ข่าว

เร่งไทยเลิกเก็บค่าหัวแรงงานไทย

เร่งไทยเลิกเก็บค่าหัวแรงงานไทย

23 ส.ค. 2554

เร่งไทยเลิกเก็บค่าหัวแรงงานไทย 3.5-4 แสนบาท ผิดค้ามนุษย์ ขู่ตัดโควตา ใช้แรงงานเวียดนามแทน

              คณะตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศไทย นำโดย นายพิษณุ จันทร์วิทัน รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ และนายเจษฎา กตเวทิน รองอธิบดีกรมสารนิเทศ ได้เข้าพบและเจรจากับ Mrs. Ruth Kahanoff รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล และ Mr.Chaim Chosen อธิบดีกรมเอเชียใต้ กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล ที่กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล เกี่ยวกับอนาคตของแรงงานไทยในอิสราเอล ระบุให้รัฐบาลไทยเร่งปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจร่วมกัน (เอ็มโอยู) กับไอโอเอ็ม ส่งแรงงานไทยถูกต้องตามกฎหมายแก้ไขปัญหาแรงงานไทยถูกเก็บค่าหัว 3.5-4 แสนบาท ก่อนเดินทางมาทำงานในอิสราเอล ที่เข้าข่ายการผิดกฎหมายค้ามนุษย์ระหว่างประเทศ

              อิสราเอลเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติจำนวนมาก เนื่องจากค่าแรงและสวัสดิการของชาวอิสราเอลสูงกว่าแรงงานต่างชาติ ปัจจุบันมีแรงงานไทยในอิสราเอลประมาณ 3 หมื่นคน ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่แรงงานไทยประสบความสำเร็จในการทำงานสูงทั้งด้านรายได้และความเป็นอยู่ได้รับการดูแลดี

              ส่วนใหญ่แรงงานไทยทำงานภาคเกษตรกรรม เช่น ฟาร์มพืชผักผลไม้ งานบริการร้านอาหารและโรงแรม งานดูแลคนชรา ผู้พิการ งานก่อสร้างและอุตสาหกรรม

              หัวหน้าทีมประเทศไทย นำโดย นายพิษณุ จันทร์วิทัน รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในการเจรจาครั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลเป็นห่วงมากและถูกกดดันจากสมาคมนายจ้างในอิสราเอลและกลุ่มสมาคมด้านการเกษตรกรรมในอิสราเอลอย่างหนัก พร้อมทั้งยืนยันให้กำจัดแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ที่บริษัทจัดหางานเรียกเก็นเงินค่านายหน้าสูง ขอให้รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาการเก็บ “ค่าหัว” แรงงานไทยและให้จัดการส่งแรงงานไทยมายังอิสราเอลแบบถูกต้องตามกฎหมายทันที

              หากยังมีการเก็บ “ค่าหัว” แรงงานไทยอย่างนี้ ภาวะการจ้างงานของแรงงานไทยในอิสราเอล ที่กำลังถูกพิจารณาว่าเป็นปัญหาหลัก การเก็บค่าหัวเข้าข่ายการผิดกฎหมายการค้ามนุษย์ระหว่างประเทศ ก็คือ การที่แรงงานไทยถูกเก็บค่าบริการจัดหางาน (ค่าหัวคิว) สูงเกินกฎหมายกำหนด ทั้งของไทยและอิสราเอล พร้อมทั้งยืนยันว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป รัฐบาลอิสราเอลอาจจำเป็นต้องระงับใช้ข้อตกลงรวม ทั้งลดจำนวนโควตา ลดแรงงานไทยมาทำงานในอิสราเอลต่อไป หันไปใช้แรงงานจากประเทศอื่นแทน หากรัฐบาลไทยไม่สามารถจัดส่งแรงงานได้ทันระยะเวลาที่กำหนดชุดแรก เพราะฝ่ายกระทรวงแรงงานไทยอ้างข้อติดขัดปลีกย่อยมากมาย จนไม่สามารถส่ง “แรงงานชุดแรก” ได้ และขอให้ดำเนินการโดยเร็ว ก่อนจะสายเกินไป

              ขณะเดียวกัน อิสราเอลได้เตรียมนำแรงงานจากชาติอื่นมาทดแทนแรงงานไทย หากข้อตกลงไม่สามารถดำเนินการได้ ด้วยการนำแรงงานจากเวียดนาม ศรีลังกา เนปาล มาทำงานทดแทนในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยจัดให้มีการนำร่องนำแรงงานศรีลังกา 300 คน เข้ามาทำงานในช่วง 6 เดือนของฤดูเก็บเกี่ยว โดยอ้างว่า เพื่อแก้ไขปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานไทยไปทำงานกับนายจ้างอื่น โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 

              ตามกฎหมายไทย แรงงานที่ต้องการไปทำงานที่อิสราเอลจะเสียค่าบริการไม่เกิน 5 เท่าของอัตราเงินเดือนขั้นต่ำของอิสราเอล ประมาณ 1,000 ดอลลาร์ หรือ 3 หมื่นบาทต่อเดือน หรือ 1.5 แสนบาท ขณะที่กฎหมายอิสราเอลกำหนดให้แรงงานจะเสียค่าบริการไม่เกิน 850 ดอลลาร์ หรือ 25,500 บาทเท่านั้น

              อย่างไรก็ตาม บริษัทจัดหางานไทยและอิสราเอลต่างเรียกเก็บค่าหัวคิวจากแรงงานไทยและนายจ้างอิสราเอล ประมาณ 8,000-10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.4-3 แสนบาท แต่จากข้อมูลการสอบถามแรงงานไทย ส่วนใหญ่จะเสียเงินค่าหัวอยู่ที่ 3.5-4 แสนบาทในปัจจุบัน

              ด้วยเหตุนี้ แรงงานไทยในอิสราเอลที่ทำงานอยู่ต้องเป็น “หนี้เงินกู้” ทั้งในระบบและนอกระบบ ต้องนำที่ดินไปจำนองไว้ ต้องทำงานหนักนานถึง 2-3 ปี จึงปลดหนี้ได้

              เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 รัฐบาลไทยและรัฐบาลอิสราเอล ได้ลงนามใน “ความตกลงด้านแรงงานระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลอิสราเอลว่าด้วยการจ้างแรงงานไทยทำงานชั่วคราวในภาคเกษตรในอิสราเอล” ภายใต้ความตกลงนี้ กรมการจัดหางานจะทำงานร่วมกับองค์การระหว่างประเทศ เพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน International Organization for Migration : IOM ในการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานภาคเกษตรในอิสราเอล แทนการจัดส่งโดยบริษัทนายหน้าจัดหางาน

              สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลระบุว่า ประเทศอิสราเอลมีความต้องการแรงงานไทยไปทำงานในภาคการเกษตร ตามข้อตกลงนี้ จะส่งเสริมให้แรงงานไทยไปทำงานได้ ปีละ 6,000-8,000 คน  โดยกระทรวงการคลังที่ประเทศอิสราเอลจะจัดงบสนับสนุนการส่งแรงงานไทยไปทำงานกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หากไอโอเอ็ม สามารถจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานได้

              การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะแรงงานไทยในอิสราเอล จะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานไทยเป็นอย่างยิ่ง ที่กระทรวงแรงงานไทยควรจะคำนึงถึงผลประโยชน์แรงงานไทยมากกว่า “นายหน้า” ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายค้ามนุษย์ระหว่างประเทศ อันจะมีผลเสียต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยโดยรวม