
คุมขาใหญ่ในเรือนจำตัดตอนยาเสพติด
สัมภาษณ์พิเศษ : พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์ : คุมเข้ม "ขาใหญ่" ในเรือนจำ ตัดตอน "ออเดอร์" ยาเสพติด
"1,786,887 คน"...ตัวเลขประมาณการของผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในปี 2554 และจากกลุ่มตัวเลขที่น่าตกใจนี้ ยังนำไปสู่วงจรห่วงโซ่อาชญากรรมรูปแบบอื่นๆ อีก หน่วยงานด้านปราบปรามยาเสพติด จะต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม โดยเฉพาะ พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์ ผบช.กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) แม่ทัพปราบปรามยาเสพติดทั่วฟ้าเมืองไทยมานับทศวรรษ จะมียุทธการเด็ดขาดจัดการขบวนการค้ายาเสพติดใหญ่น้อยเหล่านี้อย่างไร?
-ยาเสพติดปราบปรามไม่หมดสักที
ยอมรับว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตำรวจของเราจับยาเสพติดได้มากขึ้น แต่ปัญหายาเสพติดก็ยังเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นดัชนีที่สวนทางกัน แสดงว่ามียาเสพติดจำนวนมากยังหลั่งไหลเข้าประเทศไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ สืบเนื่องจากฐานการผลิตยาเสพติดไม่ได้อยู่ในไทย จึงควบคุมการผลิตไม่ได้ แต่เดิมคนที่ผลิตยาเสพติดจะใช้ฝิ่นเป็นสารตั้งต้น แต่ฝิ่นก็มีฤดูกาลเก็บเกี่ยว จึงมีการนำสารตั้งต้นชนิดใหม่มาทดแทน นั่นคือ "ซูโดอีเฟดรีน" ซึ่งเป็นส่วนผสมของยาแก้หวัด และที่สำคัญการผลิตยาเสพติดไม่ใช่องค์กรใดที่จะมีใครมาควบคุมการผลิต จึงมีการผลิตยาเสพติดออกมาจำนวนมาก โดยเฉพาะ "ยาบ้า" ที่เข้ามาอยู่ตามกรุงเทพฯ และปริมณฑลถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณยาบ้าที่อยู่ทั่วประเทศ และตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา สามารถจับยาบ้าได้กว่า 47 ล้านเม็ดแล้ว
-กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดบัญชาการ "ซื้อ-ขาย" กันอยู่ในเรือนจำ
สืบเนื่องจากปี 2546 มีการประกาศทำสงครามกับยาเสพติด จึงมีการจับกุมนักค้ารายสำคัญได้จำนวนมาก ทุกวันนี้ ในเรือนจำมีนักค้ายาเสพติดโทษประหารอยู่กว่า 200 คน รวมถึงนักค้ารายย่อยอีก ผ่านมา 8 ปีแล้วพวกที่คิดว่าจะตายแต่ยังไม่ตาย ก็หันมาทำเป็นขบวนการยาเสพติดในเรือนจำ เพราะนักค้ารายใหม่ที่ขึ้นมาแทนที่อาจจะยังไม่แข็งพอ มีการขัดแย้งบ้าง เลยมาใช้บริการพวกขาใหญ่ที่อยู่ในเรือนจำ เพราะข้างนอกเขายังมีญาติที่ต้องหาเงินให้อยู่ เลยเกิดเป็นขบวนการนี้ขึ้น
ที่ผ่านมา บช.ปส.ก็ทำงานประสานกับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ โดยกรมราชทัณฑ์มีหน้าที่ดูแลในส่วนของเขา พยายามจะจัดการกับสารพัดวิธีในการซุกซ่อนโทรศัพท์มือถือและยาเสพติดที่จะเข้าไปในเรือนจำด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งการระวังพวกรับจ้างไปเยี่ยม พวกรับจ้างเปิดบัญชี เพื่อใช้ในการโอนเงินค่ายาเสพติด ต้องยอมรับว่าขบวนการค้ายาเสพติดก็จะมีการปรับเปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ ขณะที่นักโทษในเรือนจำก็มีเยอะเกินที่จะควบคุม ทุกเรือนจำมีปัญหาหมด ผู้ควบคุมนักโทษก็มีจำนวนน้อย
