'กรมชลฯ'เร่งระบายน้ำเหนือพร่องน้ำเขื่อน
กรมชลฯสบโอกาสฝนทิ้งช่วง 3-4 วัน ระดับน้ำทะเลต่ำ เร่งระบายน้ำเหนือ พร่องน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ ทิ้งทะเลวันละ 170 ล้านลบ.ม. มั่นใจคุมสถานการณ์น้ำไม่ท่วมกว่านี้ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน แถลงสถานการณ์อุทกภัย ภายหลังร่วมประชุมกับกรมอุตุนิยมวิทยา การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์น้ำว่า ขณะนี้สถานการณ์ฝนได้เบาบางลงไป ทำให้ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ประสบอุทกภัยจากนี้ไปประมาณ 3-4 วัน จะอยู่ระดับทรงตัว และบรรเทาความรุงแรงลงไปได้ระดับน้ำจะคงที่ ไม่สูงมากกว่านี้
โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมขังพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา และท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เช่น นครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา โดยกรมชลประทาน จะเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่และพร่องน้ำจากเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อมแม่งัด เขื่อนห้วยหลวง ที่มีระดับน้ำเกิน 80 กว่าเปอร์เซนต์ ออกสู่ทะเลในช่วง วันที่ 23-27 ส.ค.54 ให้มากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่น้ำทะเลลดระดับต่ำมากที่สุด ซึ่งอาศัยสถานการณ์ช่วงนี้เร่งระบายน้ำเหนือออกจากพื้นที่ต่างๆ ที่มีปริมาณน้ำสะสมมาตั้งแต่พายุไทหม่าน นกเตนและน้ำเหนือก้อนใหญ่ที่สุด
ในขณะนี้ อยู่จังหวัดพิษณุโลก และพิจิตร และฝนที่ตกเหนือเขื่อนสิริกิติ์ จะระบายมาทางแม่น้ำน่าน ปริมาณ 67 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถควบคุมการปล่อยน้ำได้ ยืนยันเป็นปริมาณที่จะไม่ให้เข้าท่วมพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำน่านอีก ซึ่งจะใช้เวลาเดินทาง 3 วัน จะมาสมทบกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง ที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยทำให้มีปริมาณน้ำไหล 2,200-2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
โดยกรมชลประทาน จะบริหารจัดการควบคุมให้น้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาระดับ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะไม่ทำให้ระดับน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะได้แบ่งยอดน้ำผันออกสู่แม่น้ำสุพรรณ ลงแม่น้ำท่าจีนออกสู่ทะเลด้านจังหวัดสมุทรสาคร ได้อีกทางทำให้น้ำเหนือก้อนลดปริมาณลงไปได้ไม่มากระทบแม่น้ำเจ้าพระยา
เมื่อผันน้ำลงแม่น้ำสุพรรณ ได้ปริมาณ 169 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้ระดับน้ำที่ท่วม อำเภอเสนา อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอพรหม จังหวัดอ่างทอง อำเภออินทร์ จังหวัดสิงห์บุรี ลดระดับลง พร้อมกันนี้ได้ผลักดันน้ำออกแม่น้ำป่าสัก ชัยนาท และแม่น้ำป่าสัก ลพบุรี ด้วย ในช่วง 2-3 วัน ระดับน้ำจะทรงตัว และจะลดระดับลง หากไม่มีฝนลงมาเพิ่มอีก
จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะมีร่องมรสุมเข้ามาใหม่ในช่วงตั้งแต่วันที่ 25-29 ส.ค.54 โดยเข้ามาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของไทย ซึ่งเป็นแนวร่องฝนในพื้นที่เดิมที่ท่วมอยู่แล้ว แต่ลักษณะฝนตกในช่วงต่อไปจะไม่หนักเหมือนที่ผ่านมาแต่อย่างไรก็ต้องเตรียมพร่องน้ำในเขื่อนทั่วประเทศเพราะปริมาณฝนที่จะตกอีกในเดือนกันยายน-พฤศจิกายน คาดว่าจะมี 200-300 มิลลิเมตร
สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำยม นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่ายังวิฤกติ เพราะมีปริมาณน้ำมากกว่าปี 2553 และเกือบเท่ากับ ปี 2538 ซึ่งมีปริมาณน้ำในพื้นที่มากถึง 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และระบายออกได้เพียง 557 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพราะลุ่มน้ำยมช่วงปลายมีลักษณะแคบการระบายก็ทำได้ยาก และไม่มีเครื่องมือในการบริหารจัดการและอยู่ในที่ลุ่มต่ำหลายจังหวัดโดยเฉพาะอำภอบางระกำ บางมูลนาค โพธิ์ทะเล ท่วมขังนานนับเดือนกว่าจะระบายได้หมด
ซึ่งจะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันอาทิตย์ที่ 27 ส.ค.54 เพื่อวางมาตรการแก้ไขตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งการให้เร่งศึกษาบางระกำโมเดลและวางระบบแก้ไขลุ่มน้ำยมทั้งระบบ ทั้งการสร้างประตูระบายน้ำเพิ่มตามลำน้ำสาขา สร้างเขื่อนยมบน-ยมล่าง หาพื้นที่รองรับน้ำหรือแก้มลิง โดยเฉพาะมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่สามารถทำได้ทันทีให้เร่งเสนอ ครม.ภายในเดือนกันยายน เพราะแนวโน้นสภาพอากาศที่แปรปรวนทั่วโลกจะทำให้สถานการณ์ลุ่มน้ำยม จะเกิดภัยธรรมชาติหนักและรุนแรงมากขึ้นทุกปี



