
รัฐประหาร-นิติธรรม-รธน.ที่มองไม่เห็น
วิพากษ์นโยบาย'ยิ่งลักษณ์' : รัฐประหาร นิติธรรม และรัฐธรรมนูญที่มองไม่เห็น : 'วีรพัฒน์ ปริยวงศ์' นิติศาสตรมหาบัณฑิต (รางวัลทุนฟุลไบรท์และวิทยานิพนธ์เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2554 นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ซึ่งตามกฎหมายถือเป็นรูปแบบขั้นตอนสำคัญของการเข้าบริหารราชการแผ่นดิน
วันนี้ พรรคฝ่ายค้านก็คงนำเอกสารนโยบายที่พิมพ์เสร็จแล้วไปอ่าน ขีดเส้น วงเล็บและประชุมกันทั้งวัน สำหรับประชาชนอย่างเราอย่างท่านที่สนใจ สามารถอ่านคำแถลงนโยบายได้ล่วงหน้า ที่ link นี้ครับ: http://bit.ly/q9zBz3
ผมได้พลิกอ่านนโยบายโดยสังเขป นอกจากการย้ำคำสัญญาต่างๆที่ต้องติดตามกันต่อ เช่น ค่าแรงค่าจ้างขั้นต่ำ เรื่องราคาสินค้า หรือคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้น้อง ป. 1 แล้ว นโยบายฉบับนี้ยังมีแง่มุมในด้านการเมืองและกฎหมายที่น่าจับตาหลายข้อ จะขอกล่าวถึงบางส่วนดังนี้
1. เหตุการณ์ก่อนการรัฐประหารเป็นแค่ปลายเหตุ
นโยบายเร่งด่วนข้อ 1.1.2 กล่าวว่ารัฐบาลจะเร่ง "เยียวยาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องแก่บุคคลทุกฝ่าย เช่น ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากความเห็นที่แตกต่าง และความรุนแรงที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐"
รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ การจำกัดระยะเวลาที่ "ช่วงปลาย" ของรัฐธรรมนูญ 2540 (กล่าวคือก่อนการรัฐประหาร 2549) หากเป็นเพราะว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนก็พอเข้าใจ แต่รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ต้องเข้าใจอย่างชัดเจนว่า "ความรุนแรงที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐" ไม่ได้เป็นความรุนแรงอันร้ายแรงแบบเดียวที่เกิดขึ้นในสังคมไทย กล่าวคือ การปะทะกันของผู้ชุมนุม การสลายการชุมนุม การรัฐประหาร ฯลฯ ล้วนเป็นความรุนแรงที่เห็นได้โดยตรงก็จริง แต่ก็ยังมีความรุนแรงอื่นที่ต้องกล่าวถึงและทำความเข้าใจหากจะแก้ไขปัญหาที่ถูกหมักดอง (และบางครั้งถูกนำมาบริโภคอย่างออกรส) ในสังคมไทย
ผมกำลังหมายถึง "ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง" และ "ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม" ตามทฤษฎีความรุนแรงของโยฮัน กัลตุง (Johan Gultung) เรื่องเหล่านี้มีผู้อื่นพูดถึงไว้พอสมควรแล้ว แต่สมควรย้ำสั้นๆ อีกครั้ง
อภิญญา ดิสสะมาน นักวิชาการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า อธิบายว่า:
ความรุนแรงที่เห็นชัดที่สุดซึ่งเรียกว่า ความรุนแรงทางตรง (direct violence) ความรุนแรงในชั้นนี้มองเห็นได้ง่ายเพราะผลของความรุนแรงมักเป็นความรุนแรงที่กระทำต่อร่างกายและผลของความรุนแรงเป็นไปในเชิงทำลายร่างกายเชิงกายภาพโดยผู้กระทำความรุนแรงทางตรงนี้จะเป็นบุคคลกระทำต่อบุคคล ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือความตาย ยกตัวอย่างเช่นการชก ต่อย ตบตีกันการใช้อาวุธสงครามประหัตประหารกันเป็นต้น
ในชั้นที่สองลึกลงมาซึ่งเรียกว่าความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence) ปัญหาของชั้นนี้คือผู้กระทำความรุนแรงไม่ใช่บุคคลแต่เป็นโครงสร้าง นั่นหมายถึงไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาภายใต้ระบบหรือโครงสร้างนี้ย่อมไม่มีความแตกต่างกันเพราะโครงสร้างได้กำหนดกระบวนการของระบบไว้แล้วจึงไม่แตกต่างกันเมื่อเปลี่ยนตัวบุคคล ความรุนแรงเชิงโครงสร้างนี้สามารถอธิบายได้อย่างง่ายที่สุดคือ โครงสร้างหรือระบบใด ๆ ก็ตามที่ขัดขวางต่อการพัฒนาศักยภาพสูงสุดที่จะดำเนินไปได้ของชีวิตมนุษย์ผู้หนึ่งโครงสร้างหรือระบบเหล่านั้นเรียกว่า ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาความรุนแรงที่เกิดจากช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่มองไม่เห็นแต่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและการเรีกยกร้องสิทธิ
