
พบศพแม่ค้าถูกเผาพิสดาร
แม่ค้าขายผลไม้นายหน้าเงินกู้เครียด นำเงินจากนายทุนไปปล่อยกู้ให้กับพ่อค้า-แม่ค้า รวมต้นและดอกเบี้ยร่วมล้าน แต่เก็บคืนนายทุนไม่ได้ จนเกิดอาการเครียด ขี่รถจยย.ออกจากบ้าน รุ่งเช้าพบเป็นศพถูกเผาตายในกองไฟ ตร.ยังสรุปการตายไม่ได้ สันนิษฐานอาจฆ่าตัวตาย หรือถูกฆาต
20 ส.ค.54 พ.ต.ท.ชานนท์ สืบสุนทร พนักงานสออบสวน สบ.2 สภ.(ย่อย)ศิลา ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้รับแจ้งจากศูนย์ 191 ว่า มีศพคนถูกเผา ที่ทุ่งนาทางด้านทิศตะวันออกบ้านหนองหิน ม.8 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ภายหลังรับแจ้งจึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนที่จะประสานไปยัง นพ.วิรุต คุณกิตติ แพทย์นิติเวช รพ.ศรีนครินทร์ ประสานเจ้าหน้าที่ ศพฐ.4 พิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่วิทยาการพิมพ์ลายนิ้วมือ ร่วมตรวจที่เกิดเหตุและร่วมชันสูตรศพผู้ตาย
พร้อมด้วย พ.ต.อ.คัชชา ธาตุศาสตร์ รอง ผบก.ภ.จว.ขก. พ.ต.อ.คณิต ดวงหัสดี ผกก.สภ.เมืองขอนแก่นและเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เมื่อไปถึงบ้านหนองหินพบว่า ที่เกิดเหตุอยู่ที่ทุ่งนา ห่างจากหมู่บ้านไปประมาณ 3 กม.เป็นกระท่อมนาอยู่ใกล้คลองชลประทาน ต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ 100 เมตร ก็พบกระท่อมนา ซึ่งเป็นของ นางเจริญชาว บ้านหนองหิน ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น
บริเวณทางเดินหน้ากระท่อมพบกองฟืน จำนวนหนึ่ง แต่ที่ด้านข้างกระท่อมพบกองไฟที่มอดดับแล้ว เหลือเพียงขี้เถ้า และฟืนที่ยังไม่ถูกไฟไหม้ และพบศพผู้ตายอยู่ เป็นหญิงนอนหงายอยู่ในกองขี้เถ้า สูงประมาณ 150 ซม.ผมยาวถูกมัดรวบไว้ข้างหลัง โดยขาขวาถูกไฟไหม้จนเหลือแต่โคนขา ส่วนขาซ้ายถูกไฟไหม้เกรียม แต่ปลายเท้ายังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ มือข้างขวาและหน้าอกหน้าท้องถูกเผาจนเกรียมส่วนแขนและมือข้างซ้ายไฟไหม้เล้กน้อย สะโพกถูกไฟไม้จนเกรียมเป็นสีดำ
ที่ข้อมือข้างซ้ายยังสวมใส่นาฬิกา ยี่ห้อหนึ่ง เวลาที่หน้าปัดนาฬิกาหยุดอยู่ที่เวลา 23.33 น.วันที่ 19 สิงหาคม และที่ฝ่ามือซ้ายมีเบอร์โทรศัพท์มือถือหมายเลข 083-6606233 เขียนไว้ด้วยปากกาสีน้ำเงิน เมื่อพลิกร่างผู้ตายตรวจสอบพบว่าแผ่นหลังและเสื้อยืดสีแดงที่ผู้ตายใส่ไม่ได้ถูกไฟไหม้แต่อย่างใด ส่วนในกองขี้เถ้าพบพวงกุญแจรถจักรยานยนต์ตกอยู่ นอกจากนี้ใกล้กับกองขี้เถ้าไฟบริเวณถัดจากปลายเท้าผู้ตายไป พบขวดน้ำพลาสติกภายในบรรจุน้ำยาล้างห้องน้ำสีฟ้า ในปริมาณครึ่งขวด และกล่องน้ำผลไม้และขวดน้ำเปล่าอีก 2 ขวดซึ่งถูกดื่มไปหมดแล้ว
