
เชื่อไทยฝ่าวิกฤติศก.โลกพ้นห่วงประชานิยมเบียดบังงบลงทุน
เชื่อไทยฝ่าวิกฤติศก.โลกพ้นห่วงประชานิยมเบียดบังงบลงทุน : โต๊ะเศรษฐกิจรายงาน
ปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปมีทีท่าว่าจะกลายเป็นวิกฤติรอบใหม่ และอาจส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะในตลาดทุนและตลาดเงินทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบดังกล่าวได้เช่นกัน แต่จากวงเสวนา "ทางรอดเศรษฐกิจไทยในวิกฤติโลก" จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ทั้งภาคเอกชนและนักเศรษฐศาสตร์ รวมทั้งหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ คือ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่างเห็นตรงกันว่า ไทยจะสามารถรอดพ้นวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ไปได้ เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีปัญหาในเรื่องความไม่ชัดเจนของนโยบายภาครัฐ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นปัญหาระยะยาว
มั่นใจศก.ไทยแกร่งพ้นบ่วงวิกฤติ
น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า ปีนี้วิกฤติหนี้ภาครัฐของสหรัฐเริ่มปะทุ หลังจากมีการอัดเงินมหาศาลเข้าไปแก้ปัญหาซับไพรม์ ขณะที่ในยุโรปก็มีปัญหาวิกฤติหนี้ภาครัฐและสถาบันการเงินทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาและระมัดระวังในอนาคต คือ ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก หากทั้ง 2 ภูมิภาคเกิดปัญหาเศรษฐกิจถดถอยรอบ 2 ซึ่งสหรัฐเมื่อดูจากตัวเลขต่างๆ แล้ว สหรัฐมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้มาก และปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้นหากเกิดวิกฤติความเชื่อมั่น โดยขณะนี้จะเห็นว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้ามาเอเชียต่อเนื่อง ทำให้ตลาดทุนและตลาดเงินมีความปั่นป่วน
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ นักเศรษฐศาสตร์อิสระ มองว่า ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยรอบ 2 ในสหรัฐ มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่า 50% แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ครั้งนี้สหรัฐมีเครื่องมือในการแก้ปัญหาน้อยลง ขณะที่ปัญหาสถาบันการเงินในยุโรปก็มีความไม่แน่นอน ทำให้เกิดความระแวงในการทำธุรกรรมกับธนาคารต่างๆ ดังนั้นความหวังจึงมีเพียงจีนเท่านั้น แต่ขณะนี้เศรษฐกิจจีนจะเริ่มชะลอตัวลง หลังจากขยายตัวอย่างร้อนแรงในช่วงปีที่ผ่านมา
ด้าน นายทรงธรรม ปิ่นโต นักเศรษฐศาสตร์สำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.มองเห็นปัญหาของสหรัฐและยุโรปมานานแล้ว ซึ่งคงต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ ธปท.ต้องจับตามองใกล้ชิด แม้จะมั่นใจว่าไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเริ่มมีสถานการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นในตลาดทุนและตลาดเงิน อีกทั้งไม่มีใครรู้ว่าปัญหาของสหรัฐและยุโรปจะจบลงแบบไหน และเมื่อไหร่
น.ส.ศิริกมล อุดมผล นักเศรษฐกิจชำนาญการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลังได้จับตาความผันผวนของราคาน้ำมัน ตลาดทองคำ ตลาดการเงิน-ตลาดหุ้นทั่วโลกเป็นรายวันที่ได้รับผลกระทบมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเงินในยุโรป รวมถึงปัญหาหนี้ภาครัฐที่ชนเพดานของสหรัฐ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงอีกครั้ง แต่จากการที่จีนเติบโตได้ดีจึงเป็นตัวที่มาทดแทนสหรัฐกับยุโรปที่ชะลอลง ทำให้ไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก
ด้าน นายเดช พัฒนเศรษฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทองไทยการทอ จำกัด กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีนี้ ไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก แม้จะเป็นประเทศพึ่งพาการส่งออก แต่สัดส่วนที่ส่งออกไปยังสหรัฐและยุโรปได้ลดลงมาก กระจายไปยังตลาดอาเซียนแทน ทำให้ขณะนี้ตัวเลขการส่งออกยังขยายตัวสูง โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบจะเป็นเรื่องเงินเฟ้อที่ทำให้ราคาสินค้าในประเทศสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กระทุ้งรัฐวางนโยบายให้ชัดเจน