บช.ปส.ก็ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปประสานความร่วมมือในเรือนจำต่างๆ ว่ามีนักโทษรายสำคัญคนไหนอยู่บ้าง มีการแลกเปลี่ยนข่าวสารกันอยู่ตลอดเวลา ส่วนการสืบสวนปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดในเรือนจำแดนความมั่นคงสูง 14 แห่ง มีการประสานงานปฏิบัติกับพื้นที่ที่มีการจับกุมยาเสพติดและเชื่อมโยงกับเรือนจำทุกกรณีด้วย
-บช.ปส.ต้องปรับยุทธศาสตร์ปราบปรามให้เท่าทันขบวนการค้ายาเสพติด
ตอนนี้มียุทธศาสตร์เข้มข้น 2 ประการ คือ 1.การสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้เข้ามาในประเทศ เพราะกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของยาเสพติดมาจากต่างประเทศ 2.ต้องมีการออกไปตรวจค้นตามชุมชน แหล่งพักยาเสพติด จะอยู่บริเวณรอบชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน และในเขตปริมณฑลรอบๆ กรุงเทพฯ ซึ่งการจับกุมพวกนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนในพื้นที่ สถานที่ที่มีการแพร่กระจายของยาเสพติด และผู้ติดยาเสพติดเราต้องหาให้เจอ เราต้องลดคนเสพ เหมือนกับ "ดีมานด์-ซัพพลาย" ถ้าไม่มีคนเสพ ยาเสพติดพวกนี้ก็จะขายไม่ได้
ส่วนการแก้ปัญหายาเสพติดในด้านแหล่งผลิต เร็วๆ นี้ กำลังจะมีการประชุมอธิบดีตำรวจพม่า เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ยาเสพติด เส้นทางลำเลียง โรงงานยาเสพติดมีอะไรบ้าง ส่วนโรงงานตามแนวชายแดนนั้น แม้จะไม่ทราบว่ามีกี่โรงงาน แต่ก็รู้ว่ามีอยู่ 5-6 กลุ่ม ตั้งแต่ จ.แม่ฮ่องสอนยาวไปถึง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย รวมเส้นทาง 2,400 กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของชนกลุ่มน้อย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มไทยใหญ่ กลุ่มว้า กลุ่มกะเหรี่ยงเคเอ็นยู กลุ่มกะเหรี่ยงดีเคบีเอ และกลุ่มหน่อคำ เป็นต้น
-เส้นทางยาเสพติดที่วนเวียนอยู่ในประเทศไทย
ยาเสพติดเพียงที่นำเข้ามาจากชายแดนไทย จะเป็นพวก ยาบ้า ยาไอซ์ เฮโรอีน และ กัญชา ขณะที่ เฮโรอีน และ กัญชา บางส่วนจะถูกส่งไปยังประเทศที่สาม อย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ส่วน โคเคน และ ไอซ์ คนผิวดำจากซีกโลกตะวันตก นำเข้ามาในประเทศไทย พวกนี้เชื่อว่าประเทศไทยเป็นดินแดนสวรรค์ ส่วนยาเสพติดที่สร้างปัญหาหนักใจที่สุด คือ ยาบ้า และ ยาไอซ์ ยิ่งปราบปรามยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะมีคนเสพเยอะก็ยิ่งเป็นการช่องทางธุรกิจของคนโลภ
- อุปสรรคที่แท้จริงของการปราบปรามยาเสพติด