พ.ต.ท.สรภพ หมื่นกันยา สว.สส.สภงเมืองขอนแก่น กล่าวภายหลังตรวจที่เกิดเหตุว่าทราบชื่อที่อยู่ผู้ตายแล้ว ชื่อ นางจีระภร ข้อยุ่น อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8/37 ม.13 บ้านดอนหญ้านาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น มีอาชีพค้าขายพืชผักอยู่ในตลาดสดบางลำภู จากการสอบสวนคนใกล้ชิดผู้ตายทราบว่า นอกจากค้าขายแล้วผู้ตายยังเป็นนายหน้าเงินกู้ โดยการไปเอาเงินจากนายทุนแล้วก็ไปปล่อยกู้ให้กับพ่อค้า แม่ค้า ประมาณ 5-6 แสนบาท รวมทั้งต้นและดอกเบี้ยก็ร่วมล้าน แต่เก็บคืนนายทุนไม่ได้ จนถูกนายทุนทวงถาม
ก่อนกลายเป็นศพ ผู้ตายทะเลาะกับสามีเรื่องหนี้สิน จนเกิดอาการเครียดแล้วก็ขี่รถจักรยานยนต์ทะเบียน คธ ม-207 ขอนแก่น ออกจากบ้าน
ส่วนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวพบแล้ว โดยผู้ตายขี่ไปฝากไว้กับชาวบ้านในช่วงเวลา 16.00 น.วันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา ทั้งยังฝากหมายเลขโทรศัพท์ไว้และสั่งว่า หากเกิดอะไรขึ้น ให้โทรศัพท์ไปที่เบอร์ดังกล่าวแล้วผู้ตายก็เดินเข้าไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วหายตัวไป
ส่วนเบอร์โทรศัพท์หลังจากตรวจสอบแล้วเป็นเบอร์โทรศัพท์หมายเลขเดียวกันกับที่ผู้ตายเขียนไว้ที่ฝ่ามือซ้าย และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์ไปที่เบอร์ดังกล่าวปรากฏว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์ของญาติฝ่ายสามีผู้ตาย และจากการสอบสวนสามีผู้ตาย ขณะนี้ยังไม่พบพิรุธ
สาเหตุการตายนั้น เป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง คือ ถูกฆาตกรรม หรืออาจจะฆ่าตัวตายเอง เพราะจากการสอบสวนคนใกล้ชิดและจากหลักฐานที่พบในจุดเกิดเหตุ เป็นไปได้ว่า มีการนำฟืนที่มีอยู่ในกระท่อมนาไปก่อไฟ จากนั้นก็นั่งดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำผสมกับน้ำผลไม้ ก่อนจะลงไปนั่งในกองไฟ และถูกไปคลอกจนตาย อย่างไรก็ตาม เพื่อความชัดเจนของการสืบสวนเจ้าหน้าที่จะทำการสืบสวนสอบสวนพยานแวดล้อมคนใกล้ชิดกับผู้ตายอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริงว่าฆ่าตัวตาย หรือถูกฆาตกรรม
ด้าน นพ.วิรุต คุณกิตติ กล่าวว่า ในเบื้องต้น ยังไม่สามารถสรุปการตายได้ ซึ่งก็เป็นได้ทั้งการถูกฆ่าแล้วเผาและการฆ่าตัวตาย ขณะนี้อยู่ระหว่างผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการตายว่า ผู้ตายมีสารอันตรายใดๆในกระเพาะอาหารหรือในร่างกายหรือไม่ ถ้าหากพบสารเคมีที่ผสมในน้ำยาล้างห้องน้ำที่พบในที่เกิดเหตุ ก็น่าจะเป็นไปได้ว่าอาจจะฆ่าตัวตาย แต่ถ้าไม่มี ก็น่าจะเป็นการถูกฆาตกรรมอำพราง
ภายหลังตรวจที่เกิดเหตุและชันสูตรศพผู้ตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มอบศพให้มูลนิธิขอนแก่นสามัคคีอุทิศ นำศพไปที่นิติเวช เพื่อให้แพทย์ผ่าศพพิสูจน์ต่อไป ส่วนน้ำยาล้างห้องน้ำ รวมถึงกล่องน้ำผลไม้และขวดน้ำเปล่า เจ้าหน้าที่ ศพฐ.เก็บเป็นหลักฐานกลับไปตรวจพิสูจน์ต่อไป