สำหรับการดำเนินนโยบายของภาครัฐเพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าวนั้น น.ส.อุสรา กล่าวว่า รัฐบาลคงควบคุมปัจจัยภายนอกไม่ได้ แต่ต้องประเมินและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ โดยเฉพาะปริมาณเงินที่จะไหลเข้ามาในเอเชีย เพราะมองว่าในปีหน้าช่วงครึ่งปีแรกสหรัฐจะออกมาตรการการเงินรอบ 3 และกดดอกเบี้ยต่ำไปจนถึงปลายปีหน้า ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้น และอาจส่งผลต่อเงินทุนไหลเข้า แม้ช่วงที่ผ่านมา ธปท.จะดูแลค่าเงินได้ดี แต่หากดอกเบี้ยมีส่วนต่างๆ มาก ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ซึ่งมองว่า ธปท.น่าจะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ เพราะเงินเฟ้อกำลังผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว
"ทั้งรัฐมนตรีคลังและพาณิชย์ล้วนเป็นมืออาชีพ คงเข้าใจปัญหาดี แต่ฝั่งตลาดเงินต้องการความชัดเจนในการออกนโยบายและอย่าพูดอะไรที่ขัดแย้งกัน ต้องไม่ทำอะไรที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและขาดความเชื่อมั่นจากการคาดเดาของตลาด ซึ่งนโยบายของรัฐบาลขณะนี้ก็เห็นมีแต่เรื่องเร่งด่วน ส่วนในระยะกลางและระยะยาวยังไม่มีอะไรชัดเจน จึงควรทำคู่ขนานกันไปด้วย" น.ส.อุสรากล่าว
นายเศรษฐพุฒิให้ความเห็นว่า ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยด้านมหภาคมีสูงมาก โอกาสเกิดวิกฤติจึงต่ำ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การมองในระยะยาว เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน อย่างการขึ้นค่าแรงต้องทำควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพ ปัญหาของเศรษฐกิจไทยคือ การลงทุนยังไม่ฟื้นตัว มีปัจจัยจากหลายด้าน ทั้งการเมืองและความไม่ชัดเจนในกฎระเบียบ ดังนั้นรัฐต้องเร่งลงทุน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมางบประมาณด้านการลงทุนของภาครัฐเติบโตน้อยมาก เพราะถูกเบียดบังจากนโยบายประชานิยม และการตั้งองค์กรอิสระต่างๆ
"เรากำลังทำลายโครงสร้างงบประมาณ โดยนำเงินไปใช้ในโครงการประชานิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนไปเบียดบังงบลงทุน ทำให้งบลงทุนเติบโตน้อยมาก แม้จะไม่ได้ทำให้ฐานะการคลังล้มเหลว แต่ก็เป็นการทำลายประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจของประเทศและการใช้งบประมาณ" นายเศรษฐพุฒิกล่าว
ห่วงงบลงทุนถูกประชานิยมเบียด
สอดคล้องกับความเห็นของนายทรงธรรมที่มองว่า ในภาพรวมของเศรษฐกิจไทยอาจไม่มีปัญหา แต่ที่น่าห่วงคือ งบประมาณรายจ่ายที่เพิ่มเร็วกว่ารายได้ และน่าเป็นห่วงว่างบประมาณต่างๆ ไปกระทบกับงบลงทุน ซึ่งความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ขณะที่ไทยยังมีความจำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นที่ที่ยังห่างไกลจากประเทศคู่แข่ง ดังนั้น หากรัฐบาลจะกู้หรือก่อหนี้ก็ควรนำมาใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากกว่านำไปใช้ด้านอื่นๆ โดยน่าจะต้องใช้เงินลงทุนกว่า 5 ล้านล้านบาท สำหรับการลงทุน
"จากนี้ไปจะมีความท้าทายมากขึ้น ธปท.ต้องเตรียมพร้อมด้านข้อมูลและยืนยันว่าการดูแลเงินเฟ้อยังเป็นหัวใจสำคัญ เพราะหากปล่อยให้เงินเฟ้อสูงและผันผวนจะทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาลงทุน ซึ่งความชัดเจนและความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญ" นายทรงธรรมกล่าว
น.ส.ศิริกมล กล่าวว่า กระทรวงการคลังกำลังรอดูความชัดเจนของนโยบายรัฐบาล เพราะเบื้องต้นมีเพียงกรอบนโยบายว่าจะทำอะไรบ้าง ทั้งกระตุ้นการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการปรับขึ้นค่าแรง ซึ่งเห็นด้วยว่าปัจจุบันค่าแรงต่ำจริง แต่วิธีการปรับขึ้นก็ต้องไม่กระทบเอกชนมากนัก โดยยืนยันว่าการทำนโยบายต่างๆ จะตั้งอยู่บนหลักของวินัยการคลังและกรอบของกฎหมาย
ด้านนายเดชให้ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลว่า การประกาศนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้น ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเข้ามาเป็นผู้กำหนดกลไกตลาด หรือกำหนดต้นทุนทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่ไม่เหมะสม และเมื่อรัฐบาลทำได้ก็ยิ่งอันตราย เพราะเมื่อครบ 4 ปีในการหาเสียงก็จะมีการนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นอีก ทำให้นักลงทุนหนีไปนอกบ้าน เหมือนโมเดลของฟิลิปปินส์ ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ
"โมเดลการเมืองเป็นตัวถ่วงที่สำคัญ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากเอกชนกลายเป็นภาครัฐ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรียลเซกเตอร์เร็วมาก ซึ่งค่าแรงไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง แต่เป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ" นายเดชกล่าว



