'ปู'ติดกับดัก'แม้ว'กฎเหล็กรัดคอ?
'ยิ่งลักษณ์' ติดกับดัก 'ทักษิณ' กฎเหล็กสมัย 'สมัคร สุนทรเวช' รัดคอ ฝืนจริยธรรม? โดย 'ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์'
เป็นไปตามที่คาดการณ์กันไว้ล่วงหน้าแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ พ.ต.ท.ทักษิณปั้นมากับมือ
เพราะยังไม่ทันที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ถูกพรรคประชาธิปัตย์เข้าแจ้งความดำเนินคดีและล่าชื่อ ส.ส.เพื่อยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง
ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ฐานที่”ร้องขอ”ต่อรัฐบาลญี่ปุ่นให้ “อำนวยความสะดวก”ในการออกวีซ่าเข้าประเทศแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นนักโทษหนีคดีอาญาเนื่องจากถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปีในคดีซื้อที่ดินถนนรัชดาภิเษก จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินฝ่าฝืน พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯในเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน
นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ยังถูกศาลฎีกาฯออกหมายจับอีกหลายคดีเพราะไม่ยอมมาศาลในฐานะจำเลย อาทิ
-คดีอนุมัติให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยหรือ “เอ็กซิมแบงก์” ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับรัฐบาลพม่าจำนวน 4,000 ล้านบาท ในการพัฒนาโครงการโทรคมนาคม ของพม่าซึ่งมีบริษัทในเครือชินคอร์ป รวมอยู่ด้วย
-คดีทุจริตการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย 9,000 ล้านบาท
- คดี จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสาร ประกอบด้วยข้อความเป็นเท็จอันเป็นผลสืบ เนื่องมาจากคดียึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท
จากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องคดีจำนวนมาก ทำให้นายสุรพงษ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าที่ต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอตัวให้ทางการญี่ปุ่นส่ง พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน
แต่กลับร้องขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นอำนวยความสะอวกในการออกวีซ่าให้ จึงทำให้พรรคฝ่ายค้านมองว่า เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ยังมองว่า การกระทำของนายสุรพงษ์ยังเข้าข่ายกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ที่บัญญัติว่า
“ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้อง หาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกิน สี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
แน่นอนว่า เพื่อมิให้เป็นเป้านิ่งนายสุรพงษ์และพรรคเพื่อไทยจึงใช้วิธีการแจ้งความดำเนินคดีพรรคประชาธิปัตย์ฐานแจ้งความเท็จและยื่นร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ว่า ใส่ร้ายพรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากกลไกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในการตรวจสอบจริยธรรมของนักการเมืองแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังมีช่องทางเล่นงานรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้อีก
ถ้าหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ยังปล่อยให้ “เงาทะมึน”ของ พ.ต.ท. ทักษิณอยู่เบื้องหลังรัฐบาลต่อไปจนกลายเป็น “กับดัก” ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ดิ้นไม่หลุด
ที่น่าสนใจคือ ผู้ที่วาง “กับดัก”ดังกล่าว คือรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ปั้นมากับมือเช่นเดียวกัน
ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีบทบัญญัติว่าด้วย จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งระบุว่า มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภทให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดขึ้น(มาตรา 279)
ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรายงานต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ..หากเป็นการกระทำผิดร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาดำเนินการ โดยให้ถือเป็นเหตุที่จะถูกถอดถอนจากตำแหน่งตามมาตรา 270
ในกรณีที่การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมมีลักษณะร้ายแรงหรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการดำเนินการของผู้รับผิดชอบจะไม่เป็นไปด้วยความเป็นธรรม ผู้ตรวจการแผ่นดินจะไต่สวนและเปิดเผยผลการไต่สวนต่อสาธารณะก็ได้(มาตรา280)
ต่อมารัฐบาลสมัยนายสมัครได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551
ในระเบียบนี้ นิยาม“ข้าราชการการเมือง” ไว้ว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และข้าราชการการเมืองอื่นที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีแต่งตั้งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้และมีหน้าที่กำกับดูแลการประพฤติปฏิบัติตนของรัฐมนตรีและข้าราชการการเมืองอื่นที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นไปตามระเบียบนี้
ในกรณีที่พบว่ามีการประพฤติปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบนี้ ให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการ ลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการกระทำ
สำหรับมาตรฐานทางจริยธรรมของข้าราชการการเมืองตามระเบียบนี้มีด้วยกัน 29 ข้อ
ข้อที่น่าสนใจข้อหนึ่งคือ ข้อ 28 ที่ระบุว่า ข้าราชการการเมืองต้องไม่คบหาหรือให้การสนับสนุนแก่ผู้ประพฤติผิด กฎหมายหรือผู้มีความประพฤติหรือมีชื่อในทางเสื่อมเสีย เช่น ผู้เปิดบ่อนการพนันหรือผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน
ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักโทษหนีคดีอาจน่าจะเข้าข่าย ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย
แต่มีข่าวว่า ทั้งส.ส.และรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยจำนวนมากบินว่อนไปหา ทั้งขอคำปรึกษาและวิ่งเต้นขอตำแหน่งทางบการเมืองจาก พ.ต.ท.ทักษิณกันชุลมุน ซึ่งไม่รู้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์โทรศัพท์ติดต่อหารือข้อราชการเป็นระยะๆด้วยหรือไม่
ถ้าข่าวดังกล่าวเป็นจริง คำถามคือ พฤติกรรมเช่นว่า ถือว่า ฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 หรือไม่
ถ้าใช่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะผู้กำกับพฤติกรรมของรัฐมนตรีและข้าราชการการเมืองจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งการหารือข้อราชการกับ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นการคบหาหรือให้การสนับสนุนแก่ผู้ประพฤติผิดกฎหมายหรือไม่
ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะรัฐมนตรียังคงยึดถือ พ.ต.ท.ทักษิณเป็น “สรณะ”ในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป โดยมิใส่ใจต่อประมวลจริยธรรมดังกล่าวก็เป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องไต่สวนและรายงานต่อรัฐสภา
หากเป็นการกระทำผิดร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)พิจารณาดำเนินการ โดยให้ถือเป็นเหตุที่จะถูกถอดถอนจากตำแหน่งตามมาตรา 270
กรณีดังกล่าวจะเป็นนอกจากจะเป็นบทพิสูจน์น้ำยาของผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว ยังเป็นบททดสอบว่า กลไกตามรัฐธรรมนูญ ยังมีค่าน้อยกว่ากระดาษชำระหรือไม่
............
(หมายเหตุ : ที่มา : http://www.prasong.com/)



