
ตั้งลูกชายคิม จอง อิล เข้าสภากลาโหม
โซล-ลูกชายคนที่ 3 ของ คิม จอง อิล ได้รับการแต่งตั้งเข้าองค์กรปกครองสูงสุด อันเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าน่าจะได้รับเลือกเป็นผู้นำคนต่อไปต่อจากพ่อ
สำนักข่าวยอนฮัพของเกาหลีใต้รายงานเมื่อวันอาทิตย์ (26 เม.ย.) ว่านายคิม จอง อัน บุตรชายคนที่ 3 ของนายคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการกลาโหมแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศแล้ว อันเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าหนุ่มวัย 26 ปีผู้นี้กำลังเตรียมพร้อมเพื่อก้าวขึ้นเป็นทายาททางการเมืองต่อจากผู้เป็นบิดา
รายงานข่าวแจ้งว่านายคิม จอง อัน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับล่างๆ ในคณะกรรมาธิการกลาโหมเพียงไม่กี่วันก่อนที่รัฐสภาเกาหลีเหนือจะแต่งตั้งนายคิม จอง อิล ผู้เป็นพ่อให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ในวันที่ 9 เมษายน และคาดว่าจะได้ขึ้นนั่งตำแหน่งที่สูงขึ้นไปทีละขั้นตอนเพื่อเป็นการเรียนรู้งาน และเตรียมพร้อมที่จะสืบทอดอำนาจต่อจากผู้เป็นบิดาต่อไป
ด้านสำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้กล่าวว่า ได้เห็นรายงานของยอนฮัพแล้ว แต่ไม่สามารถยืนยันได้ ขณะที่กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ในขณะนี้
ทั้งนี้ นายคิม จอง อิล ซึ่งขึ้นปกครองแดนโสมแดงต่อจากนายคิม อิล ซุง ผู้เป็นบิดาที่เสียชีวิตในปี 2537 มีบุตรชายอยู่ 3 คน จากภรรยา 2 คน ได้แก่ นายคิม จอง นัม วัย 37 ปี นายคิม จอง ชุล วัย 27 ปี และนายคิม จอง อัน หลังจากที่นายคิม จอง อิล ซึ่งมีอายุ 67 ปีแล้วล้มป่วยลงด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองตีบเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ก็ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์กันไปต่างๆ นานาว่าลูกชายคนใดจะได้ขึ้นมาเป็นทายาทสืบต่อจากตัวเอง โดยนายคิม จอง อัน นั้นมีความเป็นไปได้มากที่สุด แม้ว่าจะเป็นบุตรชายคนเล็ก
อย่างไรก็ตาม โลกภายนอกมีความรู้เกี่ยวกับนายคิม จอง อัน น้อยมาก รู้เพียงว่าเคยศึกษาที่อินเตอร์เนชั่นแนล สคูล ออฟ เบิร์น ในสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่พ่อครัวซูชิเก่าของนายคิม จอง อิล เคยเขียนเอาไว้ในบันทึกความทรงจำเมื่อปี 2546 ว่านายคิม จอง อัน นั้นมีหน้าตาและกิริยาท่าทางคล้ายกับผู้เป็นพ่อมาก แล้วก็เป็นลูกคนโปรดของนายคิม จอง อิล
ขณะที่ปัจจุบันสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีทวีความตึงเครียดขึ้น หลังจากที่เกาหลีเหนือได้ยิงจรวดเมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา ทำให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติออกมติประณาม ซึ่งรัฐบาลเปียงยางก็ได้ตอบโต้ด้วยการถอนตัวออกจากการเจรจา 6 ฝ่าย เพื่อยุติโครงการนิวเคลียร์ของตัวเอง ทั้งยังได้กลับมาเดินเครื่องโรงงานนิวเคลียร์ที่ปิดไปแล้วใหม่ พร้อมขับเจ้าหน้าที่ยูเอ็นออกจากประเทศ