อุปสรรคตอนนี้มันไม่ใช่มาจากการทำงาน แต่เป็นภาพรวมของประเทศ คือ สังคม การศึกษา และเศรษฐกิจ ปัญหายาเสพติดกำลังกลายเป็นความชินชาของสังคมไทย อันดับแรกสังคมไทยต้องไม่อ่อนแอ อย่าง ข้างบ้านโยนยาเสพติดมาให้เราทุกวันๆ ถ้าเราเข้มแข็งก็จะรู้ว่า นั่นคือ "ยาเสพติด" แต่ถ้าเราอ่อนแอเขาโยน "ยาเสพติด" มาให้ก็รับได้โดยง่าย
การแก้ปัญหายาเสพติดที่แท้จริงอยู่ที่ "การป้องกัน" ส่วน "การปราบปราม" แม้มีสถิติการจับกุมยาเสพติดที่สูงขึ้น แต่ก็ยังมีสถิติคนติดยาเสพติดที่สูงเกือบ 1 ล้านคน ขณะที่งบประมาณในการบำบัดผู้ติดยาเสพติดมีเพียงปีละ 1.2 แสนคน พวกนี้ยังไม่เข้าถึงการบำบัดยาเสพติดก็ยังกลายเป็นตัวเลขที่สะสมๆ อยู่ทุกปี
ส่วนกฎหมายทุกวันนี้ ถือว่าดีอยู่แล้วเพียงแต่อาจจะยังบังคับใช้ได้ไม่เต็มที่ ปัจจุบันเรายังไม่มีการประหารแล้ว บางรายพอถูกจับโทษประหาร ก็ยังไม่ถูกประหาร ก็ไปทำการค้าขายกันในคุก กลายเป็นพระเอกในคุกอีกไม่ต่างจากอยู่ข้างนอก
-สิ่งที่หนักใจที่สุดในการปราบรามปัญหายาเสพติด
ยอมรับว่าหนักใจทุกครั้งที่มีการจับกุม ทีมงานตกใจว่ามันมาอีกแล้ว ทำไมมันเยอะขึ้น เราก็คิดในมุมง่ายๆ ถ้ามีฐานคนเสพประมาณ 9 แสนคน วันหนึ่งใช้อย่างน้อย 1 เม็ด เดือนหนึ่งก็ตก 27 ล้านเม็ด สองเดือนก็ 54 ล้านเม็ด สถิติการจับกุมปีหนึ่งจับได้ประมาณ 60 ล้านเม็ดแล้วที่เหลือไปไหน ที่ผ่านมาเราจับได้จะถึง 20 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ กลายเป็นสิ่งเราต้องทำงานหนักมากขึ้น
-การปราบปรามยาเสพติดถือว่าเป็นงานเสี่ยง
ต้องมีการซ้อมแผน หากเจอเหตุแบบนี้ต้องทำอย่างไร บางครั้งมีการวางแผนไปดีแล้ว แต่มันเกิดเหตุการณ์ต้องแก้ไขเฉพาะหน้า อย่างการล่อซื้อที่มีลูกน้องที่ทำงานเสียชีวิตไปจากการถูกปล้นรถขนเงินล่อซื้อ เราก็ต้องมีหน่วยคุ้มกันช่วยเหลือ ซึ่งการวิสามัญฯ เป็นการทำตามกฎหมายถ้าคนร้ายสู้ เพราะพวกนี้เขามีอาวุธ อย่างไรก็ตาม มีการฝึกทักษะกันทุกปี และมี "หน่วยสยบไพรี" มีการสืบสวนที่แน่ชัดแล้ว จึงใช้ชุดนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ ในการฝึกการติดตาม สะกดรอย ฝึกการเจรจา ฝึกการตรวจสอบในทางลับทางเทคนิค
-หากตำรวจข้องเกี่ยวยาเสพติดเสียเอง
หากเจอลูกน้องของ บช.ปส.คนใดรับส่วย ถ้าเจอจัดการสถานหนักอย่างเดียว เพราะมีการกำชับแล้วว่า ถ้าตำรวจยาเสพติดเกี่ยวข้องกับยาเสพติดซะเองก็ไม่ไหวแล้ว
-อยากให้ฝากไปถึงคนที่อยู่ในวงจรยาเสพติด
การยุ่งกับยาเสพติดโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือตั้งใจก็ตาม การเสพยาทำให้หมดอนาคต หากถูกจับมีประวัติเสพยาเสพติดก็จะกลายเป็นตราบาปไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่ได้ ส่วนนักโทษคดีค้ายาเสพติดที่ออกมาจากคุกแล้ว ก็น่าสงสารและเห็นใจ คนเหล่านี้มักไม่ค่อยได้รับโอกาส ก็จะกลับไปยุ่งกับยาเสพติดอีก
สุดท้ายนี้ อยากขอความร่วมมือกับประชาชนแจ้งเบาะแสมาที่ 1688 เพื่อเป็นการช่วยกันกำจัดยาเสพติดในสังคม และร่วมกันสร้างสังคมให้แข็งแรงเป็นเกราะป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้กลับไปเสพยาเสพติดอีก



