างเดียว

          “ศาลตัดสินก็ตัดสินไป จะมาบอกว่า ผมวางแผนก็ไม่ใช่ แต่เพราะผู้ใหญ่ให้ซื้อ หลังจากตกลงราคากันแล้ว ผมก็ทำตามระเบียบ ที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยพบนายโภคิน และนายประชา และจะผมไปร่วมมือได้อย่างไร เงินบาทหนึ่งผมก็ไม่เคยเอาเงินหลวงมาใช้ ถ้าผมจะช่วยรัฐบาลชุดเก่า ทำไมผมไม่เป็นใหญ่เป็นโต ผมไม่สนใจการเมืองอยู่แล้ว แต่การเมืองมาเล่นผมเอง” พล.ต.ต.อธิลักษณ์ กล่าว