ชั้นที่ลึกที่สุดของความรุนแรงนั้น กัลตุงให้ข้อสรุปว่า ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (cultural violence) เป็นชั้นของความรุนแรงที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนไหวต่ำที่สุด เมื่อความรุนแรงชั้นบนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและสลายไปแล้วแต่ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมนั้นก็ยังคงอยู่ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมนั้นมีลักษณะจำเพาะในการสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง 2 ชั้นข้างบนกล่าวคือ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างมายาคติในการทำให้คนในสังคมเชื่อว่าสิ่งที่ตนพบเห็นหรือสิ่งที่กำลังกระทำอยู่เหล่านั้นเป็นสิ่งถูกต้อง
ยกตัวอย่าง ความเชื่อแบบชาตินิยมที่คับแคบ ได้แก่ชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ที่ถือว่าเชื้อชาติไทยเท่านั้นที่เป็น “ไทย” เชื้อชาติจีนหรือเชื้อชาติมลายูไม่มีสิทธิเป็นไทย ยิ่งไปกว่านั้นชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ดังกล่าวยังควบคู่กับชาตินิยมที่เน้นวัฒนธรรมจำเพาะ กล่าวคือ ต่อเมื่อนับถือศาสนาพุทธ และพูดไทยเท่านั้นถึงจะเป็น “ไทย” ชาตินิยมดังกล่าวก่อให้เกิดความรุนแรงก็เพราะได้กดคนไทยจำนวนไม่น้อยที่นับถือศาสนาคริสต์หรืออิสลาม ที่พูดไทยไม่ได้ให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสองเป็นต้น
(อภิญญา ดิสสะมาน ดูเพิ่มที่ http://bit.ly/narUUz)
ดังนั้น การแก้ปัญหาสังคมไทยโดยเร่งด่วนจึงต้องคิดกลับไปให้ไกลกว่าการรัฐประหาร 2549
คุณยิ่งลักษณ์ต้องตีโจทย์ให้แตกว่าการปะทะของมวลชน การ(จัดฉาก?) car bomb การเอารถถังมาปิดถนน ฯลฯ นั้น เป็นผลจากอะไรที่สะสมมานาน เช่น นอกจากความเหลื่อมล้ำแล้ว ยังอาจเป็นเรื่อง “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” ที่เกิดขึ้นและถูกมองข้ามกันทุกวันหรือไม่ ?
อาทิ คตินิยมที่ว่า ดีได้แต่อย่าเด่นเกินหน้าเกินตา พูดง่ายๆ คือ คนไทยไม่น้อยเชื่อว่าหากต้องการประสบความสำเร็จนั้น จะเก่งและดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องระวังอย่าให้ความดีความเก่งทำให้ตนถูกหมั่นไส้ หากจะให้ดีต้องทำตัวให้เป็นที่รักและน่าเอ็นดูของทุกฝ่าย
คนไทยไม่น้อยกลับมองเรื่องความหมั่นไส้เป็นจริตปกติธรรมดา ไม่ว่าความหมั่นไส้จะไร้เหตุผลแต่เพียงใด ทั้งที่ความหมั่นไส้นั้นเองกลับเป็นต้นตอของความเสื่อมที่อ้างความ “ดีแบบพอดี” เป็นหน้ากากบังความขลาดเขลา และ “ความน่ารักน่าเอ็นดู” เป็นข้ออ้างเพื่อการรักษาตัวเองเหนือหลักการและความถูกต้อง ก็เป็นได้
อนึ่ง เป็นที่น่าเศร้าใจว่า แม้นโยบายฉบับนี้จะมีนโยบายเร่งด่วนว่าจะปราบปรามผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้มีอิทธิพลในระบบยาเสพติดกับช่วยเหลือผู้เสพและผู้ป่วย แต่นโยบายฉบับนี้กลับไม่มีการพูดถึงการปราบปรามผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้มีอิทธิพลในระบอบอำมาตย์ที่บูชาอำนาจนอกกฎหมาย และดูจะไม่มีนโยบายช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่เสพและผู้ที่ป่วยในระบอบที่ไม่แม้แต่จะกล้าปฏิเสธความอยุติธรรมหรือความไร้ความชอบธรรมของลัทธิรัฐประหาร
ทุกวันนี้ยังมีผู้แทนในสภาบังอาจใช้คำว่า “ปฏิวัติ” (รัฐประหาร) ข่มขู่ประชาชนอยู่ แต่เหตุไฉนรัฐบาลที่มาจากประชาชนจึงกลับไม่กล้าประกาศสงครามกับลัทธิดังกล่าวเสียด้วยซ้ำ?
