ข่าว

 รายได้ต่ำ 1.8หมื่นส่อเบี้ยวหนี้สูง เคทีซีจับตากลุ่มท่องเที่ยว-เอสเอ็มอี-ส่งออก

รายได้ต่ำ 1.8หมื่นส่อเบี้ยวหนี้สูง เคทีซีจับตากลุ่มท่องเที่ยว-เอสเอ็มอี-ส่งออก

27 เม.ย. 2552

เคทีซีผวาลูกหนี้บัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคลส่อผิดนัดชำระหนี้พุ่ง ระบุกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 1.8 หมื่นบาทมีความเสี่ยงมากสุด ทั้งเอสเอ็มอี-ธุรกิจส่วนตัว-ท่องเที่ยว-ส่งออก คาดสิ้นปีนี้พุ่งถึง 5% เล็งสกัดหนี้เสียด้วยการเร่งประนอมหนี้ เพิ่มเจ้าหน้าที่ติดตามหนี้อีก 6

 นายนิวัตต์ จิตตาลาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี เปิดเผยว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ การดำเนินธุรกิจของบริษัทถือว่าเป็นไปตามที่คาดไว้ช่วงต้นปี โดยมองว่าภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจซบเซาจะมีการขยายตัวได้ไม่มาก ซึ่งบริษัทก็ไม่ได้กระตุ้นทั้งในส่วนของการเพิ่มยอดบัตรเครดิตและยอดใช้จ่าย ถือเป็นความพยายามที่จะไม่เพิ่มพอร์ตมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และจะดำเนินงานอย่างเข้มงวดในทุกเรื่อง
 
"ปัญหาที่น่าห่วงตอนนี้คือ การผิดชำระหนี้มีสัญญาณเพิ่มขึ้นชัด ทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล โดยเริ่มผุดขึ้นจากกลุ่มมีรายได้ต่ำกว่า 1.8 หมื่นบาท ทั้งกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ทำธุรกิจส่วนตัว โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและส่งออกที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์การเมืองในประเทศ โดยมองว่าปีนี้อัตราการผิดนัดชำระอาจจะขยับไปถึง 5% ซึ่งภายในกลางปีนี้น่าจะเลย 4% ไปแล้ว และเชื่อว่าหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ปีนี้จะสูงกว่าปีที่ผ่านๆ มา" นายนิวัตต์ กล่าว
 
ส่วนแนวทางการแก้ปัญหานั้น เบื้องต้นเคทีซีจะเน้นเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้และประนอมหนี้  โดยต้องทำให้เร็วเพื่อไม่ให้เป็นเอ็นพีแอล ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการส่งออก ธุรกิจท่องเที่ยว และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันอัตราผิดชำระหนี้กลายเป็นเอ็นพีแอลมีกว่า 30% และในอนาคตน่าจะเกิน 50%
 
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเคทีซีมีนโยบายสกัดภาวะหนี้เอ็นพีแอลมาโดยตลอด เช่น คนที่มีอัตราส่วนหนี้ต่อรายได้เกิน 60% ทางเคทีซีจะไม่พิจารณาออกบัตรเครดิตให้ ส่วนสินเชื่อบุคคลในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อนุมัติไปไม่ถึงพันรายต่อเดือน จากที่เคยอนุมัติไปเดือนละหมื่นราย รวมทั้งได้เพิ่มเจ้าหน้าที่ติดตามหนี้อีก 60 คน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรองรับปัญหาดังกล่าวโดยเฉพาะ 
 
"หน้าที่ตอนนี้คือต้องพาบริษัทผ่านพ้นวิกฤติไปให้ได้ ต้องดูแลหนี้เสียให้ดี ประนอมหนี้ ติดตามหนี้ให้เร็วที่สุด ลูกหนี้ที่ยังพอมีศักยภาพก็ยืดหนี้ออกไป ช่วงนี้จึงไม่มีแผนปฏิบัติการ เพราะต้องดูวันต่อวัน แต่คงต้องมีมาตรการควบคุม และเนินดำเนินงานอย่างระมัดระวัง ส่วนผลประกอบการปีนี้ ก็คงจะไม่ดีไปกว่าปีที่แล้ว" นายนิวัตต์ กล่าว