
ปชป.จัดหนักกลยุทธ์สื่อสาร
"อภิรักษ์" พร้อมจัดหนักยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสาร สู้กับพรรคเพื่อไทย ยอมรับที่ผ่านมาเป็น "จุดอ่อน" ทั้งกับสื่อมวลชนและประชาชน
ความพ่ายแพ้สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ผ่านมา เสียงพร่ำถามถึงความเปลี่ยนแปลงของพรรค มิได้ดังอยู่แต่ในเฉพาะมิตรรักแฟนเพลง
วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์เอง ก็ออกมาขานรับถึงจุดอ่อนเหล่านั้น โดยเฉพาะรองหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับบทบาทผู้กำหนด "ยุทธศาสตร์ทางการสื่อสาร" ของพรรค ได้บอกกับเนชั่นสุดสัปดาห์ว่า หน้าที่สำคัญของเขาคือ การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนา จุดอ่อนสำคัญของพรรค นั่นคือ เรื่องของการสื่อสาร
"งานทางด้านยุทธศาสตร์ทางด้านการสื่อสาร ก็ถือว่าเป็นงานที่มีความสำคัญในการที่จะช่วยในเรื่องของการขยายฐานของพรรคในอนาคต ซึ่งก็เป็นจุดที่จริงๆ แล้วก็ยอมรับว่าพรรคยังสู้ไม่ได้ ในกลุ่มที่เป็นมวลชน กลุ่มเกษตรกร พี่น้องประชาชน ภาคเหนือ อีสาน หรือในกรุงเทพฯเอง แบบนี้ก็เป็นเรื่องที่พรรคต้องปรับในเรื่องของยุทธศาสตร์ด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นประเด็นหลักที่มีความสำคัญที่พรรคจะได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน"
อดีตพ่อเมืองกทม. ผู้มีความสัดทันในยุทธศาสตร์การสื่อสาร หรือการประชาสัมพันธ์ผู้นี้ ระบุว่าการสร้างความเชื่อมั่น จึงหมายถึง การที่ต้องลงไปดูในส่วนของการเข้าถึงความคิดจิตใจของมวลชนก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งในส่วนของยุทธศาสตร์การสื่อสารนั้น ก็เพราะพรรคเล็งเห็นถึงความตื่นตัวทางการสื่อสารของประชาชน สิ่งที่จะมุ่งทำจึงมีทั้งการสื่อสารโดยตรง
"ต้องเข้าไปทำงานกับท่านรองหัวหน้าภาคในแต่ละพื้นที่ ทำงานร่วมกับ ส.ส. ร่วมกับสาขาพรรคตามภูมิภาคต่างๆ และก็ที่สำคัญมากกว่านั้น คือทำงานร่วมกับมวลชนในพื้นที่ด้วย อย่างที่เรามีโครงการอย่างยุวประชาธิปัตย์ โครงการฝึกงานที่เรียกว่าอินเทิร์นชิพ ฟิวเจอร์ไทยลีดเดอร์ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะทำเฉพาะในส่วนกลาง แต่ตอนนี้พรรคจะขยายไปทั่วประเทศ พรรคจะไปจัดงานที่ จ. เชียงใหม่ พิษณุโลก อีสาน เช่น ที่อุบล ขอนแก่น โคราช ภาคกลางก็อาจจะไปเริ่มที่ชลบุรี หรือภาคใต้ก็ที่หาดใหญ่ สงขลา และก็จะขยายไปตามจังหวัดอื่นๆ"
และการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เนต
"เราก็เห็นความตื่นตัวของพี่น้องประชาชน เช่นในสังคมยุคใหม่นี้ ที่ใช้อินเตอร์เนท สังคมออนไลน์ เป็นกระแสทั่วโลกที่คนยุคสมัยใหม่มีความตื่นตัวทางการเมือง หรือแม้แต่ในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง ซึ่งอันนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ครั้งที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีบทบาทขนาดนี้ ผมก็คิดว่าเป็นมิติใหม่ทางการเมือง ที่พรรคให้ความสำคัญ เราเอานโยบายพรรคบรรจุลงไป อันนี้เป็นมิติใหม่ที่อาจจะนอกเหนือจากบทบาทฝ่ายค้านเดิมๆ"
อย่างไรก็ดี แม้พรรคจะมีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปอย่างไร การแสดงบทบาทของฝ่ายค้าน ก็เป็นความตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะทำต่อไป อย่างการจัดตั้งครม. เงา ดังที่เคยทำมา นอกเหนือไปจากบทบาทในกลไกอื่นการทำงานอง ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร และบทบาทในการทำงานผ่านกรรมาธิการชุดต่างๆ
"เรามีความพร้อมที่จะมุ่งมั่นในการทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งเชื่อว่าประชาชนเองก็มีความคาดหวังอยากให้ทำงานอย่างสร้างสรรค์ ก็คือในรูปแบบใหม่ๆ ที่ท่านหัวหน้าได้พูดไว้บ้างแล้ว เช่น การจัดตั้งครม. เงา ซึ่งหลังจากมีครม.ชุดปัจจุบัน เราก็จะพิจารณาบุคคลที่มีความเหมาะสม ในการที่จะแต่งตั้งครม.เงา เพื่อเป็นกลไกในการทำงานทั้งในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การตรวจสอบนโยบายต่างๆ ที่ได้เคยประกาศไว้ในช่วงหาเสียง"
หลายคนถามว่า ครม. เงาจะมีประโยชน์อย่างไร หากเทียบกับการหันหน้าลงไปทำพื้นที่อย่างจริงจัง อภิรักษ์ตอบว่า พรรคจะขับเคลื่อนทั้งสองอย่างควบคู่กัน เพียงแต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป
"ครม. เงาถือว่าเป็นกลไกหนึ่งของการทำงานในฐานะฝ่ายค้าน แต่ในขณะเดียวกันหลายคนก็สะท้อนว่าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของพรรคด้วยในการทำงาน พูดง่ายๆ คนก็อยากให้พรรคทำงานแบบติดดินมากขึ้น ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนพี่น้อง รากหญ้า พี่น้องเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ที่อยู่ในต่างจังหวัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือกับภาคอีสาน หรือแม้แต่ภาคกลางหลายพื้นที่ซึ่งพูดง่ายๆ เราก็แพ้ไม่มากนะในหลายจังหวัดด้วยกัน แบบนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องปรับบทบาทไป"
พร้อมกับฝากถึงรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะแลถงนโยบายในเร็ววันว่า ขอให้เป็นนโยบายที่ทำได้จริง และไม่สร้างปัญหาในภายหลัง
"สิ่งที่พรรคเราจะยึดมั่นเป็นหลักการและอุดมการณ์ที่มีความสำคัญ คือ นโยบายทุกเรื่องต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่สามารถทำแล้วเกิดประโยชน์กับส่วนรวม ไม่เกิดปัญหาในอนาคต ไปกระทบกับการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน เกิดปัญหาการเงินการคลัง"