2. “นิติธรรม” โปรดสะกดให้ถูก
คำว่า “นิติธรรม” ดูจะเป็นที่นิยมทางวาจามากขึ้น นโยบายฉบับนี้กล่าวถึงหลายครั้ง เช่น นิติธรรมในฐานะเป้าหมายหลักของนโยบาย (หน้า 5) นิติธรรมในการแก้ปัญหายาเสพติด (หน้า 6) นิติธรรมในการให้ประชาชนมีส่วนร่วม (หน้า 11) นิติธรรมในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (หน้า 42) เป็นต้น
ใครชอบฟังเสียงสัมภาษณ์สั้นๆ หวานๆ ของคุณยิ่งลักษณ์ ก็น่าจะได้ยินคำนี้บ่อยเช่นกัน เรียกว่าถามอะไรมา นิติธรรมทำได้
ผมเคยเน้นแล้วว่า “นิติธรรม” ไม่ใช่ “นิติทำ” กล่าวคือ การมีกฎหมายบอกไว้อย่างเสมอภาคนั้นไม่จำเป็นต้องถูกต้องเป็นธรรมเสมอไป ไม่ใช่ว่ามีกฎหมายเท่าเทียมกันแล้วจะทำอะไรก็ได้
หากจะแปล “หลักนิติธรรม” อย่างน้อยต้องแปลความรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ให้ครบถ้วนทั้งมาตรา กล่าวคือ “หลักนิติธรรม” ต้องควบคู่กับ “หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” และ “หลักการแบ่งใช้อำนาจ”
หลักการเหล่านี้อาจเรียกว่า “หลักนิติธิปไตย” ซึ่งหมายถึง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ปวงชนเป็นใหญ่ ย่อมต้องปกครองด้วยกฎหมายที่เคารพเจตจำนงและสิทธิเสรีภาพของปวงชน มีการแบ่งแยกการใช้อำนาจของปวงชนตามกฎหมายอย่างสมดุล อีกทั้งสอดคล้องกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและประเพณีการปกครอง
และต้องมิใช่กฎหมายที่สร้างขึ้นโดยผูกขาด ไม่ว่าจะโดยอำนาจบริหารที่ขาดการตรวจสอบ อำนาจเผด็จการทางรัฐสภา หรืออำนาจตุลาการที่ตีความกฎหมายอย่างไร้มาตรฐาน และต้องมิใช่การอาศัยเสียงข้างมากกดขี่สิทธิพื้นฐานของเสียงข้างน้อย (กล่าวคือต้องเคารพทั้ง majority rules และ minority rights)
(วีรพัฒน์ ปริยวงศ์, ดูเพิ่มที่ http://on.fb.me/qTAgHy)
ก็ขอให้รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ออกเสียง “นิติธรรม” ให้บ่อย แต่อย่าเผลอสะกดว่า “นิติทำ” นะครับ!
3. นโยบายการแก้รัฐธรรมนูญ
นโยบายเร่งด่วนข้อ 1.16 กล่าวว่ารัฐบาลจะ “เร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อวางกลไกการใช้อำนาจอธิปไตยที่ยึดหลักนิติธรรม และองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชนและพร้อมรับการตรวจสอบ ทั้งนี้ ให้ประชาชนเห็นชอบผ่านการออกเสียงประชามติ”
เป็นอันชัดเจนว่าต่อไปนี้รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์คงไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนหากนักข่าวถามว่าจะเร่งแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่และอาศัยแนวทางใด
ผมขอย้ำในเบื้องต้นว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่า “กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” และการมี “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ก็มิได้หมายความว่า “จารีตประเพณีการปกครอง” (อันเป็นรัฐธรรมนูญที่มองไม่เห็น) จะใหม่ตามไปด้วย ลัทธินิรโทษกรรมที่สืบถอดมาในมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน หรือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ยืนยันจารีตปีศาจดังกล่าวก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง
กุญแจสำคัญคือเราจะออกแบบกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรให้สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไม่เพียงเฉพาะแต่บรรดามาตราตัวอักษร แต่ต้องรวมไปถึงฉบับจารีตที่มองไม่เห็น ในเมื่อประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญของชาติไทยแสดงตลอดมาว่า “สิ่งที่มองไม่เห็น” นั้น กลับนำมา “ทำกันเห็นๆ” แบบไม่อายใคร!
เรื่องนี้จะขอเก็บไว้วิพากษ์ต่อไปครับ!



